พิมพ์หน้านี้
|
ออกเดินทางจากปัตตานีคืนวันที่ 28 ถึงชุมพรตอน 6 โมงเช้า เหน็ดเหนื่อยพอสมควรแต่ก็ไม่เห็นมีใครบ่น โดยเฉพาะเมื่อเห็นทะเลแสนงามอยู่ตรงหน้า แต่ละคนร่าเริงซะไม่มี
วันแรกท้องทะเลสดใส แต่พอวันถัดไปท้องฟ้ามืดครึ้มคลื่นลมแรง แต่ยังไงทะเลก็ยังสวยงามในความรู้สึกของเรา
ไม่มีใครสนใจว่าฝนจะตกเล่นน้ำทะเลไม่ได้ แต่ทุกคนก็ยังมีความสุขกับการได้ยินเสียงคลื่นลม พร้อมกับเสียงพูดคุยผสมกับเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของคนในครอบครัว
ฟองคลื่นสีขาวก็ยังคงความงดงามไม่เสื่อมคลาย
ตกกลางคืนมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ครอบครัว ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่เล่นรอบกองไฟกันอย่างสนุกสนาน
กีฬาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ใครหลาย ๆ คนโปรดปราน ที่ทำให้ทั้งเหนื่อยเพราะต้องวิ่งและขำเพราะหัวเราะกับการได้แกล้งคนอื่น มันน่าสนุกมากมายเชียวล่ะ
คงไม่แปลกอะไรหากคนในครอบครัวของฉัน อยากทำอะไรก็ทำโดยไม่สนว่าตอนนั้นมันจะดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหน จะนั่งว่าง ๆ ทำไมเล่นลิงชิงบอลกันต่อไปเพื่อความเมามัน ดีนะที่หาดแห่งนี้ไม่มีใครเลยนอกจากเจ้าของที่พัก และคนในครอบครัวของฉัน ไม่งั้นเพวกเราคงโดนเขี้ยงหลังคาบ้าน เพราะเสียงที่ดังรบกวนชาวบ้านในยามวิกาลแน่นอน
เริงร่ากันสุดชีวิต
และก็มักจะได้ยินเสียงหัวเราะดังมากจากใครบางคน ที่วิ่งหนีฟองคลื่นซึ่งกำลังจะซัดมาถึงตัว เออ...แต่ก็แปลกดีนะมาทะเลแต่ไม่อยากโดนน้ำทะเล
วันสุดท้ายของการพบปะกันของคนในครอบครัว ที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
รวมพลทั้งหมดครบ 22 ชีวิต ร่ำลากันในวันที่ 2 ม.ค.51 กลุ่มหนึ่งแยกกลับชลบุรี และ กทม. ส่วนอีกกลุ่มคือฉันและครอบครัวก็เดินทางกลับปัตตานี ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ระยะเวลาของความสุขที่ได้อยู่กับคนในครอบครัวฉันอยากจะบอกว่ามันสุขที่สุด เราไม่ได้มีอาหารดีดีทานกันหรอกนะคะ บางมื้อก็ยังเป็นมาม่าผัดที่ฉันเคยเบื่อแสนเบื่อ แต่ ณ เวลานั้นมาม่าผัดกลายเป็นอาหารมื้อวิเศษที่ตักแบ่งแจกจ่ายให้ทุกคนได้ทาน และเราก็ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย โอ้....มันยอดจริง ๆ เลยนะ ที่สุขที่สุดก็คงเป็นการได้เห็นรอยยิ้มจากทุก ๆ คน การได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศของเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ฉันเชื่อว่ามันมีค่ามากกว่าของขวัญใดใดอีกนะ
|