พิมพ์หน้านี้
|
ถนนสายนี้ไม่มีเธอ ตอนที่ 28 "ไม่ทุจริต แต่ทำงานผิดพลาด" (ต่อจาก ตอนที่ 27 http://www.oknation.net/blog/pimahn2/2008/08/01/entry-1) เช้าวันจันทร์ที่ 17 มกราคม ธนันท์มาทำงานแต่เช้า มีแฟ้มใส่เอกสารที่รอเซ็นอนุมัติมากมายตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา มีเอกสารชุดหนึ่งที่เขายังไม่ยอมเซ็นอนุมัติตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาแล้ว จึงคัดเอกสารชุดนี้แยกออกไปไว้ในถาดสำหรับพักเอกสาร และจัดการเซ็นเอกสารที่เหลือไปก่อน ส่วนที่เซ็นอนุมัติเรียบร้อยแล้วก็ใส่ไว้ในถาดสำหรับเอกสารอนุมัติแล้ว ได้ยินเสียงสุดา เลขานุการของเขาเคาะประตู แล้วเธอก็เดินหอบแฟ้มใส่เอกสารรอเซ็นเข้ามาอีกเล่มหนึ่ง เธอวางแฟ้มไว้ในถาดสำหรับเอกสารเข้า แล้วก็หยิบแฟ้มที่อยู่ในถาดสำหรับเอกสารอนุมัติแล้วออกไป "สุดา..รอเดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งไป" ธนันท์วางปากกาไว้บนโต๊ะทำงานแล้วนั่งเหยียดตัวตรงหลังพิงพนักเก้าอี้ เขามองหน้าสุดาแล้วบอกกับเธอว่า.. "ช่วยตามคุณสุวิทย์ จากธำรงกิจชิบปิ้งให้หน่อยครับ.... แล้วก็... ระหว่างที่ผมมีแขก...ผมจะไม่รับโทรศัพท์ใครจนกว่าแขกจะออกจากห้องไปก่อนนะครับ" ธนันท์นั่งทำงานต่ออีกครึ่งชั่วโมง สุวิทย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทธำรงชิปปิ้งวัย 45 ปี ก็เข้ามาพบเขา "สวัสดีครับ คุณสุวิทย์ เชิญนั่งก่อนครับ" ธนันท์เชิ้อเชิญให้สุวิทย์นั่งที่โต๊ะประชุม พร้อมกับนำแฟ้มเอกสารที่มีปัญหามาวางไว้ที่โต๊ะ แล้วนั่งตรงกันข้ามกับสุวิทย์ "ที่ผมเชิญคุณสุวิทย์มาวันนี้ก็เพราะเรื่องเงินค่าภาษีนำเข้าลิฟท์ของโครงการสุขสบายนิเวศน์" "ครับ มีปัญหาอะไรหรือครับ" สุวิทย์มองหน้าธนันท์อย่างสงสัย "เงินค่าภาษีนำเข้างวดนี้ เป็นเงินเพียง สามแสนบาท เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเข้าอุปกรณ์ลิฟท์ในงวดที่แล้วเป็นเงินถึงสามล้านบาท ทั้งๆที่ดูจากใบแพ็คกิ้งลิสต์แล้ว แทบจะเป็นรายการสินค้าที่เหมือนกัน เกือบทุกอย่าง และมีจำนวนพอๆกัน" ธนันท์นำใบแพ็คกิ้งลิสต์สองใบมาเปรียบเทียบให้สุวิทย์ดู "โอ...แย่จริง ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ขอผมสอบสวนกับเด็กชิปปิ้งของผมก่อนครับ" สุวิทย์มีสีหน้าตื่นเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วนิ่วหน้า "อยากให้คุณสุวิทย์ดูที่อินวอยซ์ ทำไมราคาในอินวอยซ์สองใบนี้ ต่างกันสิบเท่าเลย " ธนันท์นำอินวอยซ์สองใบมาให้สุวิทย์ดูเพื่อเปรียบเทียบราคา "ขอเวลาผมหน่อยครับ ขอผมคุยกับเด็กชิปปิ้งก่อน แล้วผมจะให้คำตอบเร่ืองนี้อีกที" สุวิทย์มีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขารีบผลุนผลันออกจากห้องไป จนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสามโมง ธำรงเรียกธนันท์เข้าไปคุยในห้องเขา "คุณสุวิทย์จะเลิกจ้างนิวัติ พนักงานชิปปิ้งโดยมีความผิด ทำความเสียหายให้บริษัท และจะต้องชดใช้หนี้สองล้านเจ็ดแสนบาทให้บริษัทด้วย" ธำรงบอกธนันท์ด้วยสีหน้าที่เป็นปกติ ทำให้ธนันท์ดูไม่ออกว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ "นิวัติทำผิดอะไรร้ายแรงหรือครับ" ธนันท์ยังไม่รู้รายละเอียดมากนักเกี่ยวกับการกระทำของนิวัติ "ก็เรื่องที่คุณธนันท์ตรวจสอบเจอเมื่อเช้านี้ ค่าภาษีนำเข้า สามแสน กับ สามล้านน่ะ ยอดมันต่างกันเยอะนะ นิวัติทำงานผิดพลาด ทำให้เราต้องจ่ายภาษีสองล้านเจ็ดแสนบาทเกินไปจากความเป็นจริง เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ช่วงก่อนสิ้นปี งานคงเยอะ ก็เลยทำงานผิดพลาด" ธำรงตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ ราวกับว่าตัวเขาเอง ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเหตุการณ์นี้ "ผมไม่อยากให้ไล่นิวัติออกนะครับ ขอผมดูก่อนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร" ธนันท์เพียงแต่ไม่อยากให้นิวัติเดือดร้อน เพราะเขาเป็นต้นเหตุที่ตรวจสอบเจอความผิดพลาดนั้น "เรื่องนี้อยู่ที่ฝ่ายบุคคลจะพิจารณา คุณธนันท์คงไม่เกี่ยว" ธำรงบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มิได้ครับท่าน ผมไม่ได้ต้องการจะก้าวก่ายงานของฝ่ายบุคคล แต่เพราะเหตุที่เกี่ยวกับเรื่องเงินค่าภาษีสามล้านบาทนั่นต่างหากครับท่าน ที่ผมต้องการคุยในรายละเอียดกับนิวัติ บางที อาจจะมีหนทางแก้ไข ถ้าเราไม่ต้องสูญเงินสองล้านเจ็ดแสนไปเปล่าๆ นิวัติก็คงไม่ถูกไล่ออก และ ไม่ต้องหาเงินมาใช้หนี้ให้บริษัทด้วย" ธำรงมองหน้าธนันท์ ในใจนั้นนึกชื่นชมในความละเอียดละออในการทำงาน และความมีเมตตาของเขา ทำให้ธำรงคิดว่า เขามองธนันท์ไม่ผิดเลย เขารู้สึกวางใจในตัวธนันท์มากยิ่งขึ้น แต่ไม่อยากเอ่ยปากชมใดๆ "งั้นก็รายงานผมด้วยก็แล้วกัน ว่าผลเป็นอย่างไร" ธำรงตอบสั้นๆ ธนันท์เดินออกจากห้องไปแล้ว ธำรงลุกขึ้นเดินไปยืนดูภาพของลูกสาวที่ตั้งอยู่ด้านบนของตู้เก็บเอกสารที่สูงระดับเอว คิดอยากให้ลูกสาวเรียนจบแล้วกลับมารับช่วงกิจการ เขารู้สึกเหนื่อยอ่อน เนื่องจากสุขภาพไม่สู้ดีนัก นี่ถ้าเขาเป็นอะไรไปตอนนี้ ธุรกิจที่ทำอยู่จะเป็นอย่างไร คิดแล้วก็เป็นกังวล หลายครั้งที่ธำรงรู้สึกเหงาและว้าเหว่ ยังดีที่เขามีธุรกิจที่ต้องทำ ยังพอจะทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า ถ้าปราศจากการทำงานเสียแล้ว เขาจะเหงาและว้าเหว่สักเพียงใดหนอ ทางฝ่ายธนันท์ก็ให้สุดาตามตัวนิวัติมาพบเขา นิวัติ พนักงานฝ่ายชิปปิ้ง วัย 28 ปี เดินตัวลีบเข้ามาพบธนันท์ที่ห้องทำงานของเขา ดูท่าทางนิวัติหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยเลย "ช่วยบอกผมหน่อยสิครับ ว่าทำไมถึงผิดพลาดเรื่องยอดเงินภาษีนำเข้าในล็อตแรกของการนำเข้าลิฟท์" ธนันท์ถามอย่างใจเย็น "ตอนนั้นผู้รับเหมาเร่งให้ส่งมอบลิฟท์ให้เร็วๆ เอกสารใบส่งสินค้าจากเมืองนอกยังมาไม่ถึง แต่สินค้ามาถึงแล้ว ผมก็อยากจะให้ออกของได้เร็วๆ ก็เลยเอาอินวอยซ์ที่ส่งมาทางแฟกซ์ไปใช้ในการออกของก่อน แต่ตัวเลขราคาสินค้าที่ปรากฏบนแฟกซ์ที่ส่งมานั้น ไม่ชัดเจน ผมก็เอาน้ำยาลบคำผิด แก้ไขราคา แล้วไปถ่ายเอกสารซ้ำอีกที เพื่อให้ไม่เห็นว่ามีรอยลบ แต่ผมพิมพ์เลขศูนย์เกินไปตัวหนึ่ง ก็เลยทำให้ยอดคำนวณภาษี ออกมาสูงกว่าความเป็นจริงสิบเท่า....." นิวัติเริ่มเสียงสั่น มือไม้สั่นด้วยความกลัวจะถูกไล่ออก และต้องหาเงินสองล้านเจ็ดแสนบาทมาชดใช้ให้กับบริษัท "คุณธนันท์ครับ ถ้าผมต้องตกงาน ผมจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ได้ เงินตั้งสองล้านเจ็ดแสนบาท ผมไม่มีปัญญาหามาใช้หนี้บริษัทหรอกครับ...." นิวัติเร่ิมเสียงสั่น ปากคอสั่นด้วยความกลัว เขาทั้งกลัวถูกไล่ออก และ กลัวจะต้องหาเงินมาใช้หนี้ "ผมศึกษาข้อมูลนี้ดูแล้วนะ เรายังพอมีทาง... คงต้องส่งแฟกซ์ให้ทางผู้ผลิตอุปกรณ์ลิฟท์ทราบถึงปัญหาก่อน และขอความร่วมมือจากเขา ให้เขาส่งเอกสารยืนยันมาว่า อินวอยซ์ใบที่เราชำระภาษีไปสามล้านบาทแล้วนั้น คือยอดเงินค่าอุปกรณ์ทั้งโครงการ ไม่ใช่ราคาลิฟท์เฉพาะล็อตนั้นล็อดเดียว ยังจะต้องมีการส่งอุปกรณ์ลิฟท์อีกหลาย ครั้ง จนกว่าจะครบจำนวนทั้งโครงการ ฉะนั้น...ในล็อตต่อๆไปที่จะมา เราก็ไม่ต้องเสียภาษี เพราะได้จ่ายค่าภาษีล่วงหน้า รวมไปหมดทั้งโครงการแล้ว อินวอยซ์ใบต่่อไป ก็ต้องทำเป็น แบบ ไม่เรียกเก็บเงินค่าสินค้า" ธนันท์ให้คำแนะนำเป็นทางออกให้กับนิวัติ แล้วธนันท์ก็รายงานให้ธำรงทราบ "แล้วทางเมืองนอกเขาจะยอมเหรอ" ธำรงถามเพื่อความแน่ใจ "ยอมครับ เพราะเป็นเพียงเอกสาร ที่เขาแค่พิมพ์ขึ้นมา แล้วส่งมาให้เราเพื่อแก้ปัญหากับศุลกากร โดยที่ผู้ขายไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับสัญญาซื้อขายที่เราทำไว้กับเขา เรายังคงชำระเงินให้เขาตามข้อตกลงเดิม พอสินค้าส่งมาครบตามมูลค่าในอินวอยซ์ใบแรกนั้นแล้ว ต่อไปทุกอย่างก็ทำไปตามปกติครับ นี่เพียงแต่จะแก้ปัญหาว่าเราไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน แต่เราไม่สามารถบอกกับศุลกากรได้ว่า พนักงานของเราพิมพ์แก้ไขราคา เพราะจะกลายเป็นว่า มีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร" ธำรงได้ฟังธนันท์อธิบาย ทำให้เขาเข้าใจหลักการนี้ นิวัติไม่ได้มีเจตนาจะทุจริต เขาเพียงแต่ทำงานผิดพลาดไป บริษัทเองก็ไม่ได้คิดจะหลีกเลี่ยงภาษี หากแต่ชำระเงินภาษีเกินมูลค่าไว้ก่อนแล้ว เท่ากับเป็นการชำระภาษีล่วงหน้า ก็ต้องรอให้สินค้าทยอยส่งมาจนครบโดยไม่ต้องชำระภาษีซ้ำซ้อนอีก เขาได้แต่หวังว่า นิวัติคงจะได้บทเรียน และ ระมัดระวังในการทำงานมากขึ้น จากที่เคยนิยมชมชอบในตัวธนันท์อยู่แล้ว ธำรงก็ยิ่งไว้วางใจและชื่นชมในตัวธนันท์มากยิ่งขึ้น เป็นการตัดสินใจที่ดี ที่เลือกธนันท์มาเป็นรองประธานกรรมการบริษัท และมอบหมายให้เขาเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบด้านการเงินและการบัญชี ส่วนธำรงเองยังคงดูแลรับผิดชอบด้านการขาย การบุคคลและการบริหาร ธำรงหวังว่า สักวันหนึ่ง ธนันท์อาจจะสามารถดูแลทุกอย่างแทนเขาได้ ถ้าสุขภาพของเขาแย่ลงไปกว่านี้ เขาคงต้องทำงานให้น้อยลง และมอบหมายให้ธนันท์ดูแลแทน -------------------------------------- (ต่อ ตอนที่ 29 http://www.oknation.net/blog/pimahn2/2008/09/30/entry-1) |