พิมพ์หน้านี้
|
ปฏิจฺจสมุปบาท (๓) ปฏิจจสมุปบาทเป็นมัชฌิมาปฏิปทา พระผู้มีพระภาค เมื่อตรัสอย่างนี้ ก็ทรงแสดงความไม่เป็นสัสสตวาทะ เป็นต้นด้วยบทหน้า และทรงแสดงความแย้งต่ออุจเฉทวาทะด้วยบทหลัง ทรงแสดงความถูกต้อง ด้วยบททั้ง ๒ กล่าวคือ... สัสสตวาทะ กล่าวว่า อัตตาและโลกเที่ยง ไม่สูญ ตายแล้วเกิด อเหตุวาทะ กล่าวว่า เหตุปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง และความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลายไม่มี แล้วแต่โชคเคราะห์ วสวัตติวาทะ กล่าวว่า พระอิศวร อาตมัน หรือพระประชาบดี คือพรหม เป็นผู้ครอบงำสัตว์ไว้ในอำนาจ คือเป็นผู้บันดาล ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ซึ่งส่องถึงความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย เพราะปวัตติธรรม (ธรรมที่หมุนไป) มีความเป็นไปเนื่องอยู่ในความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย. อุจเฉทวาทะ กล่าวว่า ตายแล้วสูญ นัตถิวาทะ กล่าวว่า อะไรๆไม่มี ผลของบาปบุญก็ไม่มี อกิริยวาทะ กล่าวว่า ทำอะไรๆก็ไม่เป็นกรรม. ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ส่องถึงความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย แย้งต่ออุจเฉทวาทะ เป็นต้น ด้วยบทปฏิจจสมุปบาท. ส่วนความถูกต้องด้วยบททั้ง ๒ คือมัชฌิมาปฏิปทา เพราะความละเสียซึ่งวาทะว่า "ผู้นั้นทำ ผู้นั้นได้รับผล" ใครทำใครได้ ไม่จบไม่สิ้น และละเสียซึ่งวาทะว่า "คนอื่นทำ คนอื่นได้รับผล" คือ คนหนึ่งทำ อีกคนหนึ่งได้. ข้อที่ว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร มีการจำแนกสังขาร ๓ ที่เกิดขึ้นเพราะอวิชชา โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ได้แสดงถึง ๒๔ ปัจจัย มีเหตุปัจจัย เป็นต้น และอวิคตปัจจัย เป็นที่สุด. สรุปนัยแห่งการแสดงปฏิจจสมุปบาท ๗ นัย มีอัทธา ๓, องค์ ๑๒, สันธิ ๓, สังเขป(สังคหะ) ๔, อาการ ๒๐, วัฏฏะ ๓, และมูล ๒ แห่งภวจักร ดังนี้. Permalink : http://www.oknation.net/blog/boy-girl |
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||