• pierra
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ploy9petch@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-13
  • จำนวนเรื่อง : 247
  • จำนวนผู้ชม : 40102
  • จำนวนผู้โหวต : 94
  • ส่ง msg :
ทางสายเอกใน "พุทธศาสนา" คือ....การเจริญ *** "สติปัฏฐาน ๔"***
ที่ชื่อว่า"พระอภิธรรม"เพราะไม่ใช่เป็นวิสัยของผู้อื่น เป็นวิสัยแห่งพระสัพพัญญูของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น และการแสดง"พระอภิธรรม"ที่ปรากฏขึ้นได้ก็โดยอำนาจแห่งพระสัพพัญญูของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/pierra
วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม 2550
***** ทานที่ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๔ ย่อมให้ผลทันตาเห็น (๒) *****
Posted by pierra , ผู้อ่าน : 255 , 12:03:05 น.   | หมวดหมู่ : พระสูตร  
พิมพ์หน้านี้


ทานที่ถึงพร้อมด้วย"สัมปทา ๔" ย่อมให้ผลทันตาเห็น (๒)

                               สัมปทา ๔ อย่าง

จริงอยู่ ชื่อว่า สัมปทา มี ๔ อย่าง คือ...

วัตถุสัมปทา...ปัจจัยสัมปทา... เจตนาสัมปทา... คุณาติเรกสัมปทา...

ในสัมปทา ๔ อย่างนั้น พระอรหันต์ หรือพระอนาคามี ผู้ควรแก่นิโรธสมาบัติ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ชื่อว่า วัตถุสัมปทา

การบังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย โดยธรรมสม่ำเสมอ (หมายถึงปัจจัยที่ใช้ในการถวายทาน ได้มาโดยสุจริต และชอบธรรม) ชื่อว่าปัจจัยสัมปทา

ความที่เจตนาใน ๓ กาล คือในกาลก่อนให้ทาน ขณะกำลังให้ทาน และภายหลังจากให้ทาน สัมปยุตด้วยญาณ(ประกอบด้วยปัญญา)อันกำกับโดยโสมนัส(หมายถึงผู้ให้ทานมีปัญญา เชื่อในเรื่องกรรม และผลของกรรม พร้อมทั้งเกิดความปีติโสมนัสในการให้ทานยิ่งนัก ดังเช่นที่เกิดกับนายภัตตภติกะ) ชื่อว่าเจตนา สัมปทา

การที่ พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ชื่อว่า คุณาติเรกสัมปทา

ทานของนายภัตตภติกะ ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๔ คือ

๑.พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ขีณาสพ(ผู้สิ้นจากอาสวะกิเลส)เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นวัตถุสัมปทา

๒. ปัจจัยของนายภัตตภติกะ ได้มาโดยชอบธรรม ด้วยการทำงานรับจ้าง ๓ ปี เป็นปัจจยสัมปทา

๓. เจตนาบริสุทธิ์ในกาลทั้ง ๓ เป็นเจตนาสัมปทา

๔. พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ เป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ เป็นคุณาติเรกสัมปทา

ด้วยอานุภาพแห่งสัมปทา ๔ นี้ นายภัตตภติกะ จึงบรรลุมหาสมบัติ ในทันตาเห็นทีเดียว เพราะฉะนั้น นายภัตตภติกะนั้น จึงได้สมบัติจากท่านเศรษฐี และต่อมาพระราชาได้ทราบเรื่องของนายภัตตภติกะ ทรงพอพระทัย พระราชทานโภคะให้เป็นอันมาก และได้พระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้เขา ได้มีชื่อว่า "ภัตตภติกะเศรษฐี"

เมื่อ"ภัตตภติกะเศรษฐี"ถึงแก่กรรมแล้ว เขาได้ไปเกิดในเทวโลก เสวยทิพย์สมบัติอยู่ ๑ พุทธันดร(ช่วงระหว่างพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า)เมื่อจุติจากเทวโลก(สิ้นภพชาติจากเทวโลก)แล้ว เขาได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในสมัยพระโคตรมสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้บวชเป็นสามเณร เมื่ออายุ ๗ ขวบ พร้อมกับได้บรรลุพระอรหัต เมื่ออายุ ๗ ขวบนั่นเอง

(ที่มา...อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบถ เรื่องสุขสามเณร)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
redribbons07 วันที่ : 11/12/2007 เวลา : 20.47 น.
http://www.oknation.net/blog/redribbons07

มาเรียนรู้ทานที่ถึงพร้อม ค่ะ อ่านไป 2 รอบ ก็ยังจำไม่ค่อยได้ ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
auguzzy วันที่ : 11/12/2007 เวลา : 16.12 น.
http://www.oknation.net/blog/raterko
A man can be destroyed but not defeated.

มาซึมซับของดีครับ
ความคิดเห็นที่ 1
อักษราภรณ์ วันที่ : 10/12/2007 เวลา : 19.47 น.
http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn
เปลี่ยนดอกไม้บูชา...พระพุทธ  พระธรรม พระอริยะสงฆ์ บูรพาจารย์ บิดามารดา ผู้มีอุปการคุณ... ทุกวันโกนค่ะ.

ขอบพระคุณค่ะ
ความรู้เดิม
มีแค่...
เจตนาสัมปทา
อย่างเดียวค่ะ.
เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31