พิมพ์หน้านี้
|
ครั้นถึงเวลากลับบ้านหลังเลิกเรียน นักเรียนหญิงชายต่างหมู่บ้านนับร้อยคน ถยอยจูงจักรยานคู่ชีพเดินออกจากโรงเรียนเป็นแถว ตลอดเส้นทางจากโรงเรียนถึงบ้านผมนั้นผ่านหลายหมู่บ้าน จึงมีเพื่อนนักเรียนต่างหมู่บ้านหลายคนปั่นจักรยานเป็นแถว เป็นกลุ่มๆ ตลอดเส้นทางมีให้เห็นเป็นระยะ ๆ มีบางกลุ่มพอถึงกลางทางผ่านไร่อ้อยที่อยู่ข้างทางก็จะไปขโมยหักอ้อยเขามากิน พอเจ้าของมาให้เข้าเขาก็ไล่ ตะโกนด่า ก็จะรีบปั่นจักรยานหนี ช่างเป็นชีวิตที่ให้รถชาดอีกแบบ(ในทางไม่สร้างสรรค์เอาซ่ะเลย) ในช่วงฤดูหนาวนั้นฟ้าจะมืดเร็วกว่าทุกฤดูอื่น กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปประมาณ 5-6 โมงเย็นแล้วครับ เหตุการณ์อย่างนี้ดำเนินผ่านไปได้หนึ่งปี พอผมเริ่มเรียนชั้น ม.2 ผมเริ่มหัดเล่นดนตรีสากล และต้องซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียนทุกวันกลับบ้านช้ากว่าเพื่อนๆ ในขณะเดียวกันที่เพื่อน ๆ เขาต่างถึงบ้านแล้ว แต่ผมเพิ่งจะออกเดินทางกว่าจะถึงบ้านก็เกือบ 2 ทุ่มครับ อุปสรรค์เริ่มมาเยือนผมแล้ว คือ "ความมืด" ไงครับ ตลอดเส้นทาง 18 กม.มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นพื้นที่ว่างสองข้างทางเป็นไร่ ทุ่งนา ช่วงที่ผ่านหมู่บ้านก็ต้องคอยระวังสุนัขวิ่งไล่กัด และยังต้องระวังชนคนเดินถนน อีกทั้งรถอีแต๋นที่ไม่มีไฟส่องสว่าง เพราะเป็นช่วงที่เกษตรกร กำลังกลับบ้านพอดี เมื่อความมืดรวมกับความเหงา(อยู่คนเดียว) สิ่งที่ตามมาคือความกลัวครับ ถ้าเราเขียนเป็นสูตรคณิตศาตร์จะได้ว่า ความกลัว = ความมืด + ความเหงา(อยู่คนเดียว) ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความกลัว โปรดอย่าว่าลืมฤดูหนาวกลางวันจะมืดเร็วกว่าปกตินะครับ กว่าจะซ้อมดนตรีแล้วเสร็จ ก็ปาเข้าไป 6 โมงเย็นแล้ว ตะวันก็เริ่มลับขอบฟ้าระหว่างเส้นทางกลับจะต้องผ่านสุสาน (หรือป่าช้า)ถึงสองแห่งแห่งแรกที่ทันทีที่ผมเลี้ยวรถจักรยานพ้นประตูหน้าโรงเรียนได้ไม่กี่ร้อยเมตรด้านซ้ายมือจะพบกับเป็นศาลาและเตาเผาศพ ซึ่งอยู่ห่างจากถนนประมาณ 200-300 เมตรเห็นจะได้ บางครั้งผมผ่านไปแถวนั้นเมื่อมองเข้าไปเห็นไฟยังลุกติดอยู่ในเตาก็มี แต่ก็ยังนับว่าโชคยังดีที่ยังไม่ถึงกับว่ามืดเท่าไหร่นักและเป็นช่วงขาลงเนินจึงไม่ต้องออกแรงปันมากและไปอีกหน่อยก็เป็นหมู่บ้านแล้ว พอเลยหมู่บ้านไปอีกประมาณ 2-3 กม.ก็เจอแห่งที่สองแล้วครับ อันนี้แหละน่ากลัวชวนนึกมโนภาพไปต่าง ๆ นา ๆ ตามจินตนาการของแต่ละคนที่จะคิด ก่อนถึงที่นี่เห็นมาแต่ไกลก็ คือต้นไม้ตะเคียนทองขนาดใหญ่สูงยืนสูงตระง้านขนาด 5-7 คนโอบเห็นจะได้ เป็นเงามืดดำทะมึนชวนให้คิดถึงหนังผีที่เคยดูมาราวกับว่ามีคนตัวสูงใหญ่ ยืนรออะไรสักอย่างอะไรทำนองนี้แหละใกล้โคนต้นไม้ดังกล่าวจะมีศาลาและเตาเผาศพ(เหมือนกับแห่งแรกเลย) ที่แห่งนี้จะมองไม่เห็นเพราะเป็นป่ารกวัชพืชขึ้นหนาแน่นมาก อีกทั้งยังต้องผ่านสะพานคอนกรีตข้ามลำคลอง บริเวณหัวสะพานเป็นเนินจึงต้องออกแรงมากผสมกับความกลัวจนทำให้ผมไม่อยากผ่านบริเวณนี้เลย บางวันก็มีกีตาร์ไฟฟ้าติดตัวไปซ้อมต่อที่บ้านด้วย สภาพตอนนั้นจึงต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความกล้า และความเพียร ที่จะต้องเอาชนะอุปสรรค์ต่าง ๆ ไปได้ เรียกว่า ปั่นแบบไม่คิดชีวิตเลยก็ว่าได้ นั่งแบบไม่ติดเบาะเลยครับ เหตุการณ์อย่างนี้ก็ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเหล้านานนับเดือน ผมเริ่มใช้ปัญญาแก้ปัญหาที่ละจุด เริ่มจากลดระยะทางจาก 18 กม.เหลือระยะทาง วันหนึ่งผมจำได้ว่าช่วงนั้นเป็นงานกีฬาสีของโรงเรียน ทางโรงเรียนได้มาการจัดแข่งขัน "ขับขี่จักรยานช้า" โดยกำหนดระยะทางประมาณ ผมเอาชนะความกลัวด้วยวิธีง่าย ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่ด้วยวิธีนี้ทำให้ผมเอาชนะความกลัวได้จนกลายเป็นความมุ่งมั่นในที่สุดจนสามารถเอาชนะความกลัวได้ นั่นก็คือ "การท่องสูตรคูณ" ทันทีที่ผมเราพ้นประตูโรงเรียนก็เริ่มท่องเลยครับ...2..1..2.. ยิ่งใกล้ถึงจุดวิกฤติที่ว่าผมจะยิ่งท่องเสียงดังเลยครับ พูดง่าย ๆ เอาเสียงข่มไว้ก่อน ก่อนหน้านี้ผมท่องสูตรคูณไม่คล่องแต่พอมาใช้วิธีนี้ ทำให้ผมแม่นเรื่องสูตรคูณมากเลยครับ อันจะส่งผลถึงการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อีกด้วย ทีนี้ปัญหาต่อมาคือเรื่องความมืด ที่จักรยานคู่ชีพผมจะมีไดนาโมปั่นไฟสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ รถจักรยานทั่วไปก็จะมีเพียงไฟหน้ากับไฟหลังเท่านั้น แต่รถผมจะพิเศษกว่ารถคนอื่นครับ มีไฟสว่างหลายจุด มีสวิตซ์หลายจุด เหมือนวงจรกันขโมยสมัยนี้ คนอื่นมาใช้ไม่ถูกแน่ เรียกว่าไม่มีใครเหมือน แล้วก็ไม่เหมือนใคร ด้วยพื้นฐานทางช่างไฟฟ้าที่ผมคลุกคลี่มาตั้งแต่เล็ก ด้วยเหตุที่ว่าบ้านผมมีเครื่องไฟไว้บริการตามงานต่างๆ เป็นเครื่องแรกของตำบลเลยก็ว่าได้ หมู่บ้านในระแวกนั้นถ้ามีงานบุญ งานแต่ง และงานอัปมงคลจะต้องเรียกใช้บริการจากเครื่องไฟที่บ้านผมทำให้ผมมีพื้นฐานทางช่างไฟฟ้ามาตั้งแต่เล็ก จึงไม่ใช้เรื่องแปลกที่ผมจะทำอย่างนั้นได้ จนในที่สุดพวกเราสามารถรวมตัวกันเล่นเป็นวงดนตรีได้ ด้วยเลือดแห่งความเป็นศิลปินและมีอาจารย์ผู้ที่เสียสละทุกอย่างเป็นผู้ที่ถ่ายทอด ศิษย์ทุกคนยังระลึกถึงบุญคุณเสมอ มีครั้งหนึ่งที่ผมและสมาชิกในวงไปเล่นดนตรีเชียร์รำวงที่ อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เส้นทางตอนไปนั้นลำบากมากรถเกือบเกิดอุบัติเหตอยู่หลายครั้ง เส้นทางคดเขี้ยวไปตามไหล่เขา อีกทั้งบางช่วงถนนก็กำลังก่อสร้าง มีบางช่วงที่ต้องใช้ทางเบี่ยง รถคันที่ขนเครื่องดนตรีจะเป็นรถสองแถวข้างล่างจะบรรทุกเครื่องดนตรี เครื่องขยายเสียง ตู้ลำโพง และนางรำพร้อมอุปกรณ์ต่างที่ใช้ในการแสดงดนตรีสำหรับค่ำคืนนั้น ส่วนบนหลังคาวัยรุ่นอย่างพวกผมจะชอบนั่งเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะว่าชอบความเป็นอิสละ ท้าทาย และค่านิยมผิดๆ ที่ไม่คิดถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น คิดแต่สนุกตื่นเต้น โดยไม่ห่วงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร พอถึงจุดที่เป็นทางเบี่ยงกำลังสร้างสะพาน ถนนเอียงและเป็นเนินชัน พอรถไปถึงที่ดังกล่าว กำลังรถไม่พอ จึงทำให้รถติดหล่มดินทรุดเอียง อีกไม่กี่องศารถก็จะพลิกคว่ำ ด้วยแรงเหวี่ยงของรถทำให้ผมกลิ้งเกือบตกรถ ในขณะคิดว่าเราต้องเกิดอุบัติเหตุแน่เลย ด้วยสันชาตยานของสัตว์โลกที่จะต้องเอาตัวรอดเมื่อยามมีภัย ณ วินาทีนั้นทำให้ผมกระโดดลงจากรถ จากความสูงประมาณ 3-4 เมตร รถติดหล่มเอียงไปด้านซ้าย ผมโดดลงไปด้านซ้ายเหมือนกัน ถ้าตอนนั้นรถเกิดพลิกคำจริง ๆ ผมคงโดนรถทับแน่เลย แล้วทำไมผมไม่โดดไปอีกฟากล่ะ ? จะได้ไม่มีปัญหา..(เบื้องบนกำหนดไว้แล้ว) แล้วค่ำคืนนั้นเลือดศิลปินของเราก็ได้ออกลวดลายให้พี่น้องประชาชนแถวนั้นได้ประจักษ์แก่สายตาให้เหมือนกับสรรพคุณที่ได้ล่ำลือมา ผมจำได้ว่าวันนั้น สนุก มันส์มาก ผมเริ่มใช้ตัวช่วยประกอบการแสดง มันคือจุดเริ่มต้นของยาเสพติด บุหรี่ เหล้า ผมเคยถามตัวเองว่าทำไมต้องไปริเริ่มยุ้งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นด้วย คำตอบอาจจะเหมือนกับวัยรุ่นอีกหลายคนที่จิตใจอ่อนไหว คล้อยตามสิ่งแวดล้อม อยากรู้อยากลองทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่ดี ครูบาอาจารย์ก็สอนมา แต่ก็ยังทำ และเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจ ที่พวกผู้ใหญ่ยังทำสิ่งเหล่านี้ให้ลูกหลานได้เห็นเป็นเยื่องอย่างดูเหมือนว่าจะไม่มีทางหายไปจากสังคมนี้ การแสดงดนตรีของผมและสมาชิกในวงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ พอผมใกล้จบ ม.3 จะมีรุ่นน้องมาฝึกเล่นดนตรีแทนรุ่นผมที่กำลังจะจบไป เหมือนกับผมที่มาแทนรุ่นพี่เมื่อปีที่แล้ว คลื่นลูกใหม่เข้ามาแทนคลื่นลูกเก่า ฉันใดฉันนั้น. จะว่าไปแล้วในช่วงที่ผมเรียนอยู่ชัน ม.3 นั้น จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตผมก็ว่าได้ ใครจะไปทราบล่ะครับ จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นมาได้ ถ้าช่วงนั้นผมตัดสินใจไปศึกษาต่อในโรงเรียนประจำจังหวัด ผมคงไม่มีวันนี้ประวัติศาสตร์ชีวิตของผมต้องเป็นไป หรือแม้แต่โอกาสที่จะถ่ายทอดความรู้สึกอันนี้ให้คนอื่นได้ทราบ เมื่อครั้งที่ผมศึกษาอยู่โรงเรียนประจำอำเภอนั้น มีแค่ระดับ ม.ต้นเท่านั้น เมื่อจบชั้น ม.3 แล้วจะต้องไปศึกษาต่อที่อื่นหรือไม่ก็หยุดเรียนไปเลย สมัยนั้นการประชาสัมพันธ์การศึกษา(แนะแนว)ยังไม่ค่อยกว้างทันสมัยสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะเรื่องของการสื่อสาร ทำให้ผมและเพื่อน ๆ เหมือนกบในกะลาครอบ ที่รับรู้แต่เรื่องในกะลาเท่านั้น พอออกมานอกกะลาพบโลกกว้างก็หลงทางไม่รู้จะไปที่ใด ส่วนใหญ่จะเรียนตามแบบอย่างรุ่นพี่เป็นส่วนมาก เช่น การเรียนสายสามัญ หวังเอาไว้เมื่อสำเร็จออกมาจะได้รับราชการ เป็นตำรวจ ทหาร แพทย์ ฯลฯ บ้างก็สายอาชีพเป็นช่างยนต์ ช่างกลฯ ช่างเชื่อม นักเรียนในห้องผมกว่า 50 % ที่ไม่มีได้ศึกษาต่อ และกว่า 40 % ของห้องที่ศึกษาต่อในสายสามัญ มีไม่ถึง10 % ด้วยซ้ำที่เรียนสายอาชีพ และผมเป็น 1 ใน 10 เปอร์เซนต์นั้น สาเหตุที่ทำให้ผมต้องตัดสินใจอย่างนั้นก็เพราะว่า จากการวิเคราะห์ของผม "จำได้ว่าเมื่อครั้งที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.2 นั้น พ่อผมท่านกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยครูแห่งหนึ่งในเขตภาคเหนือ ท่านเรียนเอกภาษาไทย วิชาที่ท่านเลือกเป็นวิชาเสรีนั้นเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า-อิเลคทรอนิคส์ จึงได้ซื้อหนังสือวาระสารอิเลคทรอนิคส์มาอ่านหลายเล่ม ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผม จึงทำให้ผมไปเปิดอ่านดูแล้วจึงเกิดความสนใจ และทึ่งในความสามารถของวงจรอิเลคทรอนิคส์ในใจตอนนั้นผมคิดว่ามันจะทำได้อย่างไร เช่น สามมารถขยายเสียงได้ ทำเสียงเลียนเสียงสัตว์ได้ ส่งสัญญาณในระยะไกล ๆ ได้หลายกิโลเมตร ทุกๆ ครั้งที่ผมเปิดดูยิ่งทำให้ผมสนใจมากขึ้น ในขณะนั้นเด็กชายคนนี้ยังไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาให้คนรอบข้างได้รับรู้ถึงความสนใจของตัวเอง ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ผมจำได้ว่ามีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นจุด ๆ หนึ่งที่ทำให้ผมหักเหความสนใจทางด้านอิเลคทรอนิคส์ก็คือ ช่วงที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.3 นั้นเพื่อนผมเป็นผู้นำแถวเคารพธงชาติเวลาเข้าแถวจะต้องใช้ไมค์ลอย ระหว่างอาคารอำนวยการกับเสาธงเพื่อให้เสียงนำออกไปยังลำโพงเสียงตามสาย และใช้ย่านวิทยุ FM ผมเห็นว่าพ่อได้ทดลองทำไมค์ลอย ทำให้ผมสนใจศึกษาหลักการทำงานของไมค์ลอยอย่างจริงจังอีกครั้งหลังจากที่ได้อ่านอย่างเดียว แต่วันนี้คิดว่ามีภาคปฏิบัติด้วย ช่วงเย็นก่อนกลับบ้านนักเรียนทุกคนจะต้องมาเข้าแถวหน้าเสาธงอีกครั้ง โอกาสของผมมาถึงแล้วที่จะเริ่มทดลอง(ก่อกวน) เริ่มจากการหลบอยู่บนห้องชั้นเรียน แล้วการจูนคลื่นไมค์ลอยให้ตรงกับคลื่นของไมค์ลอยที่พิธีกรหน้าเสาธงก็เริ่มขึ้น ตอนนี้เสียงพิธีกรที่หน้าเสาธงเริ่มขาดหายเป็นช่วงๆ ตามแต่จังหวะคลื่นที่หมุนสลักจูนให้ตรงกัน จนในที่สุดเสียงผมเริ่มออกเสียงแทนเสียงพิธีกร สร้างความประหลาดใจแก่เพื่อน ๆ และคณะครูอาจารย์เป็นอย่างมาก สักพักผมจึงหยุดส่งสัญญาณเป็นอันว่าการทดลองของผมประสพความสำเร็จ จากการทดลองครั้งนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในแรงบัลดาลใจทำให้ผมมีความชอบวิชาอิเลคทรอนิคส์มากยิ่งขึ้นโดยกำหนดแนวทางการศึกษาต่อในระดับสูงว่า ผมต้องเรียนสายนี้แหละ ช่วง ม.3 เทอมสุดท้ายก่อนที่ผมจะเรียนจบ จะมีโรงเรียนเอกชนสายอาชีพต่าง ๆ มาแนะนำโรงเรียนของตนอยู่หลายโรงเรียน ทุก ๆ ครั้งที่โรงเรียนเหล่านี้มาแนะนำช่วงประมาณบ่าย 2 โมงนักเรียนชั้นม.3 ทุกคนจะต้องไปพร้อมกันที่หอประชุมเพื่อฟังการแนะนำโรงเรียน บ้างมีการจัดบอร์ด เอกสารแผ่นพับต่าง ๆ บ้างก็มีวิดิทัศน์ มาฉายให้ดูซึ่งสร้างสนใจไม่น้อยเลย มีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผมเป็นพิเศษเนื่องจากว่ามีวิชาเรียนช่างอิเลคทรอนิคส์ แต่อยู่ต่างๆ จังหวัดจึงได้แต่รับเอาไว้พิจารณาเท่านั้น ส่วนโรงเรียนอื่น ๆ นั้นจะเป็นสายสามัญ และสายอาชีพ เช่น ช่างไฟฟ้า พาณิชย์ ซะเป็นส่วนใหญ่ โรงเรียนที่ผมศึกษาอยู่ในขณะนั้นจะมีอาจารย์ฝ่ายแนะแนวมาชี้แนะ ให้คำปรึกษาต่าง ๆ ผมจึงได้ไปหารือกับอาจารย์แนะแนว ท่านให้คำแนะนำกับผมว่าการที่จะเป็นช่างได้นั้นต้องศึกษาต่อทางสายอาชีพเท่านั้นแล้วท่านก็ยกตัวอย่างเช่น ช่างวิทยุ โทรศัพท์ พร้อมทั้งแผ่นพับที่อธิบายคุณสมบัติของช่าง และวิธีการศึกษาในระดับต่าง ๆ จบแล้วจะทำงานกับหน่วยงานไหนได้บ้าง อย่างนี้เป็นต้น ด้วยผลการเรียนของผมในสมัยนั้นค่อนข้างดีผมจึงได้รับโคว์ต้าจากทางวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์(เป็นวิทยาลัยสายอาชีพประจำจังหวัดบ้านเกิดผม) ให้ไปศึกษาต่อสาขาวิชาช่างไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนด้วยคะแนนอับดับหนึ่ง สมัยนั้นวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์เป็นยังไม่เปิดสอนวิชาช่างอิเลคทรอนิคส์จึงทำให้ผมต้องสละสิทธิ์เพื่อที่จะเรียนตามแผนชีวิตที่วางไว้ ผมตั้งใจที่จะเรียนเป็นช่างอิเลคทรอนิคส์ ให้จงได้ จึงมองหาโรงเรียนเอกชนในจังหวัดเดียวกัน แต่ก็ไม่มีโรงเรียนไหนเปิดสอนช่างนี้เลย ทำไงดีล่ะ?? ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นอีกแล้วครับ ทุกอย่างมีทางออก.... ผมจำได้ว่ามีโรงเรียนหนึ่งที่มาแนะนำนั้นอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งมีโรงเรียนที่อยู่ในเครือทั่วประเทศถึง 5 แห่ง 1 ในนั้นคือ จ.นครสวรรค์ ที่มีการเปิดสอนวิชาช่างอิเลคทรอนิคส์ตามที่ผมตั้งเป้าไว้ ขณะนั้นคนรอบข้างผมถามผมว่าทำไมไม่เรียนที่วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลกล่ะ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้าน คำตอบที่ได้จากผมในตอนนั้นคือ กลัวว่าจะสอบไม่ติด เดี๋ยวไม่ได้เรียน ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทดลองสอบเลย ช่างเป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผลเอาซ่ะเลย ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น (แย่มาก)จะเรียกว่าเป็นความเขลาของผมก็ว่าได้ จนในที่สุดประมาณกลางเดือนเมษายน พ.ศ.2529 พ่อแม่และเด็กชายผู้มุ่งหมั้นที่จะเรียนวิชาช่างอิเลคทรอนิคส์ผมก็เดินทางไป จ.นครสวรรค์ เพื่อไปสมัครเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว นับเป็นช่วงเวลาการเดินทางที่ตื่นเต้น และเป็นครั้งแรกของการเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์สำหรับเด็กชายผู้มีจิตใจใฝ่หาช่างอิเลคทรอนิคส์ การเดินทางสมัยนั้นเวลาไปต่างจะนิยมเดินทางโดยรถไฟ เราทั้ง 3 คนพ่อแม่ลูกได้เริ่มออกเดินทางจากอุตรดิตถ์ประมาณเกือบ 11 โมง ด้วยเหตุผลว่าไม่ทันขบวนรถเที่ยวที่เช้ากว่านี้ กว่าจะถึง จ.นครสวรรค์ ก็ปาเข้าไปประมาณ 16.00 น.แล้วกว่าจะต่อรถไปที่โรงเรียนอีกก็หลายนาที เมื่อไปถึงที่โรงเรียนเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครก็กำลังจะเลิกพอดีก็เลยเป็นว่าผมสมัครเป็นคนสุดท้ายของวันนั้นครับ เมื่อสมัครเรียนเรียบร้อยอาจารย์ที่ทำหอพักก็เข้ามาติดต่อเป็นพักที่อยู่หน้าโรงเรียนเป็นหอกพักกินนอน จึงได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ผมให้อยู่ที่นี่........แล้วค่ำคืนนั้นทั้งสามคนก็เดินทางกลับบ้านที่ จ.อุตรดิตถ์ โดยรถไฟอีกครั้ง พอถึงกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2529 พ่อแม่ลูกต้องเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์อีกครั้ง แต่การเดินทางครั้งนี้มีความสำคัญกับเด็กชายผู้ใฝ่หาเทคโนโลยีอยากจะเป็นช่างอิเลคทรอนคส์ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง เด็กชายผู้นั้นตระหนักดีว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ตัวเองต้องอยู่โดดเดี่ยว อยู่คนเดียว ต้องจากอกพ่อแม่ ต้องอยู่ไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้จิตใจเด็กชายคนนี้อ่อนไหวไปได้ ผมจำได้ว่าวันนั้นผมใส่เสื้อผ้าฝ้ายคอโปโล กางเกงวอมว์ขายาวสีเทา รองเท้าแตะ สะพายกระเป๋าเดินทางแบกกีตาร์โปร่ง ถ้าเป็นแถวบ้านผม เรียกว่า อินเทรน สุดๆ ครับ แต่นี่เรามาอยู่ในเมืองก็เลยดูเหมือนเป็น บ้านน๊อก บ้านนอก ทันทีที่มาถึงหอพัก ผมก็ได้รับการต้อนรับจากอาจารย์เจ้าของหอและเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในหอพักเดียวกัน สมาชิกในหอนั้นทุกคนเป็นรุ่นพี่ทั้งหมด ผมจึงกลายเป็นน้องเล็กและน้องใหม่สำหรับหอพักนั้น พอวันรุ่งขึ้นพ่อแม่และผมก็ไปโรงเรียนเพื่อพาผมไปรับการปฐมนิเทศน์พร้อมกับแนะนำสถานีที่ต่าง ๆ ผมเริ่มมีความรู้สึกเริ่มแปลกใจเล็กน้อยแล้วครับ จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไรล่ะ ก็ในวิดิทัศน์ที่เขาเปิดให้ดูเมื่อครั้งที่ไปแนะนำโรงเรียนนั้นดูสวยงามร่มรื่นและกว้างขวาง และมีนักเรียนมากมาย มาวันนี้มันไม่เป็นไปอย่างที่ผมคลาดฝันเอาไว้ แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมากมายถึงจะคิดก็เปลืองสมองเปล่าๆ มันเป็นเรื่องที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้จริง ๆ ใครมาบังคับให้ผมมาเรียนที่นี่ล่ะ พ่อ แม่ หรือ.... เปล่าเลยครับตัวผมเองต่างหากล่ะที่ใฝ่หาเอง โดยที่ไม่ดูข้อมูลให้ดีซ่ะก่อน หรืออาจเป็นเพราะว่าฟ้าลิขิตเอาไว้แล้วก็ไม่ทราบ เย็นนั้นหลังจากที่พ่อและแม่เดินทางกลับบ้านไปแล้ว ก็หมายความว่าในจังหวัดนครสวรรค์จะมีนามสกุล ท้าวทอง อยู่คนเดียวเท่านั้น โดยปราศจากญาติพี่น้อง เมื่อคิดแล้วอดใจหายไม่ได้ บอกตัวเองว่า เราต้องไม่อ่อนแอ ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ คิดถึงอนาคตเราจะต้องเป็น วิศวกร ให้จงได้ จุดพลิกผลันชีวิตของผมก็เริ่มขึ้นที่หอพักนี้ สมาชิกในหอพักที่ผมพักอยู่นั้นจะมีทั้งหญิงและชายหรือเรียกว่าเป็นหอพักรวมครับ มีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับชีวิตของผมเธอชื่อ หนึ่ง(นามสมมุติ) ผู้หญิงคนนี้ทำให้ผมได้รู้จักรสชาดชีวิตในโลกกว้างใบนี้ ในขณะที่เรียน ปวช.1 ส่วนเธอเรียน ปวช.2 เราสนิทสนมกันเป็นพิเศษเนื่องจากว่าเราอยู่หอเดียวกันเจอกันทุกวัน เหมือนฟ้าได้กำหนดไว้แล้วให้เราต้องมาเจอกัน อยู่หอพักเดียวกัน เธอมีนิสัยออกจะนักเลงเล็กน้อยกล้าได้กล้าเสีย เธอเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เราเห็นหน้ากันทุกวันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้เธอ ด้วยความใกล้ชิดและเป็นกันเองทำให้ความสัมพันธ์ของเราเริ่มกลายจากรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นยิ่งกว่าเพื่อนสนิทที่รู้ใจ ห่วงหาอาทรณ์กัน เรียกว่าที่ไหนมีฉันที่นั่นมีเธออะไรทำนองนี้ วันหนึ่งเธอผู้เปรียบเสมือนหนึ่งดวงใจ ได้ทำร้ายจิตใจว่าที่วิศวกรอย่างเรา แบบที่เธอจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามด้วยการไปเที่ยวกับเพื่อนชาย ทำให้ว่าที่วิศวกรคนนี้แทบบ้าคลังด้วยความหึงหวง คิดไปต่าง ๆ นาๆ ทั้งทางบวกและลบ จนในที่สุดว่าที่วิศวกรผู้มีปัญญาน้อยได้หันมาใช้บุหรี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยาเสพติดอีกครั้ง และหลาย ๆ ครั้งที่เรามีปัญหากัน การเรียนผมเริ่มตกต่ำ ไม่ไปเรียนบ้าง นอนในชั้นเรียน เริ่มเสพยาเสพติดบางประเภท ผมลงระเริงกับแสงสี เสียงดนตรีอึกทึกในเมืองใหญ่ ความรักจอมปลอมที่เกิดในวัยเรียน จนลืมไปว่าเด็กชายผู้ใฝ่หาโลกแห่งเทคโนโลยีที่มาจากชนบทนั้นมาที่นี่เพื่ออะไร...? ผมลืมแม้กระทั่งคำสั่งสอนของพ่อแม่ที่ผมเคารพรักอย่างยิ่ง ผมลืมคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาผมมา ต้นเหตุนั้นคงจะโทษสังคมและสิ่งแวดล้อมซ่ะอย่างเดียวนั้นคงไม่ได้ ถ้าหากว่าผมมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่อ่อนไหว ไม่ริมีความรักในวัยเรียน เหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ ก็คงไม่เกิดขึ้นในชีวิตของผม มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด จากการได้รับอุบัติเหตุมอเตอร์พลิกค่ำ ในครั้งนั้นผมจำได้ว่าผมและเพื่อนร่วมแก๊งไปเที่ยวกันที่ อำเภอท่าตะโกบ้านของเพื่อนในห้องเรียนชั้นเดียวกัน ได้พบกับเพื่อนหญิงคนหนึ่งที่ผมมีใจชอบเธอ ซึ่งดูเหมือนว่าเธอเองก็ชอบผมอยู่เหมือนกัน ธรรมดาเมื่อมีแขกมาเยือนบ้าน เพื่อนผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ต้องเลี้ยงต้อนรับ พวกเราทั้งหมดนั่งกิน(ดื่ม)กันที่นั่นประมาณครึ่งวันเห็นจะได้ บางคนก็เมาหลับไปเป็นตื่น ๆ ก็มี ประเภทคอทองแดงก็นั่งกินต่อจนเย็น ผมเองก็ได้ที่แล้วจึงชวนเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันกลับหอพักที่ในเมืองปากน้ำโพ เหตุการณ์น่าจะเรียบร้อยไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าวันนั้นผมไม่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นใบขับขี่ ผมโดนทุกข้อหาที่ตำรวจท่านตั้งข้อหาครับ 1.ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ 2.รถดัดแปลงสภาพ 3.ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน 4.ขับขี่รถขณะเมาสุรา ฯลฯ ผมจำนนทุกข้อหา จึงไปขอร้องเจ้าหน้าที่และต่อรองค่าปรับ ท่านก็เมตตาปรับสถานเบา เป็นเงินรวม 2-3 ร้อยบาทเห็นจะได้ครับ ทันทีที่ผมออกจากป้อมตำรวจได้ผมบิดมอเตอร์ไซต์ออกมาอย่างรวดเร็ว จนเป็นเหตุให้ผมได้รับอุบัติเหตุอย่างร้ายแรงเกือบถึงชีวิตด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น วันนั้นเป็นวันอะไรไม่ทราบที่ทำให้ หนึ่ง ผู้หญิงที่อยู่ในใจว่าที่วิศวกรอิเลคทรอส์มาที่หอพักได้ ทันทีที่เธอทราบว่าผมเกิดอุบัติเหตุก็รีบนำร่างอันไร้สตินำส่งโรงพยาบาล ผมรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อ 12 ชั่วโมงต่อมาที่โรงพยาบาล ผมจำได้ว่าคำแรกที่ผมพูดคือ แม่ ผมเรียกหาแม่เหมือนเด็กๆ จากนั้นผมก็หลับไป จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชีวิตของว่าที่วิศวกรอิเลคทรอส์เริ่มเรือนราง เนื่องจากว่าผมได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง เป็นเหตุให้ต้องหยุดเรียนไป 1 ปี เพื่อน ๆ ทั้งหญิงชายต่างเป็นห่วงและคอยให้กำลังใจ เรายังติดต่อทางจดหมายเป็นระยะๆ ด้วยกาลเวลาและระยะทาง ในที่สุดก็ขาดการติดต่อ เสมือนหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวไม่มีเพื่อน หลังจากที่ผมกลับมาพักฟื้นอยู่บ้านที่ จ.อุตรดิตถ์ ทำให้ผมคิดอะไร อะไร หลายอย่างเป็นต้นว่า ถ้าเหตุการณ์ครั้งนั้นเราลดความวู้วาบ ไม่ใจร้อน ไม่ขับรถมอเตอร์ไซต์ออกไปอย่างรวดเร็ว เราไม่เป็นอย่างนี้....... ถ้าเราไม่กินเหล้าก็คงมีสติเลือกที่จะทำแต่สิ่งดีๆ คงจะดีไม่น้อยถ้าเรารู้จักพอ ถนอมน้ำใจผู้อื่นยอมรับการช่วยเหลือจากคนที่เค้ารักเรา... หนึ่ง เธอผู้อยู่ในใจของว่าที่วิศกรฯ นั้น ครั้งสุดท้ายที่ได้มีโอกาสพบเธอก็ตอนที่ผมย้ายโรงพยาบาลมารักษาต่อที่ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ แทนที่ผมจะดีใจที่เธอมาเยี่ยมกลับโกรธเธอคิดว่าเธอเป็นต้นเหตุให้ผมต้องเป็นอย่างนี้ ผมต่อว่าเธอต่าง ๆ นาๆ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำตาเธอ เธอคงเสียใจมาก ในขณะนั้นผมคิดว่านี่แหละจะเป็นโอกาสที่เราจะเลิกติดต่อกับเธอ เนื่องจากว่าก่อนหน้านั้นผมได้พบรักใหม่และมีผู้หญิงให้ผมเลือกอีกตั้งหลายคน ช่างเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักพอ และขาดคุณธรรม มะโนธรรม ขาดความรับผิดชอบเป็นอย่างมากไม่สมควรที่จะให้อภัยได้เลย หรือนี่เพราะอาจเป็นเพราะว่าเราใช้หนี้กรรมกันหมดแล้วในชาตินี้ จากเหตุการณ์นั้นทำให้ผมรู้ว่าใครรักผมจริงก็คงเหลือแต่ พ่อกับแม่ เท่านั้น เพื่อนฝูงที่เคยไปเที่ยวไปกินกันต่างหายหน้ากันหมด เป็นสัจธรรมอีกข้อหนึ่งที่ต้องจดจำไว้ ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูที่ถาวร ช่วงระยะเวลาที่ผมอยู่บ้านนั้น ผมต้องฝึกหัดเขียนหนังสือ หัดเดิน ใหม่เหมือนเด็ก เมื่อก่อนเราสามารถเล่นกีตาร์ได้ แต่มาวันนี้เราทำได้แค่ลูบคลำเท่านั้น ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้แม้ร่างกายจะไม่สมประกอบสักเท่าไหร่นัก ด้วยหัวใจที่มีมานะ ความเพียร และความมุ่งหมั้นเป็นที่ตั้ง ที่จะเอาชนะอุปสรรค์ต่าง ๆ ผมพยายามทบทวนความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามา ตลอดจนรับซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าแถวหมู่บ้าน และยังไปฝึกงานที่ร้านซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าในตัวจังหวัดเพื่อเป็นการเสริมความรู้อีกทาง ผมพยายามหรอกตัวเองด้วยการไปฝึกงานที่ร้านซ่อมฯ ในตัวจังหวัด เช้าออกเดินทาง เย็นก็กลับบ้าน โดยสารรถประจำทางจนสนิทสนมคุ้นเคยกับคนขายตั๋วและคนตรวจตั๋ว ดุจดังเช่นเพื่อน ๆ นักเรียนที่ไปโรงเรียนทุกวัน |