• pimahn
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-02-24
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 6439
  • จำนวนผู้โหวต : 896
  • ส่ง msg :
pimahn2
เรื่องราวจากประสบการณ์ชีวิต การเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ ทั้งท่ีต้องการและไม่ต้องการ แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับชีวิตด้วยสติปัญญา และดำเนินชีวิตไปตามแนวทางที่เราเลือกเอง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/pimahn2
วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม 2551
ถนนสายนี้ไม่มีเธอ ตอนที่ 9
Posted by pimahn , ผู้อ่าน : 276 , 15:06:53 น.   | หมวดหมู่ : เรื่องสั้นและนวนิยาย  
พิมพ์หน้านี้


ถนนสายนี้ไม่มีเธอ


ตอนที่ 9


"อำนาจเงิน



(ต่อจาก ตอนที่ 9 http://www.oknation.net/blog/pimahn2/2008/05/08/entry-1)



ธนันท์ทำงานหามรุ่งหามค่ำเกือบทุกวัน เนื่องจากรายละเอียดของงานแต่ละอย่างมีมากมาย   ช่วงกลางวัน เขามักต้องเข้าประชุมกับฝ่ายบริหาร  ฟังรายงานการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายและพูดคุยกันเรื่องปัญหาต่างๆของบริษัท


ถ้าไม่มีประชุม ธนันท์มักนั่งทำงานอยู่เงียบๆที่โต๊ะทำงานของเขา  เพื่อตรวจเซ็นเอกสารต่างๆ  ควบคุมดูแลติดตามงาน  และให้คำปรึกษาแก่ลูกน้อง หรือไม่ก็เดินดูงานในสายการผลิตในโรงงานซึ่งอยู่ชั้นล่าง


โรงงานผลิตอุปกรณ์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นโรงงานที่สะอาดสะอ้านมาก พนักงานในโรงงานต้องเปลี่ยนรองเท้าเมื่อเข้ามาทำงานภายในโรงงาน   เพื่อมิให้มีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกติดมากับรองเท้า  คนงานในสายการผลิตต้องสวมหมวกครอบศีรษะ เพื่อไม่ให้ผมร่วงลงบนพื้นห้อง


ธนันท์ยืนมองดูคนงานทำงานอยู่เงียบๆ   แม้ไม่ได้เข้าไปในห้องทำงานแต่ละห้อง เขาก็สามารถมองเห็นการทำงานได้ชัดเจน   เพราะผนังห้องด้านทางเดินติดกระจกใส


วันนี้เขาสังเกตเห็นคนงานในห้องล้างชิ้นส่วน   เทน้ำยาไตรคลอโรเอทิลีน ลงไปในบ่อล้างชิ้นส่วน โดยไม่ได้สวมใส่เครื่องป้องกันใดๆ สารเคมีชนิดนี้แม้เพียงสูดดมเข้าสู่ร่างกาย ก็จะมีผลต่อระบบอวัยวะต่างๆ  เช่น  สมองและหัวใจ  และยังเป็นพิษเฉียบพลันต่อ ตับและไตอีกด้วย


ชีวิตของพนักงานระดับล่าง  น่าสงสาร  ต้องทำงานหนักและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ   ขณะทำงาน ห้ามรับโทรศัพท์ส่วนตัว  แม้แต่จะเข้าห้องน้ำ ก็ยังต้องแจ้งแก่หัวหน้าที่คุมงานก่อน   ซึ่งต่างกับพนักงานในสำนักงาน  บางทีคุยโทรศัพท์ส่วนตัวได้นานๆ  หรือเข้าห้องน้ำไปส่องกระจกแต่งหน้าทาปากเสริมสวยได้บ่อยๆ


ธนันท์อยากรู้ว่า คนงานมีชุดสำหรับใส่ป้องกันสารพิษหรือไม่ จึงเรียกชบาฝ่ายจัดซื้อมาถาม


"หนูเคยสั่งซื้อให้ไปแล้วนะคะพี่  ทั้งเสื้อคลุม  ทั้งหน้ากาก ทั้งหมวก  ทั้งถุงมือ  ทั้งรองเท้า  แต่พวกคนงานไม่ยอมใส่เอง  หนูก็บอกพวกเขาแล้ว ว่า ทำงานอยู่กับสารเคมีอันตราย ต้องใส่เครื่องป้องกันพิษ แต่พวกเขาว่า เกะกะ  ใส่แล้วทำงานไม่สะดวก  แล้วพวกเขาก็ไม่เห็นว่ามีอันตรายตรงไหนเลย"


ได้ยินชบาตอบแบบนี้ ได้แต่ทอดถอนใจ   นี่ต้องให้มีผลร้ายแรงทันทีต่อหน้าต่อตาหรือไรนะ พวกคนงานถึงจะเชื่อว่าสารเคมีมีพิษและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ   ถ้าตายแบบผ่อนส่งแบบนี้  พวกเขาก็ไม่เชื่อว่า เป็นเพราะการรับพิษจากสารเคมี


"ผู้จัดการฝ่ายผลิต น่าจะออกกฏให้ใส่ชุดป้องกันพิษจากสารเคมีนะ  เพราะคนงานคงไม่มีความรู้เรื่องพิษของสารเคมี  เราเองต่างหากที่รู้แล้ว ก็ควรดูแลพวกเขา  คงต้องบังคับให้ใส่กันเหมือนเป็นเครื่องแบบ"


"พี่คงต้องคุยกับคุณธีระดูเองนะคะ" ชบาพูดเป็นเชิงเสนอแนะ   แม้ธนันท์จะรับฟังแต่ก็อดวิตกกังวลไ่ได้ว่า  ธีระ  อาจเข้าใจผิดก็ได้ ว่าธนันท์ก้าวก่ายงานของฝ่ายผลิตก็เป็นได้


เมื่อธนันท์คุยกับชบาจบแล้ว โสภาเพิ่งกลับมาจากกรมศุลกากร  ก็แวะมารายงานความคืบหน้า


"พี่คะ  หนูอยากให้พี่ไปกรมศุลฯด้วยตัวเอง  ไปให้เห็นกับตาเลยว่า  จะมีหนทางถอนหนังสือค้ำประกันออกมาได้หรือไม่"


"งั้นพรุ่งนี้บ่าย ผมจะไปกรมศุลฯ"  ธนันท์ตอบอย่างหนักแน่น  อยากรู้เหมือนกันว่า ท่าเรือคลองเตยมีสภาพเป็นอย่างไร และงานศุลกากรนั้นมีความยากง่ายเพียงไร  การที่งานยาก  น่าจะเป็นเพราะคนมากกว่าเพราะเนื้องานเอง ธนันท์ได้แต่คิดอยู่ในใจ 



วันต่อมา  หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว โสภาก็นั่งรถไปกับธนันท์ด้วย เพื่อไปแนะนำให้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ดูแลเรื่องการขอคืนอากรของบริษัทอยู่


ระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์ไปกรมศุลกากร  อากาศร้อนจัด รถติดมากเป็นบางช่วง โสภาลอบสังเกตอากัปกิริยาของธนันท์  เขาขับรถอย่างใจเย็น ไม่มีทีท่าว่าจะหงุดหงิดไปกับสภาพจราจรด้วยเลย ยังคงขับรถไปด้วยอาการที่เฉยเมย  ฟังเพลงคลาสสิกเบาๆในรถ  ในใจของโสภาก็เกิดความอยากรู้เรื่องส่วนตัวของธนันท์ จึงออกปากถามว่า


"พี่กลับบ้านดึกทุกวัน แฟนพี่ไม่่ว่าเอาหรือคะ"


"นั่นน่ะสิครับ  ถ้าผมมีแฟน ผมคงทำอย่างนี้ไม่ได้แล้ว ต้องให้เวลากับแฟนด้วย" ธนันท์หันหน้าไปมองโสภาขณะที่เขาตอบคำถามของเธอ


"เป็นโชคดีของบริษัทนะคะพี่  ที่พี่ยังไม่มีแฟน   ไม่ง้ันพี่ก็คงทุ่มเทเวลาให้กับงานอย่างนี้ไม่ได้แล้ว " โสภาเดาแล้วเชียว ว่าธนันท์คงไม่มีแฟน  ดูท่าทางเอางานเอาการขนาดนี้ ถ้ามีแฟน แฟนก็คงทิ้งแน่ๆ


ธนันท์ขับรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถ  โสภาพาธนันท์เข้าไปในสำนักงานคืนอากรนำเข้า   เพื่อแนะนำให้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร   แววดีเป็นหญิงวัย 38 ปี ตาคม ผิวคล้ำ พูดจาฉะฉาน  เธอเหลือบตามองธนันท์ ในใจนั้นก็คิดว่า ผู้ชายคนนี้ดูยังอ่อนวัยนัก  คงไม่ประสีประสากับงานของกรมศุลกากร  หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกันแล้ว แววดีก็พูดขึ้นว่า


"ดูงานบนโต๊ะพี่สิน้อง  งานเยอะอย่างนี้ พี่ตรวจให้ไม่ทันหรอก  ทุกวันต้องหอบงานกลับไปตรวจที่บ้าน เสาร์อาทิตย์ก็ต้องทำ  แต่ก็ตรวจได้ไม่หมดหรอกนะน้อง เพราะงานมันเยอะมาก  ต้องค่อยๆทำไปตามคิว  แล้วเอกสารที่มีปัญหา  พี่ก็ตรวจแล้วก็ต้องส่งคืนให้เจ้าของกลับไปแก้ก่อน  เพราะคงยังเดินเรื่องต่อให้ไม่ได้นะ"  แววดีพูดไป ยิ้มไป 


ธนันท์ได้แต่ยิ้มตอบ และพยักหน้ารับรู้  หลังจากร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว ธนันท์ก็เดินกลับออกมากับโสภา  วันนี้คงได้แต่เพียงทำความรู้จักกันไว้ก่อน  ธนันท์คงต้องกลับไปตรวจดูเอกสารบางส่วนว่ามีปัญหาอะไร  แล้วค่อยนำเอกสารมายื่นใหม่เพื่อขอคืนอากร    


ขณะที่กำลังเดินออกไปนั้น  เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆห้อง  เห็นเด็กสาวคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าของเจ้าหน้าทีศุลกากร   เด็กสาวอีกคนหนึ่งก็นั่งบ่นกระปอดกระแปดว่า  มากี่ที ก็ไม่เคยได้เจอเจ้าหน้าที่อยู่ที่โต๊ะทำงาน   มาถึงทีไร ก็ไปห้องน้ำทุกที  นั่งรอเป็นชั่วโมง  เจ้าหน้าที่ก็ไม่มาที่โต๊ะ   เห็นแต่ยืนคุยกับเพื่อนร่วมงานอยู่ที่โต๊ะอื่น   พอเข้าไปตาม  ก็โดนดุเอาว่า ให้ไปรอที่โต๊ะบางคนก็ขอตัวไปดื่มกาแฟ  แล้วก็หายไปเลย   เธอกลับไปที่บริษัท  ไม่มีผลงานก็โดนลูกพี่บ่นว่าเอา


ธนันท์พอจะเดาได้ว่า  ลีลาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรแบบนี้  น่าจะมีเลศนัยอะไรแฝงอยู่   หลังจากส่งโสภากลับบ้านแล้ว ธนันท์กลับเข้าไปทำงานต่อ   รื้อแฟ้มเอกสารใบขนสินค้าข้าเข้า และใบขนสินค้าขาออก มาเปรียบเทียบกัน เพื่อตรวจสอบดูว่า ยังมีชุดใดบ้างที่นำเข้าวัตถุดิบแล้ว และได้ผลิตและส่งออกไปแล้ว ได้ยื่นคำร้องขอคืนอากรหรือยัง  หลังจากที่ตรวจสอบเอกสาร  ทำรายการบันทึกไว้เป็นตารางทั้งหมดแล้ว  ทำให้ตรวจเช็คได้ง่ายว่า   มีรายการใดบ้างที่ได้ทำคำร้องขอคืนอากรไปแล้ว  และรายการใดบ้างที่ต้องไปยื่นคำร้องเพิ่มเติม


พนักงานในบริษัท  ทำงานไม่ประสานกัน ฝ่ายบัญชีและการเงินน่าจะให้ข้อมูลเตือนฝ่ายส่งออกให้ขอคืนอากร   เพราะฝ่ายบัญชีฯต้องมีบันทึกทุกเรืื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและรายรับของบริษัทอยู่แล้ว  บริษัทนี้  แต่ละฝ่าย แต่ละแผนก ไม่ได้ทำงานกันอย่างมืออาชีพ   แต่ละคนไม่รู้่ว่าต้องประสานงานกันอย่างไร  ข้อมูลที่ตนเองมี ควรจะให้ใครที่เกี่ยวข้องบ้าง  ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างเก็บเอกสาร   แต่ไม่ได้เอาข้อมูลจากเอกสารแต่ละชุด  มาวิเคราะห์หรือติดตามงานเลย   ทำให้เกิดปัญหากระทบกันเป็นลูกโซ่   เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว  จึงมาถกเถียงกัน  โทษกันไป โทษกันมา  แต่ไม่รู้จักหาสาเหตุ  และ  วิธีป้องกันแก้ไขปัญหา  


หลังจากที่มีข้อมูลครบถ้วนแล้ว  ธนันท์ร้อนใจ  รีบไปกรมศุลกากรเพื่อคุยกับแววดีอีกครั้งหนึ่ง เขารู้แล้วว่า  เจ้าหน้าที่ศุลกากรถ่วงงานเอาไว้  เพียงเพื่อจะได้เงินสมนาคุณ   เป็นวัฒนธรรมการทำงานของคนที่นี่ไปเสียแล้ว   ครั้นจะไปร้องเรียนถึงระดับอธิบดี   ก็ไม่มีประโยชน์   เพราะเท่ากับเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น  และถ้าไม่ชนะความ   บริษัทก็จะโดนขึ้นบัญชีดำ   ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า หรือส่งออกสินค้าใดๆ  อาจถูกจับผิด  กลั่นแกล้ง  หรือยัดเยียดข้อหาได้  เพราะวัฒนธรรมการรับเงินสมนาคุณนี้  เป็นกันทั้งระบบ  ตั้งแต่ระดับเล็กๆ  ส่งต่อขึ้นไปถึงระดับสูงกันเลยทีเดียว  แม้แต่ตำแหน่งสูงสุด  ถ้าไม่ตามน้ำ  ก็จะถูกต่อต้าน และไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ   ก็จะอยู่ไม่ได้นาน หลังจากทักทายเปิดใจกันแล้ว ธนันท์เริ่มจะพูดจาเป็นกันเองกับเจ้าหน้าที่ได้แล้ว


"พี่ครับ  ผมเองก็ใหม่มากกับงานศุลกากร      ผมรู้สึกขอบคุณพี่มากๆเลยนะครับ  ที่หอบเอางานของบริษัทไปตรวจที่บ้านด้วย   งานราชการ ผมก็รู้ว่า ไม่มีค่าล่วงเวลาจ่ายให้    ผมอยากสมนาคุณในสิ่งที่พี่ทำ   แต่ก็เกรงว่าจะเป็นการไม่สมควร    พี่อาจคิดว่าผมหมิ่นน้ำใจพี่ก็ได้   แต่ผมรู้สึกประทับใจจริงๆเลยครับ  กับการที่พี่ทุ่มเททำงาน   พี่ช่วยแนะนำผมดีกว่าครับ  ว่าผมควรตอบแทนพี่อย่างไรดี"   ธนันท์พูดไปซื่อๆตรงๆอย่างถ่อมตัวและกตัญญูรู้คุณ


แววดีตาเป็นประกายขึ้นมาเลยเมื่อได้ยินในสิ่งที่ธนันท์พูด เธอรู้ว่าธนันท์พูดให้ทางเอาไว้แล้ว  ก็เห็นหนทางจะได้  จึงตอบไปว่า


"นี่น้อง   ถ้าน้องไม่เสนอให้พี่สิ  พี่จะรู้สึกว่า น้องหมิ่นน้ำใจพี่นะ   น้องก็รู้นี่นา   ว่าค่าใช้จ่ายอะไรๆก็สูง  สมัยนี้ อะไรๆ ก็ต้องใช้เงิน  เดี๋ยวก็ต้องจ่ายค่าเทอมลูก   ค่ารถไปโรงเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าหนังสือ ค่าอาหาร    คำว่าขอบคุณ มันอิ่มใจ  แต่ไม่อิ่มท้องนะ"


ธนันท์เดาไว้แต่แรกแล้วว่าการสมนาคุณ  คงทำให้แววดีมีกำลังใจในการตรวจเอกสาร และยื่นเรื่องขออนุมัติคืนอากรให้  หากเธอตรวจเจอที่ผิด  เธอก็จะแนะนำว่าผิดตรงไหน ต้องแก้อย่างไร  แล้วให้มายื่นใหม่  


"ชุดนี้ ผมขอคืนอากรให้ได้ก่อนนะครับ เพราะหนังสือค้ำประกันจะหมดอายุแล้ว  ผมใส่ซองให้พี่ห้าพันบาท  พี่พอใจหรือเปล่าครับ"  ธนันท์ลองเสนอตัวเลขให้แววดีคิด


"พี่ขอแปดพันบาทละกัน  สำหรับชุดนี้นะ จะให้นายอนุมัติให้ก่อนเลย   แล้วจะทยอยตรวจชุดอื่นๆให้ด้วย  บางชุด ถ้าเอกสารหนาหน่อย วงเงินสูงหน่อย พี่ก็ขอหมื่นสองละกัน   แล้วพี่จะลัดคิวเอางานของน้องกลับไปตรวจที่บ้านให้เสาร์อาทิตย์นี้เลย" โสภาตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ  เด็กหนุ่มท่าทางซื่อๆคนนี้ คงเชื่อถือได้  คงไม่พูดจาเหลาะแหละ


หลังจากตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ธนันท์ขับรถกลับเข้าไปที่บริษัทอีกครั้งหนึ่ง  เห็นสันติ กรรมการผู้จัดการนั่งอยู่คนเดียวในห้อง  จึงเข้าไปคุยด้วยเล่าเรื่องทั้งหมดให้สันติฟัง


"ธนันท์  แล้วพี่จะรู้ได้ไง  ว่าเงินแปดพัน หรือ หมื่นสองพันที่เราจะจ่ายไปน่ะ  เจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นผู้รับเงินไป   ให้เขาเซ็นรับเงินมาด้วยนะ"   สันติทำตาหรี่น้อยๆ   เพื่อดักคอธนันท์ไว้ก่อนว่า อาจเป็นเขาเองก็ได้ ที่คิดจะเอาเงินจำนวนนี้ไว้เสียเอง แต่เอาเจ้าหน้าที่ศุลกากรมาอ้าง


ในใจรู้สึกโกรธสันติมาก ที่พูดจาเหมือนไม่ไว้วางใจ ธนันท์จึงตอบโต้ไปว่า


"พี่สันติก็ตรองดูแล้วกันครับ ว่าเงิน 113 ล้านบาท  เสียดอกเบี้ยให้ธนาคารทุกเดือน  เดือนละ 1%  เป็นเงิน 1,130,000 บาท/เดือน น่ะ  มันคุ้มไหม    กับการที่เราจะจ่ายเงินสมนาคุณเจ้าหน้าที่แค่ไม่กี่พันบาทในแต่ละครั้ง แล้วทยอยถอนหนังสือค้ำประกันธนาคารคืนได้หมด  อย่างไหนมันคุ้มกว่ากัน   หรือพี่สันติจะปล่อยให้ติดหนังสือค้ำประกันธนาคารแบบนี้ไปเร่ือยๆ   จ่ายดอกเบี้ยธนาคารไปเรื่อยๆ  พี่สันติก็เลือกเอาก็แล้วกัน   ผมขอตัว...."


"เดี๋ยวก่อนสิ  ธนันท์   แหม...พี่ล้อเล่นแค่นี้  ใจร้อนไปได้   เอาก็เอา    แต่....แน่นะ  เงินให้เจ้าหน้าทีจริงๆนะ  ไม่ใช่ธนันท์เอาไปเลี้ยงข้าวสาวๆนะ"  สันติยังมีแก่ใจจะพูดเล่น   เขายังคงทำตาหรี่เล็กลงเป็นการล้อเลียนว่ารู้ทัน  ซึ่งกิริยาแบบนี้  ธนันท์ขุ่นเคืองใจมาก  และเก็บความไม่พอใจไว้ในใจสะสมไปเรื่อยๆ


"ผมไม่มีเวลาพาสาวคนไหนไปเลี้ยงข้าวหรอกครับพี่   ทำงานที่นี่  แค่จะกลับบ้านให้ตรงเวลา ผมยังทำไม่ได้เลย   แค่เวลาจะนอนให้ครบ 7 ชั่วโมง ผมก็ยังไม่มีเลย  ถ้าพี่สันติไม่ไว้วางใจผม  พี่อยากจะหาคนอื่นมาทำงานแทนผมไหม"     ธนันท์ตอบด้วยสีหน้าขึงขัง ปราศจากรอยยิ้ม   


"แหม...ธนันท์เนี่ย  พี่พูดเล่นหยอกล้ออะไรไม่ได้เลยนะ   เป็นผู้ชายแท้ๆ   ทำใจน้อยไปได้  พี่ไว้ใจธนันท์ที่สุดแล้ว   แต่ที่พูดไป  เพราะความเป็นกันเองน่ะ  อย่าถือสาพี่เลย"  สันติพูดไป หัวเราะไป อดเหน็บแนมธนันท์อีกไม่ได้  ว่าเป็นผู้ชาย แต่ทำใจน้อย   ธนันท์ก็ฉุนอีก  


"ครับพี่  ผมไม่ถือสาพี่สันติหรอกครับ   แต่ผมไม่ชอบวิธีการล้อเล่นของพี่นะ  พี่อย่าใช้วิธีนี้กับผมอีก  ผมขอตัวไปทำงานต่อนะครับ"  ว่าแล้วก็เปิดประตูเดินออกไปจากห้องของสันติด้วยความขุ่นเคืองใจ


วันเวลาผ่านไปได้ 6 เดือนแล้ว   หนังสือค้ำประกันธนาคารของเก่าที่เคยค้างไว้  113 ล้านบาท   ได้รับการถอนคืนเรียบร้อยแล้ว  ยังคงมีแต่การนำเข้าวัตถุดิบชุดใหม่ๆ  ที่ยังไม่ได้นำมาผลิตและส่งออกเท่านั้นที่ยังมีการค้ำประกันเงินภาษีนำเข้า  ซึ่งต้องติดตามและทยอยขอคืนอากรกันต่อไป  โสภาทำหน้าที่นี้ได้ดี  เธอเรียนรู้งานจากธนันท์ได้อย่างรวดเร็ว  และทำตามวิธีของเขา   มีการติดตามงาน และประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ


ทุกคนในบริษัท  กล่าวขานกันถึงความสามารถ และ บุคลิกภาพของผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการคนใหม่ว่าเป็นคนเอาการเอางาน  จริงจัง  และเชื่อมั่นในตัวเองสูง    ทำให้สถานะการเงินของบริษัทดีขึ้นกว่าเก่ามาก  อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยธนาคารเดือนละล้านกว่าบาททุกเดือน  


ธนันท์เองไม่รู้ตัวว่า ใครๆก็จับตาดูเขาอย่างชื่นชม  งานเริ่มเข้าที่ และทำงานกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น ในทุกๆแผนก  แต่แล้วก็เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นอีกจนได้


----------------------------------------------


(ต่อ ตอนที่ 10 http://www.oknation.net/blog/pimahn2/2008/05/14/entry-1)





Hero (karaoke) - Mariah Carey

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 37
pimahn วันที่ : 29/07/2008 เวลา : 11.42 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

คุณ ก้อนหินสีน้ำเงิน - marinestone

ธนันท์เป็นคนตรง และ จริงใจครับ
เขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เขาก็บอกไปอย่างนั้น
ไม่มีการปิดบัง เสแสร้ง หรือ ซ่อนเร้นความรู้สึก

ก็เป็นบุคลิกเฉพาะตัวของแต่ละคนนะครับ
คนบางคนอาจคิดว่าดี ในการที่จะปิดบังอารมณ์และความรู้สึก
แต่สำหรับธนันท์ เขามักแสดงออกไปตรงๆเสมอ
แต่ไม่มีความก้าวร้าว รุนแรง นอกจากคำพูดโต้ตอบที่มีเหตุผลเสมอ
ความคิดเห็นที่ 36
ก้อนหินสีน้ำเงิน วันที่ : 28/07/2008 เวลา : 23.44 น.
http://www.oknation.net/blog/marinestone

การบริหารอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายก้อสำคัญกับการทำงานร่วมกับคนอื่นค่ะ (อิอิอิ แต่สันติก้อน่าโดนสักป้าบจริง ๆ )
ความคิดเห็นที่ 35
pimahn วันที่ : 23/07/2008 เวลา : 16.33 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

คุณ แม่มด deardog

ธนันท์ไม่เตะใครหรอกครับ
แม้ในยามโกรธ เขาก็ไม่ก้าวร้าว ยังคงใช้เหตุผลเสมอ
ไม่ใช้กำลังกับใครครับ
ความคิดเห็นที่ 34
แม่มด วันที่ : 15/07/2008 เวลา : 20.41 น.
http://www.oknation.net/blog/deardog

น่าจะเตะก้านคอตาสันติซักป้าบนะเนี่ย...
ความคิดเห็นที่ 33
pimahn วันที่ : 14/07/2008 เวลา : 03.54 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2


คุณ AnnieLove

ใครๆที่ทำงานด้านนำเข้า ส่งออก
เขารู้กันทั้งนั้นแหละครับ ว่าธรรมเนียมศุลกากรเป็นอย่างไร
ความคิดเห็นที่ 32
AnnieLove วันที่ : 04/06/2008 เวลา : 13.19 น.
http://www.oknation.net/blog/Annielove

อ่านตอนนี้แล้วรู้ซึ้งถึงศุลกากรเมืองไทยมากคะ ตอนนี่ปิดบริษัทจากที่ฟิลิปปินส์ แล้วย้ายกลับไทย ขนเฟอร์นิเจอร์กับประมาณ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ กว่าจะออกจากท่าเรือได้ ก็จ่ายค่าความรวดเร็วไปเยอะเหมือนกันคะ ใครไม่เคยติดต่อไม่รู้หรอกคะ ว่าเรื่องแย่ๆ อย่างนี้มีอยู่จริง
ความคิดเห็นที่ 31
pimahn วันที่ : 28/05/2008 เวลา : 02.06 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

คุณ anytime

คงไม่มีใครกลั่นแกล้งธนันท์ได้หรอกครับ อย่างมากก็แค่นินทา
หรือ อิจฉา หมั่นไส้ เพราะถ้ากลั่นแกล้งกันเป็นการส่วนตัว ธนันท์ก็คงลาออกน่ะครับ
ความคิดเห็นที่ 30
anytime วันที่ : 26/05/2008 เวลา : 10.08 น.
http://www.oknation.net/blog/anytime

หา....จะมีเรื่องอะไรอีกน้อธนันท์ คนเก่งจะโดนกลั่นแกล้งหรือนี่ เฮ้อ เก่งมากคนก็หมั่นใส้
ความคิดเห็นที่ 29
pimahn วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 14.54 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

คุณ สายน้ำ

อืม...ดีใจครับ ที่คุณติดตามตลอดทั้งเรื่องเลย
ความคิดเห็นที่ 28
Sainam วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 08.56 น.
http://www.oknation.net/blog/sainam

ไปตอน 10 ต่อค่ะ
ความคิดเห็นที่ 27
pimahn วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 00.14 น.
http://www.oknation.net/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

น้อง ก้อนหินรูปหมู piglet22

อ๋อ คิดว่า ธนันท์พูดเก่งใช่ไหมครับ


คุณ YaiNid

เป็นวัฒนธรรมในองค์กรไปแล้วครับ
แก้ไม่ได้หรอกครับ เพราะไม่มีใครอยากไปขัดผลประโยชน์
นี่แหละครับ ประเทศไทยของเรา


คุณ คนทำงาน kunlek

ครับผม มีปัญหามาทดสอบสติปัญญาและความสามารถกันอยู่เรื่อยๆครับ


คุณหมอแต๋งแต๋ง usah

ใช่ครับ เรื่องจ่ายใต้โต๊ะ จำเป็นต้องจ่ายครับ
เพราะถ้าไม่จ่าย งานก็ไม่เดิน ไม่คุ้มเลยครับ
คนที่ต้องแก้ปัญหากินเล็กกินน้อย ก็คือรัฐบาล
แต่ถ้ารัฐบาลแก้ไม่ได ้ ระบบราชการ ก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดไปครับ


คุณ komyos - youngmomy

ครับ คุณน้อย (คมยส) ชอบการทำงานของธนันท์
ความคิดเห็นที่ 26
ก้อนหินรูปหมู วันที่ : 17/05/2008 เวลา : 15.28 น.
http://www.oknation.net/blog/piglet22

คิดเหมือนกับความเห็นที่สิบแปดค่ะ
ความคิดเห็นที่ 25
Yai_Nid วันที่ : 15/05/2008 เวลา : 15.08 น.
http://www.oknation.net/blog/YaiNid
เที่ยว Melbourne..ที่นี่  Love U..OK?..รักนะ..ได้มั้ยล่ะhttp://www.oknation.net/blog/konlangkow

อ่านแล้วไข้ขึ้นสมอง...ปวดใจกับการกินได้ทุกที่ทุกเรื่องราว มีความรู้สึกว่า...เขามักง่าย เอาเปรียบ และชุบมือเปิบ
ก็บ้านเมืองเราเล่นถ่ายทอดสายพันธุ์ กินกันเป็นทีมอย่างนี้
ถึงได้ไม่เติบโตทัดเทียมบ้านเมืองอื่นเขา...ปลงก็ไม่ตก
ได้ยินเรื่องนี้ทีไร ไม่สบอารมณ์ทุกที

และเพื่อให้ได้งานตัวเองลุล่วงอย่างนี้ คนอย่างธนันท์..ซึ่งก็คงมีอีกเยอะต่างก็รู้ดีในวิธีเอาตัวรอด...ก็คงต้องใช้วิธีเหมือนๆ กัน

Oh! Thailand!!
ความคิดเห็นที่ 24
คนทำงาน วันที่ : 15/05/2008 เวลา : 12.39 น.
http://www.oknation.net/blog/kunlek
ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ตัวของเราเอง

กำลังไปได้ดีแล้วเชียว มีปัญหาอีกละ


ความคิดเห็นที่ 23
แต๋งแต๋ง วันที่ : 15/05/2008 เวลา : 05.40 น.
http://www.oknation.net/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

สิ่งที่ธนันท์เจอ คือปัญหาคลาสสิกของ ระบบราชการไทย และเป็นปัญหาของประเทศด้อยพัฒนา

ประเทศที่ด้อยพัฒนา เงินเดือนข้าราชการนั้นเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับอำนาจ เงินเดือนน้อยอำนาจมาก
เนื่องจากเงินเดือนมาจากภาษีอากร ประเทศมีรายได้เป็นงบประมาณแผ่นดินน้อยมากเหราะรายได้ประเทศถูกผู้มีอำนาจผันเข้ากระเป๋า

ผมไปนครวัด นครธมมา เมื่อสองปีก่อน ค่าผ่านประตูเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ ราคา๔๐ดอลลาร์ พ้น๕โมงเย็นต้องจ่ายใหม่ ผมมีธุระต้องเข้าไปอีกครั้งเวลาหกโมงเย็น จะจ่ายเงิน คนขับแท็กซี่บอกว่าไม่ต้อง ผมบอกว่าเต็มใจจ่าย ประเทศคุณจะได้มีรายได้มาดูแลประชาชน

เขาบอกว่ารายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าประเทศแต่เข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจ และนายทุนผู้ได้รับสัมปทานจากประเทศเวียดนาม

ผมจึงนึกถึงคำว่าเงินเดือนน้อย อำนาจเยอะ

ประเทศไทยยุคก่อน การฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็เป็นเรื่องกินสินบน แต่ปัจจุบัน คนมีอำนาจใช้วิธีให้พรรคพวกตนเองได้สัมปทาน หรือสร้างโครงการที่ต้องใช้งบประมาณสูง แล้วให้พรรคพวกหรือญาติเปิดบริษัทมารับงาน จึงมีเรื่องเมกกะโปรเจกเกิดขึ้น มันเสียเวลาที่จะต้องมาเจรจาเรื่องใต้โต๊ะ อายคนเปล่าๆ
ความคิดเห็นที่ 22
แต๋งแต๋ง วันที่ : 15/05/2008 เวลา : 05.19 น.
http://www.oknation.net/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

เรื่องจ่ายใต้โต๊ะ
เป็นสิ่งที่ถือว่าธรรมดาและคุ้มสำหรับเอกชนครับ มันเสียเวลาและไร้สาระที่จะทำให้งานของตนต้องมาติดอยู่อย่างนั้น คนจีนเขาเรียกว่าค่าเก๋าเจี๊ยะ คือให้หมากิน
เนื่องจากสมัยก่อน เวลาคนจีนเขย่าป๋องแป๋งหาบก๊วยเตี๋ยวไปขาย ผ่านหน้าบ้านใครที่เลี้ยงหมา หมาวิ่งออกมาจะกัด อาแป๊ะมักจะมีเศษอาหารให้หมากิน แล้วหมาก็จะเป็นมิตรกับอาแป๊ะครับ
ความคิดเห็นที่ 21
แต๋งแต๋ง วันที่ : 14/05/2008 เวลา : 21.43 น.
http://www.oknation.net/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

กำลังเจอเหตุการณ์ใกล้เคียงกันครับแล้วจะมาวิเคราะห์วิจารณ์อีกที ต้องขออภัย น่าจะมาในเช้าพรุ่งนี้ครับ
ความคิดเห็นที่ 20
komyos วันที่ : 14/05/2008 เวลา : 09.21 น.