วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550
การบำเพ็ญกุศลในพุทธศาสนาของพระอินทร์ (๒)
Posted by
pierra
,
ผู้อ่าน : 123
, 10:03:09 น.
พิมพ์หน้านี้
ท้าวสักกะเทวราช ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์ ได้พิจารณาถึงรัศมีกายและวิมานของตน เห็นว่า ยังด้อยกว่าเทวดาผู้ใหญ่บางองศ์ แม้มีอำนาจเป็นใหญ่ในดาวดึงส์ จึงรำพึงในพระทัยว่า เหตุใด เทวดาพวกนี้มีรัศมีเจิดจ้า และมีวิมานสวยงามกว่าพระองค์ เมื่อพิจารณาแล้วก็ทรงทราบว่า เทวดาเหล่านั้นได้ทำกุศลไว้ในพุทธศาสนา กุศลนั้นย่อมไพบูลย์กว่ากุศลกรรมที่ไม่ได้ทำไว้ในพุทธศาสนา หรือในเวลาที่เว้นว่างจากพุทธศาสนา เมื่อทราบดังนี้ ก็ขวนขวายที่จะสร้างกุศลไว้ในพุทธศาสนาให้จงได้ เมื่อโอกาสมาถึง พระองค์ทรงเล็งทิพยเนตรสังเกตเห็น พระมหากัสสปะเถระออกจากนิโรธสมาบัติ และจะไปโปรดสัตว์แก่คนยากจน จึงได้ชวนนางสุชาดามเหสี เสด็จสู่มนุษยโลกพร้อมด้วยสุทธาโภชน์ เพื่อถวายแก่พระเถระเจ้า เมื่อลงมาถึงเมืองมนุษย์ ก็เนรมิตตนเป็นคนชรา ผู้ยากจน สองคนผัวเมียทอผ้าอยู่ในกระท่อม ต้นทางที่พระมหาเถระเจ้าจะผ่านมา ครั้นพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ตั้งใจจะไปโปรดคนยากจนในหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อไปถึงหมู่บ้าน ก็หยุดยืนอยู่หน้าบ้านแรกที่ไปถึง ท้าวสักกะเทวราช พระอินทร์แปลงก็บอกสุชาดา ให้ยกอาหารมาใส่บาตร ถวายแด่พระมหาเถระเจ้า พระมหาเถระเจ้าไม่ได้พิจารณาสองสามีภรรยา ผู้ใส่บาตร คิดว่าเป็นคนยากจนธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ ขณะรับบาตรที่พระอินทร์ถวาย กลิ่นอาหารฟุ้งขจายไปเป็นพิเศษ ก็ทราบเหตุทันทีว่า นี่ไม่ใช่อาหารธรรมดาแต่เป็นอาหารทิพย์ และสองสามีภรรยานี้ ก็ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นพระอินทร์และมเหสีที่แปลงกายมา พระมหาเถระเจ้าจึงกล่าวว่า อาตมาตั้งใจจะโปรดคนยากจนเข็ญใจ เหตุไฉนท่านจึงทำเช่นนี้ พระอินทร์ก็ชี้เหตุว่า ข้าพระองค์ก็เป็นคนยากจนเหมือนกัน แม้เป็นใหญ่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ก็จริง แต่รัศมีและวิมานของข้าพระองค์ ยังด้อยกว่าเทาดาบางองค์อยู่มาก ทั้งนี้พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าข้าพระองค์มิได้ทำกุศลไว้ในพุทธศาสนา บัดนี้ มาพบโอกาสกับพระผู้เป็นเจ้าแล้ว จึงต้องการสร้างกุศลในพุทธศาสนา เพื่อให้รัศมีกายและวิมานมีความสว่างรุ่งโรจน์บริบูรณ์ จึงได้แปลงกายมากระทำการดังนี้ เมื่อพระอินทร์ได้ถวายทานแก่พระมหากัสสปะแล้ว กลับขึ้นสู่ดาวดึงส์เทวโลก รัศมีกายและวิมานของพระองค์ ก็ปรากฏความสว่างรุ่งโรจน์สวยงามบริบูรณ์ด้วยประการฉะนี้
|
เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น