• ดอยโตน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pichettaotong@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-29
  • จำนวนเรื่อง : 8
  • จำนวนผู้ชม : 2769
  • จำนวนผู้โหวต : 7
  • ส่ง msg :
ภูมิปัญญาถิ่น-ภูมิปัญญาไทย
ยุคน้ำมันแพงน้ำมันไบโอดีเซลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง การทำน้ำมันไบโอดีเซลนั้นไม่ใช่เรื่องอยากอีกต่อไป ใครๆ เราๆท่านๆ ก็ทำได้ ไม่เชื่อก็ลองดูซิครับ เครื่องผลิตไบโอดีเซลราคาถูกไม่เกิน 300 บาท ก็.........
Permalink : http://www.oknation.net/blog/pichetbiodiesel
วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม 2551
ชีวิตธรรมดาที่หายาก ตอนที่ 2
Posted by ดอยโตน , ผู้อ่าน : 466 , 12:58:53 น.   | หมวดหมู่ : เสี่ยวหนึ่ง......ของชีวิต  
พิมพ์หน้านี้


          ครั้นถึงเวลากลับบ้านหลังเลิกเรียน  นักเรียนหญิงชายต่างหมู่บ้านนับร้อยคน  ถยอยจูงจักรยานคู่ชีพเดินออกจากโรงเรียนเป็นแถว  ตลอดเส้นทางจากโรงเรียนถึงบ้านผมนั้นผ่านหลายหมู่บ้าน  จึงมีเพื่อนนักเรียนต่างหมู่บ้านหลายคนปั่นจักรยานเป็นแถว  เป็นกลุ่มๆ  ตลอดเส้นทางมีให้เห็นเป็นระยะ ๆ    มีบางกลุ่มพอถึงกลางทางผ่านไร่อ้อยที่อยู่ข้างทางก็จะไปขโมยหักอ้อยเขามากิน   พอเจ้าของมาให้เข้าเขาก็ไล่ ตะโกนด่า ก็จะรีบปั่นจักรยานหนี  ช่างเป็นชีวิตที่ให้รถชาดอีกแบบ(ในทางไม่สร้างสรรค์เอาซ่ะเลย)  ในช่วงฤดูหนาวนั้นฟ้าจะมืดเร็วกว่าทุกฤดูอื่น   กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปประมาณ 5-6 โมงเย็นแล้วครับ  เหตุการณ์อย่างนี้ดำเนินผ่านไปได้หนึ่งปี     พอผมเริ่มเรียนชั้น ม.2  ผมเริ่มหัดเล่นดนตรีสากล  และต้องซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียนทุกวันกลับบ้านช้ากว่าเพื่อนๆ    ในขณะเดียวกันที่เพื่อน ๆ  เขาต่างถึงบ้านแล้ว  แต่ผมเพิ่งจะออกเดินทางกว่าจะถึงบ้านก็เกือบ 2 ทุ่มครับ อุปสรรค์เริ่มมาเยือนผมแล้ว  คือ "ความมืด" ไงครับ ตลอดเส้นทาง 18 กม.มากกว่า 40  เปอร์เซ็นต์ที่เป็นพื้นที่ว่างสองข้างทางเป็นไร่ ทุ่งนา ช่วงที่ผ่านหมู่บ้านก็ต้องคอยระวังสุนัขวิ่งไล่กัด และยังต้องระวังชนคนเดินถนน  อีกทั้งรถอีแต๋นที่ไม่มีไฟส่องสว่าง  เพราะเป็นช่วงที่เกษตรกร กำลังกลับบ้านพอดี   

        เมื่อความมืดรวมกับความเหงา(อยู่คนเดียว)  สิ่งที่ตามมาคือความกลัวครับ ถ้าเราเขียนเป็นสูตรคณิตศาตร์จะได้ว่า ความกลัว = ความมืด + ความเหงา(อยู่คนเดียว) 

        ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมเกิดความกลัว โปรดอย่าว่าลืมฤดูหนาวกลางวันจะมืดเร็วกว่าปกตินะครับ  กว่าจะซ้อมดนตรีแล้วเสร็จ ก็ปาเข้าไป 6 โมงเย็นแล้ว   ตะวันก็เริ่มลับขอบฟ้าระหว่างเส้นทางกลับจะต้องผ่านสุสาน  (หรือป่าช้า)ถึงสองแห่งแห่งแรกที่ทันทีที่ผมเลี้ยวรถจักรยานพ้นประตูหน้าโรงเรียนได้ไม่กี่ร้อยเมตรด้านซ้ายมือจะพบกับเป็นศาลาและเตาเผาศพ ซึ่งอยู่ห่างจากถนนประมาณ 200-300 เมตรเห็นจะได้  บางครั้งผมผ่านไปแถวนั้นเมื่อมองเข้าไปเห็นไฟยังลุกติดอยู่ในเตาก็มี แต่ก็ยังนับว่าโชคยังดีที่ยังไม่ถึงกับว่ามืดเท่าไหร่นักและเป็นช่วงขาลงเนินจึงไม่ต้องออกแรงปันมากและไปอีกหน่อยก็เป็นหมู่บ้านแล้ว พอเลยหมู่บ้านไปอีกประมาณ 2-3  กม.ก็เจอแห่งที่สองแล้วครับ   อันนี้แหละน่ากลัวชวนนึกมโนภาพไปต่าง ๆ นา ๆ  ตามจินตนาการของแต่ละคนที่จะคิด  ก่อนถึงที่นี่เห็นมาแต่ไกลก็ คือต้นไม้ตะเคียนทองขนาดใหญ่สูงยืนสูงตระง้านขนาด 5-7 คนโอบเห็นจะได้ เป็นเงามืดดำทะมึนชวนให้คิดถึงหนังผีที่เคยดูมาราวกับว่ามีคนตัวสูงใหญ่ ยืนรออะไรสักอย่างอะไรทำนองนี้แหละใกล้โคนต้นไม้ดังกล่าวจะมีศาลาและเตาเผาศพ(เหมือนกับแห่งแรกเลย) ที่แห่งนี้จะมองไม่เห็นเพราะเป็นป่ารกวัชพืชขึ้นหนาแน่นมาก อีกทั้งยังต้องผ่านสะพานคอนกรีตข้ามลำคลอง  บริเวณหัวสะพานเป็นเนินจึงต้องออกแรงมากผสมกับความกลัวจนทำให้ผมไม่อยากผ่านบริเวณนี้เลย บางวันก็มีกีตาร์ไฟฟ้าติดตัวไปซ้อมต่อที่บ้านด้วย  สภาพตอนนั้นจึงต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความกล้า  และความเพียร  ที่จะต้องเอาชนะอุปสรรค์ต่าง ๆ ไปได้ เรียกว่า “ปั่นแบบไม่คิดชีวิตเลยก็ว่าได้”   นั่งแบบไม่ติดเบาะเลยครับ    เหตุการณ์อย่างนี้ก็ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเหล้านานนับเดือน  ผมเริ่มใช้ปัญญาแก้ปัญหาที่ละจุด เริ่มจากลดระยะทางจาก 18 กม.เหลือระยะทาง 12 กม.     โดยไปการไปอาศัยที่บ้านยาย ซึ่งเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ระหว่างเส้นทางจึงลดเวลาเดินทางไปครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อยจากเด็กที่เคยอยู่กับพ่อแม่  ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนใหญ่แม่จะทำให้เสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นต้นว่า  เรื่องซักผ้า  ทำอาหารเช้า มาตอนนี้เราต้องทำเองทุกอย่างเหมือนกับว่าแยกออกจากบ้านอย่างนั้นแหละ แม้จะมาอยู่กับยายก็ตามเถอะ ผมต้องจัดการบริหารตัวเองรับผิดชอบตัวเองทุกอย่างเพราะยายกับตา  ท่านไม่มาเข้มงวดผมหรอก  อีกอย่างตอนนั้นผมก็อายุ 14-15 ปีแล้ว ผมจึงได้รับอิสระในชีวิตอย่างเต็มที่   ชีวิตผมก็ดำเนินเช่นนี้ต่อไปอีกหลายเดือนต่อมา  ผมก็ได้พูดคุยและชักชวนญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันอีก 2  คนมาอยู่ที่บ้านของแม่ ที่สร้างไว้ใกล้ๆ กับบ้านยาย (แต่ยังสร้างยังไม่เสร็จ) ที่นี้เด็กผู้ชาย 3 คนอยู่ด้วยกัน  ต่างต้องช่วยเหลือตัวเองไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้า อาหารเย็น ต้องหาผักบุ้งที่ขึ้นตามข้างบ้านมาผัดเป็นอาหารเช้า  ไข่ ปลากระป๋อง  เราจะคุ้นเคยกันเป็นพิเศษครับ    ส่วนมื้อกลางวันนั้นไปกินที่โรงเรียน โครงการนี้อยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับบ้านใครบ้านมันครับ เหตุผลคงเป็นเพราะไม่สะดวกเหมือนอยู่บ้านตัวเองครับ ส่วนผมนั้นก็ต้องกลับมาอยู่บ้านยายตามเคยครับ  

วันหนึ่งผมจำได้ว่าช่วงนั้นเป็นงานกีฬาสีของโรงเรียน  ทางโรงเรียนได้มาการจัดแข่งขัน "ขับขี่จักรยานช้า" โดยกำหนดระยะทางประมาณ 20 เมตร แล้วผู้เข้าแข่งขันบังคับรถต้องให้ถึงเส้นชัยให้ช้าที่สุดจึงจะเป็นผู้ชนะ  ตอนนั้นผมใช้รถจักรยาน BMX เข้าแข่งขันครั้งนี้ด้วยผลออกมาผู้ชนะไม่ใช่ผมหรอกครับ  แต่ก็ไม่ถึงกับว่าเป็นผู้ที่ถึงเส้นชัยเป็นคนแรก อย่าลืมว่าผมเป็นนักดนตรีนะครับ  พอถึงเวลาเชียร์กีฬาที่กองเชียร์สีของผมก็จะมีเครื่องดนตรีสากลมาช่วยทำให้ได้ความสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละครับคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กองเชียร์สีของผมไม่ได้รับรางวันชนะเลิศกองเชียร์  เพราะผมใช้เครื่องทุ่นแรงนี่เอง  เอาเปรียบสีอื่นเขา  นี่เป็นสัจธรรมแห่งชีวิตอีกบทเรียนหนึ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตที่ต้องจดจำ "อย่าเอาเปรียบชาวบ้านเขา"     

        ผมเอาชนะความกลัวด้วยวิธีง่าย ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม  แต่ด้วยวิธีนี้ทำให้ผมเอาชนะความกลัวได้จนกลายเป็นความมุ่งมั่นในที่สุดจนสามารถเอาชนะความกลัวได้  นั่นก็คือ "การท่องสูตรคูณ" ทันทีที่ผมเราพ้นประตูโรงเรียนก็เริ่มท่องเลยครับ...2..1..2..  ยิ่งใกล้ถึงจุดวิกฤติที่ว่าผมจะยิ่งท่องเสียงดังเลยครับ  พูดง่าย ๆ เอาเสียงข่มไว้ก่อน  ก่อนหน้านี้ผมท่องสูตรคูณไม่คล่องแต่พอมาใช้วิธีนี้  ทำให้ผมแม่นเรื่องสูตรคูณมากเลยครับ  อันจะส่งผลถึงการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อีกด้วย                  

ทีนี้ปัญหาต่อมาคือเรื่องความมืด  ที่จักรยานคู่ชีพผมจะมีไดนาโมปั่นไฟสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ  รถจักรยานทั่วไปก็จะมีเพียงไฟหน้ากับไฟหลังเท่านั้น   แต่รถผมจะพิเศษกว่ารถคนอื่นครับ  มีไฟสว่างหลายจุด  มีสวิตซ์หลายจุด  เหมือนวงจรกันขโมยสมัยนี้ คนอื่นมาใช้ไม่ถูกแน่ เรียกว่าไม่มีใครเหมือน  แล้วก็ไม่เหมือนใคร  ด้วยพื้นฐานทางช่างไฟฟ้าที่ผมคลุกคลี่มาตั้งแต่เล็ก ด้วยเหตุที่ว่าบ้านผมมีเครื่องไฟไว้บริการตามงานต่างๆ  เป็นเครื่องแรกของตำบลเลยก็ว่าได้  หมู่บ้านในระแวกนั้นถ้ามีงานบุญ  งานแต่ง  และงานอัปมงคลจะต้องเรียกใช้บริการจากเครื่องไฟที่บ้านผมทำให้ผมมีพื้นฐานทางช่างไฟฟ้ามาตั้งแต่เล็ก จึงไม่ใช้เรื่องแปลกที่ผมจะทำอย่างนั้นได้ 

        จนในที่สุดพวกเราสามารถรวมตัวกันเล่นเป็นวงดนตรีได้  ด้วยเลือดแห่งความเป็นศิลปินและมีอาจารย์ผู้ที่เสียสละทุกอย่างเป็นผู้ที่ถ่ายทอด  ศิษย์ทุกคนยังระลึกถึงบุญคุณเสมอ   มีครั้งหนึ่งที่ผมและสมาชิกในวงไปเล่นดนตรีเชียร์รำวงที่ อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เส้นทางตอนไปนั้นลำบากมากรถเกือบเกิดอุบัติเหตอยู่หลายครั้ง เส้นทางคดเขี้ยวไปตามไหล่เขา อีกทั้งบางช่วงถนนก็กำลังก่อสร้าง มีบางช่วงที่ต้องใช้ทางเบี่ยง    รถคันที่ขนเครื่องดนตรีจะเป็นรถสองแถวข้างล่างจะบรรทุกเครื่องดนตรี เครื่องขยายเสียง ตู้ลำโพง และนางรำพร้อมอุปกรณ์ต่างที่ใช้ในการแสดงดนตรีสำหรับค่ำคืนนั้น ส่วนบนหลังคาวัยรุ่นอย่างพวกผมจะชอบนั่งเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะว่าชอบความเป็นอิสละ ท้าทาย และค่านิยมผิดๆ ที่ไม่คิดถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น  คิดแต่สนุกตื่นเต้น โดยไม่ห่วงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร  พอถึงจุดที่เป็นทางเบี่ยงกำลังสร้างสะพาน ถนนเอียงและเป็นเนินชัน  พอรถไปถึงที่ดังกล่าว กำลังรถไม่พอ จึงทำให้รถติดหล่มดินทรุดเอียง   อีกไม่กี่องศารถก็จะพลิกคว่ำ  ด้วยแรงเหวี่ยงของรถทำให้ผมกลิ้งเกือบตกรถ ในขณะคิดว่าเราต้องเกิดอุบัติเหตุแน่เลย  ด้วยสันชาตยานของสัตว์โลกที่จะต้องเอาตัวรอดเมื่อยามมีภัย ณ วินาทีนั้นทำให้ผมกระโดดลงจากรถ จากความสูงประมาณ 3-4 เมตร  รถติดหล่มเอียงไปด้านซ้าย  ผมโดดลงไปด้านซ้ายเหมือนกัน ถ้าตอนนั้นรถเกิดพลิกคำจริง ๆ ผมคงโดนรถทับแน่เลย  แล้วทำไมผมไม่โดดไปอีกฟากล่ะ จะได้ไม่มีปัญหา..(เบื้องบนกำหนดไว้แล้ว) แล้วค่ำคืนนั้นเลือดศิลปินของเราก็ได้ออกลวดลายให้พี่น้องประชาชนแถวนั้นได้ประจักษ์แก่สายตาให้เหมือนกับสรรพคุณที่ได้ล่ำลือมา  ผมจำได้ว่าวันนั้น สนุก มันส์มาก ผมเริ่มใช้ตัวช่วยประกอบการแสดง มันคือจุดเริ่มต้นของยาเสพติด บุหรี่ เหล้า ผมเคยถามตัวเองว่าทำไมต้องไปริเริ่มยุ้งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นด้วย คำตอบอาจจะเหมือนกับวัยรุ่นอีกหลายคนที่จิตใจอ่อนไหว คล้อยตามสิ่งแวดล้อม อยากรู้อยากลองทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่ดี ครูบาอาจารย์ก็สอนมา แต่ก็ยังทำ และเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจ ที่พวกผู้ใหญ่ยังทำสิ่งเหล่านี้ให้ลูกหลานได้เห็นเป็นเยื่องอย่างดูเหมือนว่าจะไม่มีทางหายไปจากสังคมนี้ 

การแสดงดนตรีของผมและสมาชิกในวงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ พอผมใกล้จบ ม.3 จะมีรุ่นน้องมาฝึกเล่นดนตรีแทนรุ่นผมที่กำลังจะจบไป  เหมือนกับผมที่มาแทนรุ่นพี่เมื่อปีที่แล้ว  คลื่นลูกใหม่เข้ามาแทนคลื่นลูกเก่า ฉันใดฉันนั้น. 

จะว่าไปแล้วในช่วงที่ผมเรียนอยู่ชัน ม.3 นั้น จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตผมก็ว่าได้ ใครจะไปทราบล่ะครับ  จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีขึ้นมาได้ ถ้าช่วงนั้นผมตัดสินใจไปศึกษาต่อในโรงเรียนประจำจังหวัด ผมคงไม่มีวันนี้ประวัติศาสตร์ชีวิตของผมต้องเป็นไป   หรือแม้แต่โอกาสที่จะถ่ายทอดความรู้สึกอันนี้ให้คนอื่นได้ทราบ   เมื่อครั้งที่ผมศึกษาอยู่โรงเรียนประจำอำเภอนั้น มีแค่ระดับ ม.ต้นเท่านั้น เมื่อจบชั้น ม.3 แล้วจะต้องไปศึกษาต่อที่อื่นหรือไม่ก็หยุดเรียนไปเลย  สมัยนั้นการประชาสัมพันธ์การศึกษา(แนะแนว)ยังไม่ค่อยกว้างทันสมัยสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะเรื่องของการสื่อสาร  ทำให้ผมและเพื่อน ๆ เหมือนกบในกะลาครอบ ที่รับรู้แต่เรื่องในกะลาเท่านั้น  พอออกมานอกกะลาพบโลกกว้างก็หลงทางไม่รู้จะไปที่ใด    ส่วนใหญ่จะเรียนตามแบบอย่างรุ่นพี่เป็นส่วนมาก เช่น การเรียนสายสามัญ หวังเอาไว้เมื่อสำเร็จออกมาจะได้รับราชการ เป็นตำรวจ ทหาร แพทย์ ฯลฯ  บ้างก็สายอาชีพเป็นช่างยนต์ ช่างกลฯ ช่างเชื่อม  นักเรียนในห้องผมกว่า  50 % ที่ไม่มีได้ศึกษาต่อ  และกว่า  40  % ของห้องที่ศึกษาต่อในสายสามัญ  มีไม่ถึง10 % ด้วยซ้ำที่เรียนสายอาชีพ และผมเป็น 1 ใน 10 เปอร์เซนต์นั้น  สาเหตุที่ทำให้ผมต้องตัดสินใจอย่างนั้นก็เพราะว่า

        จากการวิเคราะห์ของผม "จำได้ว่าเมื่อครั้งที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.2 นั้น พ่อผมท่านกำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ที่วิทยาลัยครูแห่งหนึ่งในเขตภาคเหนือ ท่านเรียนเอกภาษาไทย วิชาที่ท่านเลือกเป็นวิชาเสรีนั้นเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า-อิเลคทรอนิคส์  จึงได้ซื้อหนังสือวาระสารอิเลคทรอนิคส์มาอ่านหลายเล่ม  ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผม จึงทำให้ผมไปเปิดอ่านดูแล้วจึงเกิดความสนใจ  และทึ่งในความสามารถของวงจรอิเลคทรอนิคส์ในใจตอนนั้นผมคิดว่ามันจะทำได้อย่างไร  เช่น สามมารถขยายเสียงได้ ทำเสียงเลียนเสียงสัตว์ได้  ส่งสัญญาณในระยะไกล ๆ ได้หลายกิโลเมตร   ทุกๆ ครั้งที่ผมเปิดดูยิ่งทำให้ผมสนใจมากขึ้น  ในขณะนั้นเด็กชายคนนี้ยังไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาให้คนรอบข้างได้รับรู้ถึงความสนใจของตัวเอง  ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง  ผมจำได้ว่ามีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นจุด ๆ หนึ่งที่ทำให้ผมหักเหความสนใจทางด้านอิเลคทรอนิคส์ก็คือ ช่วงที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.3 นั้นเพื่อนผมเป็นผู้นำแถวเคารพธงชาติเวลาเข้าแถวจะต้องใช้ไมค์ลอย ระหว่างอาคารอำนวยการกับเสาธงเพื่อให้เสียงนำออกไปยังลำโพงเสียงตามสาย      และใช้ย่านวิทยุ FM ผมเห็นว่าพ่อได้ทดลองทำไมค์ลอย   ทำให้ผมสนใจศึกษาหลักการทำงานของไมค์ลอยอย่างจริงจังอีกครั้งหลังจากที่ได้อ่านอย่างเดียว   “แต่วันนี้คิดว่ามีภาคปฏิบัติด้วย” ช่วงเย็นก่อนกลับบ้านนักเรียนทุกคนจะต้องมาเข้าแถวหน้าเสาธงอีกครั้ง   โอกาสของผมมาถึงแล้วที่จะเริ่มทดลอง(ก่อกวน) เริ่มจากการหลบอยู่บนห้องชั้นเรียน แล้วการจูนคลื่นไมค์ลอยให้ตรงกับคลื่นของไมค์ลอยที่พิธีกรหน้าเสาธงก็เริ่มขึ้น  ตอนนี้เสียงพิธีกรที่หน้าเสาธงเริ่มขาดหายเป็นช่วงๆ ตามแต่จังหวะคลื่นที่หมุนสลักจูนให้ตรงกัน  จนในที่สุดเสียงผมเริ่มออกเสียงแทนเสียงพิธีกร  สร้างความประหลาดใจแก่เพื่อน ๆ และคณะครูอาจารย์เป็นอย่างมาก  สักพักผมจึงหยุดส่งสัญญาณเป็นอันว่าการทดลองของผมประสพความสำเร็จ  จากการทดลองครั้งนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในแรงบัลดาลใจทำให้ผมมีความชอบวิชาอิเลคทรอนิคส์มากยิ่งขึ้นโดยกำหนดแนวทางการศึกษาต่อในระดับสูงว่า “ ผมต้องเรียนสายนี้แหละ ”  ช่วง ม.3 เทอมสุดท้ายก่อนที่ผมจะเรียนจบ จะมีโรงเรียนเอกชนสายอาชีพต่าง ๆ มาแนะนำโรงเรียนของตนอยู่หลายโรงเรียน ทุก ๆ ครั้งที่โรงเรียนเหล่านี้มาแนะนำช่วงประมาณบ่าย 2 โมงนักเรียนชั้นม.3 ทุกคนจะต้องไปพร้อมกันที่หอประชุมเพื่อฟังการแนะนำโรงเรียน บ้างมีการจัดบอร์ด เอกสารแผ่นพับต่าง ๆ บ้างก็มีวิดิทัศน์ มาฉายให้ดูซึ่งสร้างสนใจไม่น้อยเลย  มีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากผมเป็นพิเศษเนื่องจากว่ามีวิชาเรียนช่างอิเลคทรอนิคส์ แต่อยู่ต่างๆ จังหวัดจึงได้แต่รับเอาไว้พิจารณาเท่านั้น  ส่วนโรงเรียนอื่น ๆ นั้นจะเป็นสายสามัญ และสายอาชีพ เช่น ช่างไฟฟ้า  พาณิชย์ ซะเป็นส่วนใหญ่    โรงเรียนที่ผมศึกษาอยู่ในขณะนั้นจะมีอาจารย์ฝ่ายแนะแนวมาชี้แนะ  ให้คำปรึกษาต่าง ๆ  ผมจึงได้ไปหารือกับอาจารย์แนะแนว  ท่านให้คำแนะนำกับผมว่าการที่จะเป็นช่างได้นั้นต้องศึกษาต่อทางสายอาชีพเท่านั้นแล้วท่านก็ยกตัวอย่างเช่น  ช่างวิทยุ โทรศัพท์ พร้อมทั้งแผ่นพับที่อธิบายคุณสมบัติของช่าง  และวิธีการศึกษาในระดับต่าง ๆ  จบแล้วจะทำงานกับหน่วยงานไหนได้บ้าง  อย่างนี้เป็นต้น   ด้วยผลการเรียนของผมในสมัยนั้นค่อนข้างดีผมจึงได้รับโคว์ต้าจากทางวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์(เป็นวิทยาลัยสายอาชีพประจำจังหวัดบ้านเกิดผม) ให้ไปศึกษาต่อสาขาวิชาช่างไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวแทนของโรงเรียนด้วยคะแนนอับดับหนึ่ง   สมัยนั้นวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์เป็นยังไม่เปิดสอนวิชาช่างอิเลคทรอนิคส์จึงทำให้ผมต้องสละสิทธิ์เพื่อที่จะเรียนตามแผนชีวิตที่วางไว้     ผมตั้งใจที่จะเรียนเป็นช่างอิเลคทรอนิคส์ ให้จงได้ จึงมองหาโรงเรียนเอกชนในจังหวัดเดียวกัน  แต่ก็ไม่มีโรงเรียนไหนเปิดสอนช่างนี้เลย   ทำไงดีล่ะ??   ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นอีกแล้วครับ ทุกอย่างมีทางออก....    ผมจำได้ว่ามีโรงเรียนหนึ่งที่มาแนะนำนั้นอยู่ต่างจังหวัด    ซึ่งมีโรงเรียนที่อยู่ในเครือทั่วประเทศถึง 5 แห่ง  1 ในนั้นคือ จ.นครสวรรค์  ที่มีการเปิดสอนวิชาช่างอิเลคทรอนิคส์ตามที่ผมตั้งเป้าไว้  ขณะนั้นคนรอบข้างผมถามผมว่าทำไมไม่เรียนที่วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลกล่ะ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้าน  คำตอบที่ได้จากผมในตอนนั้นคือ “ กลัวว่าจะสอบไม่ติด ”  เดี๋ยวไม่ได้เรียน ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทดลองสอบเลย ช่างเป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผลเอาซ่ะเลย ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น (แย่มาก)จะเรียกว่าเป็นความเขลาของผมก็ว่าได้  

จนในที่สุดประมาณกลางเดือนเมษายน พ.ศ.2529  พ่อแม่และเด็กชายผู้มุ่งหมั้นที่จะเรียนวิชาช่างอิเลคทรอนิคส์ผมก็เดินทางไป จ.นครสวรรค์  เพื่อไปสมัครเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว  นับเป็นช่วงเวลาการเดินทางที่ตื่นเต้น และเป็นครั้งแรกของการเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์สำหรับเด็กชายผู้มีจิตใจใฝ่หาช่างอิเลคทรอนิคส์ การเดินทางสมัยนั้นเวลาไปต่างจะนิยมเดินทางโดยรถไฟ   เราทั้ง 3 คนพ่อแม่ลูกได้เริ่มออกเดินทางจากอุตรดิตถ์ประมาณเกือบ 11 โมง ด้วยเหตุผลว่าไม่ทันขบวนรถเที่ยวที่เช้ากว่านี้  กว่าจะถึง จ.นครสวรรค์  ก็ปาเข้าไปประมาณ 16.00 น.แล้วกว่าจะต่อรถไปที่โรงเรียนอีกก็หลายนาที  เมื่อไปถึงที่โรงเรียนเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครก็กำลังจะเลิกพอดีก็เลยเป็นว่าผมสมัครเป็นคนสุดท้ายของวันนั้นครับ   เมื่อสมัครเรียนเรียบร้อยอาจารย์ที่ทำหอพักก็เข้ามาติดต่อเป็นพักที่อยู่หน้าโรงเรียนเป็นหอกพักกินนอน  จึงได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ผมให้อยู่ที่นี่........แล้วค่ำคืนนั้นทั้งสามคนก็เดินทางกลับบ้านที่ จ.อุตรดิตถ์  โดยรถไฟอีกครั้ง 

  พอถึงกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2529  พ่อแม่ลูกต้องเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์อีกครั้ง แต่การเดินทางครั้งนี้มีความสำคัญกับเด็กชายผู้ใฝ่หาเทคโนโลยีอยากจะเป็นช่างอิเลคทรอนคส์ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง  เด็กชายผู้นั้นตระหนักดีว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า  ตัวเองต้องอยู่โดดเดี่ยว อยู่คนเดียว  ต้องจากอกพ่อแม่  ต้องอยู่ไกลกันหลายร้อยกิโลเมตร  แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้จิตใจเด็กชายคนนี้อ่อนไหวไปได้   ผมจำได้ว่าวันนั้นผมใส่เสื้อผ้าฝ้ายคอโปโล กางเกงวอมว์ขายาวสีเทา  รองเท้าแตะ  สะพายกระเป๋าเดินทางแบกกีตาร์โปร่ง   ถ้าเป็นแถวบ้านผม เรียกว่า อินเทรน สุดๆ ครับ  แต่นี่เรามาอยู่ในเมืองก็เลยดูเหมือนเป็น  “ บ้านน๊อก บ้านนอก ”  ทันทีที่มาถึงหอพัก ผมก็ได้รับการต้อนรับจากอาจารย์เจ้าของหอและเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในหอพักเดียวกัน  สมาชิกในหอนั้นทุกคนเป็นรุ่นพี่ทั้งหมด  ผมจึงกลายเป็นน้องเล็กและน้องใหม่สำหรับหอพักนั้น  

พอวันรุ่งขึ้นพ่อแม่และผมก็ไปโรงเรียนเพื่อพาผมไปรับการปฐมนิเทศน์พร้อมกับแนะนำสถานีที่ต่าง ๆ ผมเริ่มมีความรู้สึกเริ่มแปลกใจเล็กน้อยแล้วครับ จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไรล่ะ  ก็ในวิดิทัศน์ที่เขาเปิดให้ดูเมื่อครั้งที่ไปแนะนำโรงเรียนนั้นดูสวยงามร่มรื่นและกว้างขวาง  และมีนักเรียนมากมาย   มาวันนี้มันไม่เป็นไปอย่างที่ผมคลาดฝันเอาไว้ แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมากมายถึงจะคิดก็เปลืองสมองเปล่าๆ  มันเป็นเรื่องที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้จริง ๆ ใครมาบังคับให้ผมมาเรียนที่นี่ล่ะ พ่อ แม่ หรือ....  เปล่าเลยครับตัวผมเองต่างหากล่ะที่ใฝ่หาเอง  โดยที่ไม่ดูข้อมูลให้ดีซ่ะก่อน  หรืออาจเป็นเพราะว่าฟ้าลิขิตเอาไว้แล้วก็ไม่ทราบ 

เย็นนั้นหลังจากที่พ่อและแม่เดินทางกลับบ้านไปแล้ว  ก็หมายความว่าในจังหวัดนครสวรรค์จะมีนามสกุล “ท้าวทอง”  อยู่คนเดียวเท่านั้น  โดยปราศจากญาติพี่น้อง  เมื่อคิดแล้วอดใจหายไม่ได้ บอกตัวเองว่า เราต้องไม่อ่อนแอ  ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ คิดถึงอนาคตเราจะต้องเป็น “วิศวกร”  ให้จงได้ 

จุดพลิกผลันชีวิตของผมก็เริ่มขึ้นที่หอพักนี้  สมาชิกในหอพักที่ผมพักอยู่นั้นจะมีทั้งหญิงและชายหรือเรียกว่าเป็นหอพักรวมครับ  มีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับชีวิตของผมเธอชื่อ “หนึ่ง”(นามสมมุติ)  ผู้หญิงคนนี้ทำให้ผมได้รู้จักรสชาดชีวิตในโลกกว้างใบนี้ ในขณะที่เรียน ปวช.1 ส่วนเธอเรียน ปวช.2  เราสนิทสนมกันเป็นพิเศษเนื่องจากว่าเราอยู่หอเดียวกันเจอกันทุกวัน    เหมือนฟ้าได้กำหนดไว้แล้วให้เราต้องมาเจอกัน อยู่หอพักเดียวกัน เธอมีนิสัยออกจะนักเลงเล็กน้อยกล้าได้กล้าเสีย  เธอเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เราเห็นหน้ากันทุกวันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้เธอ   ด้วยความใกล้ชิดและเป็นกันเองทำให้ความสัมพันธ์ของเราเริ่มกลายจากรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นยิ่งกว่าเพื่อนสนิทที่รู้ใจ  ห่วงหาอาทรณ์กัน  เรียกว่าที่ไหนมีฉันที่นั่นมีเธออะไรทำนองนี้ 

วันหนึ่งเธอผู้เปรียบเสมือนหนึ่งดวงใจ  ได้ทำร้ายจิตใจว่าที่วิศวกรอย่างเรา แบบที่เธอจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามด้วยการไปเที่ยวกับเพื่อนชาย  ทำให้ว่าที่วิศวกรคนนี้แทบบ้าคลังด้วยความหึงหวง คิดไปต่าง ๆ นาๆ ทั้งทางบวกและลบ   จนในที่สุดว่าที่วิศวกรผู้มีปัญญาน้อยได้หันมาใช้บุหรี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยาเสพติดอีกครั้ง  และหลาย ๆ ครั้งที่เรามีปัญหากัน การเรียนผมเริ่มตกต่ำ  ไม่ไปเรียนบ้าง  นอนในชั้นเรียน  เริ่มเสพยาเสพติดบางประเภท     ผมลงระเริงกับแสงสี  เสียงดนตรีอึกทึกในเมืองใหญ่  ความรักจอมปลอมที่เกิดในวัยเรียน  จนลืมไปว่าเด็กชายผู้ใฝ่หาโลกแห่งเทคโนโลยีที่มาจากชนบทนั้นมาที่นี่เพื่ออะไร...?   ผมลืมแม้กระทั่งคำสั่งสอนของพ่อแม่ที่ผมเคารพรักอย่างยิ่ง ผมลืมคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาผมมา  ต้นเหตุนั้นคงจะโทษสังคมและสิ่งแวดล้อมซ่ะอย่างเดียวนั้นคงไม่ได้   ถ้าหากว่าผมมีจิตใจที่เข้มแข็ง  ไม่อ่อนไหว  ไม่ริมีความรักในวัยเรียน  เหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ ก็คงไม่เกิดขึ้นในชีวิตของผม

            มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด    จากการได้รับอุบัติเหตุมอเตอร์พลิกค่ำ ในครั้งนั้นผมจำได้ว่าผมและเพื่อนร่วมแก๊งไปเที่ยวกันที่ อำเภอท่าตะโกบ้านของเพื่อนในห้องเรียนชั้นเดียวกัน  ได้พบกับเพื่อนหญิงคนหนึ่งที่ผมมีใจชอบเธอ ซึ่งดูเหมือนว่าเธอเองก็ชอบผมอยู่เหมือนกัน ธรรมดาเมื่อมีแขกมาเยือนบ้าน  เพื่อนผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ต้องเลี้ยงต้อนรับ  พวกเราทั้งหมดนั่งกิน(ดื่ม)กันที่นั่นประมาณครึ่งวันเห็นจะได้  บางคนก็เมาหลับไปเป็นตื่น ๆ ก็มี ประเภทคอทองแดงก็นั่งกินต่อจนเย็น   ผมเองก็ได้ที่แล้วจึงชวนเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันกลับหอพักที่ในเมืองปากน้ำโพ  เหตุการณ์น่าจะเรียบร้อยไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าวันนั้นผมไม่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นใบขับขี่  ผมโดนทุกข้อหาที่ตำรวจท่านตั้งข้อหาครับ 1.ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ 2.รถดัดแปลงสภาพ 3.ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน 4.ขับขี่รถขณะเมาสุรา  ฯลฯ    ผมจำนนทุกข้อหา   จึงไปขอร้องเจ้าหน้าที่และต่อรองค่าปรับ  ท่านก็เมตตาปรับสถานเบา เป็นเงินรวม 2-3 ร้อยบาทเห็นจะได้ครับ  ทันทีที่ผมออกจากป้อมตำรวจได้ผมบิดมอเตอร์ไซต์ออกมาอย่างรวดเร็ว  จนเป็นเหตุให้ผมได้รับอุบัติเหตุอย่างร้ายแรงเกือบถึงชีวิตด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น   วันนั้นเป็นวันอะไรไม่ทราบที่ทำให้ “ หนึ่ง ” ผู้หญิงที่อยู่ในใจว่าที่วิศวกรอิเลคทรอส์มาที่หอพักได้   ทันทีที่เธอทราบว่าผมเกิดอุบัติเหตุก็รีบนำร่างอันไร้สตินำส่งโรงพยาบาล     ผมรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อ 12 ชั่วโมงต่อมาที่โรงพยาบาล  ผมจำได้ว่าคำแรกที่ผมพูดคือ “แม่” ผมเรียกหาแม่เหมือนเด็กๆ จากนั้นผมก็หลับไป  จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชีวิตของว่าที่วิศวกรอิเลคทรอส์เริ่มเรือนราง    เนื่องจากว่าผมได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง  เป็นเหตุให้ต้องหยุดเรียนไป 1 ปี เพื่อน ๆ ทั้งหญิงชายต่างเป็นห่วงและคอยให้กำลังใจ  เรายังติดต่อทางจดหมายเป็นระยะๆ   ด้วยกาลเวลาและระยะทาง   ในที่สุดก็ขาดการติดต่อ เสมือนหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวไม่มีเพื่อน  หลังจากที่ผมกลับมาพักฟื้นอยู่บ้านที่ จ.อุตรดิตถ์ ทำให้ผมคิดอะไร อะไร  หลายอย่างเป็นต้นว่า  ถ้าเหตุการณ์ครั้งนั้นเราลดความวู้วาบ ไม่ใจร้อน ไม่ขับรถมอเตอร์ไซต์ออกไปอย่างรวดเร็ว เราไม่เป็นอย่างนี้.......   ถ้าเราไม่กินเหล้าก็คงมีสติเลือกที่จะทำแต่สิ่งดีๆ  คงจะดีไม่น้อยถ้าเรารู้จักพอ  ถนอมน้ำใจผู้อื่นยอมรับการช่วยเหลือจากคนที่เค้ารักเรา...    

            “หนึ่ง” เธอผู้อยู่ในใจของว่าที่วิศกรฯ นั้น  ครั้งสุดท้ายที่ได้มีโอกาสพบเธอก็ตอนที่ผมย้ายโรงพยาบาลมารักษาต่อที่ โรงพยาบาลอุตรดิตถ์  แทนที่ผมจะดีใจที่เธอมาเยี่ยมกลับโกรธเธอคิดว่าเธอเป็นต้นเหตุให้ผมต้องเป็นอย่างนี้  ผมต่อว่าเธอต่าง ๆ นาๆ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำตาเธอ เธอคงเสียใจมาก   ในขณะนั้นผมคิดว่านี่แหละจะเป็นโอกาสที่เราจะเลิกติดต่อกับเธอ  เนื่องจากว่าก่อนหน้านั้นผมได้พบรักใหม่และมีผู้หญิงให้ผมเลือกอีกตั้งหลายคน   ช่างเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักพอ และขาดคุณธรรม  มะโนธรรม  ขาดความรับผิดชอบเป็นอย่างมากไม่สมควรที่จะให้อภัยได้เลย  หรือนี่เพราะอาจเป็นเพราะว่าเราใช้หนี้กรรมกันหมดแล้วในชาตินี้  จากเหตุการณ์นั้นทำให้ผมรู้ว่าใครรักผมจริงก็คงเหลือแต่ “ พ่อกับแม่ ” เท่านั้น  เพื่อนฝูงที่เคยไปเที่ยวไปกินกันต่างหายหน้ากันหมด   เป็นสัจธรรมอีกข้อหนึ่งที่ต้องจดจำไว้ “ ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูที่ถาวร ” 

ช่วงระยะเวลาที่ผมอยู่บ้านนั้น  ผมต้องฝึกหัดเขียนหนังสือ  หัดเดิน ใหม่เหมือนเด็ก  เมื่อก่อนเราสามารถเล่นกีตาร์ได้ แต่มาวันนี้เราทำได้แค่ลูบคลำเท่านั้น   ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้แม้ร่างกายจะไม่สมประกอบสักเท่าไหร่นัก  ด้วยหัวใจที่มีมานะ ความเพียร   และความมุ่งหมั้นเป็นที่ตั้ง ที่จะเอาชนะอุปสรรค์ต่าง ๆ   ผมพยายามทบทวนความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามา ตลอดจนรับซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าแถวหมู่บ้าน  และยังไปฝึกงานที่ร้านซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าในตัวจังหวัดเพื่อเป็นการเสริมความรู้อีกทาง  ผมพยายามหรอกตัวเองด้วยการไปฝึกงานที่ร้านซ่อมฯ ในตัวจังหวัด เช้าออกเดินทาง เย็นก็กลับบ้าน โดยสารรถประจำทางจนสนิทสนมคุ้นเคยกับคนขายตั๋วและคนตรวจตั๋ว ดุจดังเช่นเพื่อน ๆ นักเรียนที่ไปโรงเรียนทุกวัน