พิมพ์หน้านี้
|
ถนนสายนี้ไม่มีเธอ ตอนที่ 21 "จะขอจำจนวันตาย" (ต่อจากตอนที่ 20 http://www.oknation.net/blog/pimahn2/2008/07/01/entry-1) บ่ายวันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน ธนันท์กลับมาถึงบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว คิดทบทวนกลับไปกลับมาถึงเรื่องที่พิสิทธิ์พูดเมื่อคืนก่อน และเรื่องที่จันทร์ฉายพูดวันนี้ เขาเริ่มไม่แน่ใจตัวเองว่าคิดถูกแล้วหรือไม่ ที่ไปปรักปรำจันทร์ฉาย เธออาจจะไม่ได้เป็นคนปล่อยข่าวก็ได้ เธออาจจะปรับทุกข์กับเพื่อน แล้วเพื่อนก็เอาคำพูดของจันทร์ฉายไปบิดเบือน ธนันท์รู้สึกสับสนไปหมด ไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตนเอง ใจหนึ่งก็สงสารจันทร์ฉาย ภาพเธอร้องไห้อย่างน่าสงสารยังติดตาเขาอยู่ เขาเดินเข้าไปในห้องทำงาน หยิบแฟกซ์ขึ้นมาอ่าน... "ธนันท์คะ... ตั้งแต่เกิดมา....เราไม่เคยเสียใจอะไรได้เท่านี้อีกแล้ว ทำไมคะ... เราทำอะไรให้คุณเข้าใจผิด คุณพูดกับเราก่อนได้ไหม อย่าทำหมางเมินอย่างนี้ได้ไหม.... อย่าตัดความสัมพันธ์กับเรา จะให้เราอธิบายยังไง เราไปทำอะไรให้.... คุณโกรธเราเรื่องอะไรคะ... เราอยากปรับความเข้าใจกับคุณ อย่าให้เรื่องของเราต้องจบลงแบบนี้.... เราตายแน่ๆ คุณรู้ไหมว่าเรารักคุณแค่ไหน เราหายใจเข้าออกเป็นคุณตลอดเวลา คุณเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต การได้รักคุณก็ทำให้เรามีความสุขที่สุดแล้ว เราขอเถอะนะ.... พูดกับเราหน่อย เราไปทำอะไรให้ธนันท์โกรธ" ธนันท์เก็บแฟกซ์ใบนั้นเข้าแฟ้มรวมกับแฟกซ์ใบอื่นๆที่เคยได้รับจากจันทร์ฉาย ดวงตาเหม่อลอยด้วยความสับสน นี่ตัวเองทำอะไรที่ไม่ยุติธรรมกับเธอหรือเปล่า กี่ครั้งแล้วที่เขาทำให้ผู้หญิงร้องไห้เสียใจทั้งๆที่เขาไม่ได้ตั้งใจ คิดแล้วก็น้ำตาไหล เสียใจกับการกระทำของตัวเอง เสียใจที่วู่วามกับเธอ เขารู้ตัวดีว่า... ในยามที่เขามีอารมณ์โกรธ เขามักจะพลัั้งปากพูดถ้อยคำรุนแรงทำร้ายจิตใจผู้ฟังเสมอ แต่พออารมณ์เย็นลงแล้ว เมื่อรู้ว่าผู้ฟังเจ็บปวดกับคำพูดของเขา เขามักจะเสียใจยิ่งกว่า.... และครั้งนี้เขาก็สงสารจันทร์ฉายจับใจ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ธนันท์ยืนลังเลอยู่สักพัก ว่าจะรับ หรือไม่รับโทรศัพท์ดีนะ แต่แล้วก็ตัดสินใจเดินไปรับโทรศัพท์ ยกโทรศัพท์ไร้สายขึ้นมา... แต่ลำคอยังตีบตันพูดอะไรไม่ออก... "ธนันท์.... ธนันท์... เป็นอะไรหรือเปล่าคะ รับสายแล้วทำไมไม่พูดคะ" เสียงใสๆของช่อทิพย์พูดมาตามสาย นี่ก็อีกคนหนึ่ง ที่ธนันท์เคยทำให้เธอต้องร้องไห้ แทบฆ่าตัวตาย ภาพเก่าๆก็ผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก ความรู้สึกที่เศร้าอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาเศร้ามากขึ้น พยายามเค้นคำพูดให้ออกมาจากลำคอ ตอบเสียงใสๆที่มาตามสายนั้น "ครับ" เขาพูดได้แค่นั้น ลำคอยังตีบตันอยู่ หยิบกระดาษเช็ดหน้ามาซับน้ำตาและเช็ดจมูก พยายามระงับอารมณ์ให้เป็นปกติ "ธนันท์ ไม่สบายหรือเปล่า วันนี้เป็นอะไรคะ หรือมีเรื่องอะไรไม่สบายใจ มีอะไรให้ทิพย์ช่วยไหม" เสียงตามสายนั้นช่างรู้ใจ ราวกับจะสื่อได้ด้วยใจโดยไม่ต้องพูดอะไรออกมาสักคำ "ครับ มีเรื่องสะเทือนใจนิดหน่อย" เขาตอบด้วยเสียงคล้ายคนเป็นหวัด "งั้นเดี๋ยวทิพย์กับยุพินจะแวะไปหาธนันท์นะ.. ค่ะ... เดี๋ยวเจอกัน" ช่อทิพย์วางหูไปแล้ว ธนันท์ปฏิเสธไม่ทัน เขารีบปัดกวาดเช็ดถูห้องรับแขกให้สะอาด จัดของที่วางไว้ไม่เป็นระเบียบให้เข้าที่เข้าทาง เปิดดูน้ำในตู้เย็น จัดหาแก้วน้ำมาวางไว้ในถาด เช็ดทำความสะอาดโซฟา โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ เป็นการฆ่าเวลาระหว่างที่รอสองสาว สักพักหนึ่งช่อทิพย์กับยุพินก็มาถึง ธนันท์เปิดประตูเชื้อเชิญให้สองสาวเข้ามานั่งในห้องรับแขก แล้วยกถาดน้ำที่มีแก้วสามใบกับน้ำเย็นหนึ่งขวดมาวางไว้ที่โต๊ะเล็กหน้าโซฟา "ดีใจจัง ที่ยุพินกับทิพย์แวะมาหาผมในวันนี้" เขายิ้มออกมาจากใจขณะที่พูด "ทำไมวันนี้้แก้มแดง จมูกแดง ตาแดงนิดหน่อย เป็นอะไรหรือเปล่า" ยุพินถามด้วยความสงสัย ธนันท์หัวเราะ แล้วตอบว่า "อืม... ช่างสังเกตจริงนะ ผมไม่ได้เป็นอะไรหรอก มีเรื่องสะเทือนใจนิดหน่อย แต่ตอนนี้ สบายใจแล้วละ เพราะยุพินกับช่อทิพย์มาเยี่ยมผมไง วันนี้นึกยังไงครับ ทิพย์ถึงได้โทรมา ผมยังไม่ทันได้ถามก็วางหูไปแล้ว" "อันที่จริง ทิพย์มีข่าวดีจะบอก แต่...เห็นธนันท์...เอ้อ... รู้สึกเหมือนธนันท์กำลังเศร้า ทิพย์เป็นห่วง ก็เลยชวนยุพินมาเยี่ยมธนันท์ด้วยกัน" ช่อทิพย์มองหน้าธนันท์ราวกับจะค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ในใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้น ธนันท์หัวเราะอีก ยิ้มแก้มแทบปริแล้วตอบว่า "ปลื้มจัง มีคนห่วงใย แต่ผมไม่เป็นไรแล้ว ใช่... ตอนที่ทิพย์โทรมาผมกำลังเศร้า แต่ตอนนี้หายแล้ว สบายใจแล้ว อารมณ์คนเราก็อย่างนี้แหละ ไม่คงที่หรอก เศร้าประเดี๋ยวประด๋าว ก็หายเศร้าแล้ว ว่าแต่ว่า... มีข่าวดีอะไรจะบอกผม จะได้ร่วมแสดงความยินดีด้วยครับ" "ไม่บอกตอนนี้หรอก... ให้ธนันท์บอกเราสองคนมาก่อนว่า เศร้าเรื่องอะไร คบหากันมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยเห็นธนันท์เศร้าเลย นี่ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ตอนที่เราเศร้า เราสองคนก็ยังปรับทุกข์กับธนันท์เลย ตอนนี้ ธนันท์มีเรื่องไม่สบายใจ ก็ปรับทุกข์กับเราสองคนบ้างสิ นะ..... นะ..... บอกหน่อย มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ เราสองคนคงช่วยอะไรได้บ้างละ" ช่อทิพย์คะยั้นคะยอให้เขาบอกความในใจออกมา "ถ้าผมบอกว่า.... เศร้า... เพราะคิดถึงใครบางคน คุณสองคนจะเช่่ือผมไหม แล้วตอนนี้ผมหายเศร้าแล้วจริงๆ อันที่จริง ผมก็มีอารมณ์เศร้าอยู่บ่อยๆนะ แต่เป็นเพราะ ไม่เคยแสดงออกต่อหน้าคนอื่นไง ก็เลยไม่เคยมีใครเห็นอารมณ์นี้ ผมมักจะเศร้าในบางครั้งที่ผมอยู่คนเดียว" ธนันท์ตอบไปยิ้มไป รู้สึกประทับใจในความห่วงใยของเพื่อนสาว ช่อทิพย์กับยุพินหันหน้ามามองตากัน แล้วยุพินก็พูดขึ้นว่า... "เชื่อค่ะ ว่าธนันท์เศร้าเพราะคิดถึงใครบางคน เราสองคนก็ยิ่่งอยากรู้นะ ว่าใครคนนั้นคือใคร" ใบหน้าที่ยิ้มแย้มขี้เล่นนั้นก็เปลี่ยนไปครุ่นคิด เขาจะกล้าบอกละหรือว่า เขาคิดไปถึงวันที่ช่อทิพย์ร้องไห้แทบฆ่าตัวตายแล้วเขารู้สึกเศร้าเพียงใด ดวงตาที่มีแววขี้เล่นอยู่เมื่อครู่นี้ เปลี่ยนเป็นแววตาเศร้าๆ ธนันท์รู้สึกจุกขึ้นมาที่ลำคออีกครั้งหนึ่ง พยายามกลืนน้ำลาย แล้วตอบไปว่า.. "ผมเพียงรู้สึกผิด ที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องร้องไห้เสียใจในวันนี้ ผมไปต่อว่าเธออย่างรุนแรงด้วยความโกรธที่... มีคนปล่อยข่าวลือว่า เธอตบหน้าผมเพราะผมไปลวนลามเธอ ผมคิดว่าเธอเป็นคนปล่อยข่าวนี้ ก็เลยไปต่อว่าเธอ แต่เธอปฏิเสธว่าไม่ได้ทำแบบนั้น แล้วก็ร้องไห้เสียใจที่ผมตัดไมตรี...... ผมไม่ได้เสียใจกับข่าวลือบ้าๆนั่น แต่เสียใจที่ตัวเองไม่น่าไปพูดจารุนแรงกับผู้หญิง ตอนที่ตัวเองกำลังโกรธ คำพูดของผมมันทำร้ายจิตใจคน... พอหายโกรธแล้ว ตัวเองก็ต้องมาเสียใจที่ทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ" ช่อทิพย์กับยุพิน หันหน้ามาสบตากันอีกครั้้งอย่างครุ่นคิด "เธอชื่ออะไรคะ บ้านอยู่ที่ไหนคะ ทิพย์สามารถค้นหาความจริงให้ธนันท์ได้ค่ะ ว่าเรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่ ขอให้เชื่อใจทิพย์นะคะ ทิพย์ทำได้ค่ะ" ช่อทิพย์บอกธนันท์อย่างจริงจัง "ใช่... ทิพย์ทำได้ค่ะ ธนันท์ รอแค่ไม่กี่วัน เราสองคนจะมารายงานผลให้ทราบ ไว้ใจเราเถอะ เราจะเอาความจริงมาบอกธนันท์ให้ได้ ถ้ายังเห็นเราสองคนเป็นเพื่อนอยู่ บอกเรามาเถอะนะ เราอยากค้นหาความจริงให้ธนันท์ค่ะ" ยุพินกล่าวเสริมคำพูดของช่อทิพย์ "ครับ ดีเหมือนกัน ผมจะได้ไม่รู้สึกสับสนกับการตัดสินใจของตัวเอง เธอชื่อจันทร์ฉาย มีอาชีพเป็นนักเขียน บ้านอยู่ถนนรามอินทรา เรารู้จักกันเพราะเธอไปขอสัมภาษณ์ผมที่บริษัทเพื่อนำไปเขียนลงหนังสือเกี่ยวกับที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน.... เอาละ... ทีนี้.... บอกข่าวดีกับผมได้หรือยังครับ" ธนันท์ตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิม "ทิพย์กำลังจะมีทายาทแล้วนะ" ช่อทิพย์บอกอย่างภูมิใจ "โอ้โห รวดเร็วดีจัง ดีใจด้วยครับ นี่ช่างเป็นข่าวที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งเลยครับทิพย์ ดูแลสุขภาพให้ดีนะ กำลังจะเป็นแม่คนแล้ว ขอแสดงความยินดีกับคุณสุรชัยด้วย" ธนันท์ตาวาวด้วยความดีใจกับข่าวดีนี้ หลังจากที่สนทนากันอยู่อีกพักใหญ่ๆ สองสาวก็ลากลับไป เช้าวันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน ธนันท์ก็ไปทำงานที่บริษัทเหมือนปกติ ตลอดสัปดาห์เขาทำงานไม่พูดจาเล่นหัวกับใคร เย็นวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน ธนันท์ไม่ไปประชุมที่สโมสรโรตารี่เดิม หากแต่เปลี่ยนไปเยี่ยมเยียนสโมสรโรตารี่อื่นแทน และสโมสรนั้นมีสมาชิกเป็นชาวต่างชาติเกือบทั้งสโมสร ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร บรรยากาศในการประชุมจึงต่างกันไป ทั้งแนวความคิดเห็นและทัศนคติ ธนันท์จึงคิดจะย้ายมาอยู่สโมสรใหม่นี้และไม่กลับไปประชุมที่สโมสรเดิมอีกแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเจอหน้าจันทร์ฉาย จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน ช่อทิพย์กับยุพินก็แวะมาหาธนันท์ที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง "ธนันท์ ดูภาพเหล่านี้สิคะ" ช่อทิพย์ดึงภาพเกือบสิบภาพออกมาจากซองสีน้ำตาลใบใหญ่ ธนันท์มองภาพแล้วทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่พักหนึ่ง "อืม ทิพย์ไปเอาภาพเหล่านี้มาจากไหน แล้วได้เรื่องราวว่าอย่างไรครับ" ธนันท์เปลี่ยนสีหน้าจากหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นสีหน้าเรียบเฉย "ทิพย์เรียนรู้เรื่องอำนาจ... มาจากคุณสุรชัยค่ะ... การที่เรามีอำนาจ... เราจะต้องรู้จักใช้อำนาจนั้นให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ... เรื่องบางเรื่อง เงิน... คืออำนาจที่จะทำให้เราได้สิ่งที่เราต้องการ แต่.. บางครั้ง ความงามของผู้หญิง... คืออำนาจที่ทำให้ผู้ชายหลงใหล และ... อำนาจแห่งความรัก ก็ทำให้เรามีกำลังใจ มีความสุขในการดำรงชีวิตประจำวัน..." ช่อทิพย์ไม่ได้ตอบอย่างตรงไปตรงมา ธนันท์เรียนรู้ว่า... เธอฉลาดขึ้นมาก เขาไม่อยากซักไซ้ไล่เลียงมาก เพียงแต่เดาเอาว่า... ช่อทิพย์คงจ้างสำนักงานนักสืบ ให้ติดตามพฤติกรรมของจันทร์ฉาย นี่เธอเห็นความสำคัญในเรื่องของเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ... ถึงขนาดยอมลงทุนจ้างนักสืบ ให้สืบเรื่องของจันทร์ฉาย ยุพินก็เริ่มเล่าเรื่องที่เธอไปรู้มาให้ธนันท์ฟัง.... "จันทร์ฉายเคยมีสามีมาแล้ว มีลูกด้วยกันคนหนึ่ง เป็นผู้ชาย ที่หย่ากัน เพราะจันทร์ฉายมีชู้กับเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง สามีของเธอก็เอาลูกไปเลี้ยงเอง เธอคบกับเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ไม่นาน เธอก็มีผู้ชายคนใหม่ เธอเป็นคนที่เข้าหาคนได้ง่ายๆ พูดเก่ง สังคมเก่ง รู้จักคนเยอะ มีเพื่อนฝูงเยอะ ชอบดื่มเหล้า ชอบเที่ยวกลางคืน ช่วงนี้ เธอคบผู้ชายพร้อมกันอยู่สองคน คือ ธนันท์ กับ พิสิทธิ์..... ธนันท์เป็นเพื่อนที่รู้จักกันในสังคมสโมสรโรตารี่ ส่วนพิสิทธิ์ เป็นเพื่อนดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน และมาค้างบ้านเธอบ้าง สัปดาห์ละครั้ง ช่วงเสาร์อาทิตย์ส่วนมากจะไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันกับพิสิทธิ์ ยกเว้นสัปดาห์ไหนที่ต้องไปกับสโมสรโรตารี่ พิสิทธิ์ก็จะไม่ได้มาหาจันทร์ฉาย... จันทร์ฉายมีเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวเยอะมาก บางทีไปกันเป็นกลุ่ม แต่ที่สนิทสนมมากที่สุด คือ เพ็ญแข ส่วนเรื่องที่เธอปล่อยข่าว.... เราสองคนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวว่าเธอตบหน้าธนันท์ที่ไปลวนลามเธอ.. แต่ถ้าให้เราสองคนเดานะ..... เอ้า... ทิพย์ออกความเห็นมั่ง.. เราพูดมายาวแล้ว" ยุพินเล่าไปบางส่วนแล้ว ก็หันไปพยักหน้าให้ช่อทิพย์พูดบ้าง "ทิพย์ว่านะ..... ถ้าดูจากนิสัยและพฤติกรรมแล้ว น่าจะเป็นจันทร์ฉายที่กุเรื่องขึ้นมานะคะ เพราะคนที่จะได้ประโยชน์จากข่าวลือนี้ น่าจะเป็นเธอคนเดียว ถ้าเป็นเพ็ญแข เธอจะกุเรื่องขึ้นมาทำไม ในเมื่อเธอไม่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ส่วนพิสิทธิ์ น่าจะแค่หูเบา ที่ไปหลงเชื่อจันทร์ฉาย แล้วพาลโกรธธนันท์.... จันทร์ฉายเป็นผู้หญิงเจ้าชู้ รักใครได้ไม่นาน เธอก็จะเบื่อ และเปลี่ี่ยนคู่รักบ่อยๆค่ะ ทั้งเพื่อนบ้าน เพื่อนๆในกลุ่มของเธอ ต่างก็รู้นิสัยเธอดีค่ะ" ธนันท์ได้ฟังที่ช่อทิพย์พูด เขาก็คิดตาม จริงสินะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ธนันท์ไม่เคยคิดอะไรมากมายเรื่องจันทร์ฉาย เพราะไม่ได้สนใจเธอมาก เห็นเธอเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่ง เพียงแต่ต้องการถนอมน้ำใจเธอ ที่เธอมาแสดงออกว่าหลงรักเขามากมาย... แต่หารู้ไม่ว่า... จันทร์ฉาย ไม่ได้เป็นอย่างที่ธนันท์คิดเลย จะเป็นไปได้อย่างไร ที่จันทร์ฉายจะมาหลงรักเขาในเมื่อจันทร์ฉายก็มีพิสิทธิ์อยู่แล้วทั้งคน ทั้งเที่ยวด้วยกัน นอนด้วยกัน จันทร์ฉายคงไปฟ้องพิสิทธิ์ ว่าธนันท์ไปลวนลามเธอ ทำให้พิสิทธิ์โกรธเกลียดธนันท์เพราะความหูเบา ใจเบา ที่จันทร์ฉายกุเรื่องขึ้นมาแบบนี้ คงเป็นเพราะ อยากอวดพิสิทธิ์ว่าเธอมีเสน่ห์จนธนันท์ต้องไปลวนลามเธอ และเธอคงอยากแสดงความซื่อสัตย์ต่อพิสิทธิ์ ว่าเธอไม่ได้สนใจธนันท์เลย จึงตบหน้าเขา หรือไม่ก็.... การที่จันทร์ฉายบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะความแค้น จึงอยากทำลายชื่อเสียงของเขาก็ได้ คนที่รู้ดีที่สุดว่าเธอทำแบบนี้เพราะอะไร ก็คงเป็นตัวจันทร์ฉายเอง เฮ้อ.... ธนันท์สูดลมหายใจยาวๆเข้าปอด แล้วระบายความอึดอัดใจออกมา "ทิพย์ ยุพิน ผมขอบคุณมากๆเลยนะ ที่ทำให้ผมหูตาสว่าง ไม่งั้นคงไม่รู้ทันจันทร์ฉายแน่ๆ ยุพินสังเกตเห็นอะไรไหม ทิพย์เปลี่ยนไปมากเลยนะครับ พูดเก่งขึ้น คิดเก่งขึ้น และ กล้ามากขึ้น" ธนันท์มองหน้าสองสาวแล้วยิ้มให้ "จริงค่ะ เราเห็นด้วยนะ ตั้งแต่มีครอบครัวไปแล้วเนี่ย ทิพย์เปลี่ยนไปมากเลย เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก และ ฉลาดขึ้นมากเลยค่ะ" ยุพินหันไปมองหน้าหวานๆของช่อทิพย์แล้วก็ยิ้ม "ชีวิต คือ การเรียนรู้และพัฒนาไงคะ อย่างที่ธนันท์เคยบอก ทิพย์ก็ได้บทเรียนมาหลายครั้งแล้ว ทำให้ทิพย์ต้องกลับไปคิด คนเรายิ่งคิด ก็ยิ่งรู้ ยิ่งฉลาดนะคะ คนเราใกล้สิ่งไหน ก็ซึมซับรับเอาจากสิ่งใกล้ตัวด้วย สามีเป็นคนฉลาด ทิพย์ก็เรียนรู้ข้อดีๆจากเขาค่ะ แล้วเขาก็ชอบให้ทิพย์สวยเสมอ สาวเสมอ ไม่ยอมให้ภรรยาทำงาน ขอแต่ให้ดูแลตัวเอง ให้สวยเสมอ ทิพย์ก็เลยมีเวลาเหลือเฟือ วันๆก็ใช้เวลาหมดไปกับเรื่องดูแลความงามของตัวเอง แล้วก็หาหนังสือดีๆอ่าน ฟังเพลง ดูทีวี ไปตามเรื่องค่ะ ถ้าสามีพาออกงานสังคม ทิพย์ก็ต้องแต่งตัวให้สวยที่สุด เขาภูมิใจค่ะ แล้วก็มีความสุขทุกครั้งที่อยู่ใกล้ภรรยา เพราะว่า ทิพย์ทำตามที่ธนันท์บอกไงคะ แม้ว่าทิพย์จะไม่ได้มีอำนาจอะไรในบริษัทของสามี แต่ทิพย์ก็พอใจชีวิตแบบนี้แล้ว ไม่ได้อยากเรียกร้องอะไรจากเขามากไปกว่านี้แล้ว ก็มีความสุขสบายไปวันๆค่ะ เราอารมณ์ดี สามีก็สบายใจที่อยู่ใกล้เรานะคะ" จากสิ่งที่ช่อทิพย์พูด ทำให้ธนันท์ได้รู้ว่า ช่อทิพย์มีความสุขกับชีวิตครอบครัว เธอกำลังตั้งท้องอ่อนๆ ต่อไปก็จะมีทายาท เธอไม่เศร้ากับอดีตอีกแล้ว ทำให้ธนันท์สบายใจมากขึ้น สองสาวกลับบ้านไปแล้ว ธนันท์อยู่ตามลำพังคนเดียว เขาคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่เกลียด ไม่โกรธจันทร์ฉาย แต่รับรู้ในความมีมารยาสาไถของเธอ เธอช่างทำได้แนบเนียนจริงๆ จนเขาไม่รู้ว่า นั่นเป็นเพียงมารยา นี่จันทร์ฉายเก่งเสียยิ่งกว่าดารานักแสดงเสียอีก เธอตีบทแตกจริงๆ เขียนบทให้ตัวเองเล่นได้แนบเนียนนัก จนเขาหลงเชื่อว่าเป็นอารมณ์และความรู้สึกที่แท้จริงของเธอ คำว่า "รัก" จากปากจันทร์ฉาย ผู้ชายคนไหนหลงเชื่อ คงต้องถูกจันทร์ฉายใช้เป็นเครื่องมือ และกระทำให้เจ็บปวดในเวลาต่อมา เช้าตรู่วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน ธนันท์แต่งตัวออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้า นั่งทำงานอยู่คนเดียวเงียบๆ เซ็นเอกสารอนุมัติเรื่องต่างๆ อ่านรายงานประจำวัน วิเคราะห์ข้อมูล ตัวเลข สถิติต่างๆ และคิดวางแผนงานอื่นๆล่วงหน้า พองานด้านเอกสารเสร็จแล้ว ก็จะเดินตรวจงาน เยี่ยมเยียนลูกน้อง และดูงานในแผนกต่างๆ จนกระทั่งลงไปดูงานที่คลังสินค้า "สวัสดีค่ะ พี่ธนันท์ หนูดีใจจังที่พี่อุตส่าห์ลงมาเยี่ยม เห็นพี่งานเยอะ วันๆเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ตอนนี้งานก็เข้าที่เข้าทางดีแล้ว ไม่มีเรื่องโกลาหลวุ่นวายอะไร เพราะเราจัดระบบการรับ-เบิกของไว้ดี" พรพรรณกล่าวทักทาย ธนันท์ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน "ครับ วันนี้มาเคลียร์งานแต่เช้าตรู่ ก็เลยอยากจะพักสายตา แวะมาดูงานที่สโตร์บ้าง พรพรรณสบายดีนะครับ" ธนันท์ทักทายตอบอย่างอารมณ์ดี "พี่คะ หนูมีเรื่องที่อยากจะบอกพี่ พี่อย่าบอกใครนะ.... ว่าหนูบอก" พรพรรณทำหน้าตืนๆ รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่จะเล่าอะไรออกมา ธนันท์มองดวงตาที่มีขนตายาวงอนเป็นแผง แล้วตอบไปว่า "มีเรื่องอะไรเหรอ ผมไม่ไปพูดต่อหรอก" "สองสามวันก่อน เขาลือกันให้แซ่ด พี่ธนันท์ไม่รู้อะไรเลยหรือคะ" พรพรรณทำท่าลังเลกับสิ่งที่จะเล่า "ไม่ครับ ผมไม่ได้คุยอะไรกับใครเลย มีแต่เรื่องงานในบริษัท แต่เรื่องข่าวลือนี่ ไม่มีใครมาคุยกับผมหรอกครับ" ธนันท์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "หนูได้ยินพี่ชาญชัย พี่ชบา พี่รัชนี จับกลุ่มคุยกันที่นี่ ตอนที่เขาแอบมาคุยกันข้างล่างเนี่ย เรื่องพี่ธนันท์กับคุณจันทร์ฉาย หนูไม่รู้จักคุณจันทร์ฉาย แต่พวกพี่ๆข้างบน เขาเคยเห็นคุณจันทร์ฉายกัน หนูได้ยินที่เขาพูดกันแล้ว หนูไม่เชื่อข่าวลือหรอกพี่ หนูว่า พี่ไม่ใช่คนแบบนั้นนะ" พรพรรณมีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย ระหว่างที่เล่าเรื่องนี้ เพราะเธอไม่แน่ใจว่าธนันท์จะโต้ตอบว่าอย่างไร "ขอบคุณครับ พรพรรณ ขอบคุณที่บอกผมนะ ช่างเถอะ ผมเหนือยใจกับข่าวลือแบบนี้จริงๆ" ธนันท์บอกพรพรรณ แล้วเดินกลับขึ้นไปยังสำนักงานชั้นบน ใครๆก็มาทำงานกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว แต่ละคนมองมาที่เขาด้วยแววตาแปลกๆ ยากที่จะเดาความในใจได้ ธนันท์กลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของเขา เก้าอี้ยังไม่ทันอุ่นเลย สันติก็เรียกธนันท์เข้าไปพบ "สวัสดีครับ พี่ พี่สันติมีอะไรครับ" "นั่งก่อนธนันท์ เรื่องมันยาว พี่มีเรื่องต้องคุยกับธนันท์หลายเรื่องนะวันนี้" สันติมองหน้าธนันท์ เหมือนพยายามจะค้นหาอะไรสักอย่าง สีหน้าที่เคยมีแววทะลึ่งทะเล้นของสันติ บัดนี้ดูขึงขังจริงจัง ------------------------------------------------------------ (ต่อ ตอนที่ 22 http://www.oknation.net/blog/pimahn2/2008/07/14/entry-1) |