พิมพ์หน้านี้
|
จะด้วยความที่อายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว
(ถึงแม้จะคิดว่าตัวเองหน้าเด็กอยู่ก็ตาม)
หรือจะด้วยความที่เติบโตมากับโลกอนาล็อกก็ไม่รู้ได้
ฉันจึงไม่ค่อยเชื่อในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลผ่านโลกดิจิตอล หลายคนคงสงสัยแล้วมาเขียนบล็อกทำไม
บล็อกสำหรับฉันคือที่ทางสำหรับแลกเปลี่ยนทัศนะคติ
ความคิดเห็น
และเปิดโลกทัศน์ของตัวเองผ่านตัวหนังสือของผู้คนมากหน้าหลายตาที่ตัดสินใจมามีที่ทางในชุมชนดิจิตอลเดียวกัน กว่าปีที่ผ่านมากับการเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์ในชุมชนโอเคนี้
ฉันได้ผันตัวเองจากคนอนาล็อกมาเป็นกึ่งดิจิตอล ได้เรียนรู้ที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าผ่านคอมพิวเตอร์
ได้อ่านและรับรู้ถึงแนวคิดของคนที่ฉันไม่เคยพบหน้าค่าตา และหลายๆ
ครั้งก็ได้แสดงความนิยมเจ้าของความคิดเหล่านั้นผ่านตัวหนังสือการคอมเม้นท์ไว้ที่บ้านเขาเหล่านั้น
เราได้เรียนรู้ตัวตน
(ที่เขาอยากให้เราเห็น)
ของผู้คนร่วมชุมชนผ่านความคิดที่ถูกถ่ายทอดผ่านบล็อกของพวกเขา และหลายครั้งที่ตัวหนังสือเพียงไม่กี่ตัวที่ผู้มาเยี่ยมเยียนได้มาทิ้งไว้ช่วยทำให้อารมณ์เฉาๆ
ของฉันกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้
ความรู้สึกเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่ใช้ชีวิตออนไลน์ขนานไปกับชีวิตออฟไลน์
ถึงแม้ฉันจะไม่ได้ห่างไกลหรือไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี
แต่ฉันกลับไม่รู้สึกไว้ใจความสัมพันธ์ผ่านสายเหล่านี้ มันจึงเป็นเรื่องอัศจรรย์สำหรับฉันที่ปฏิสัมพันธ์ออนไลน์จะสามารถทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นของ
มิตรภาพ ขึ้นมาได้ จากความคุ้นเคยและอาการถูกชะตาผ่านการปฏิสัมพันธ์ออนไลน์
ฉันเริ่มจินตนาการต่อว่า ตัวตนในโลกออฟไลน์ของ มิตร
ใหม่เหล่านี้ของฉันจะเป็นอย่างไร เสียงของเขาจะเป็นอย่างที่เราจิตนาการไว้ไหม
ถ้าเขาเล่าประโยคนี้ ภาษากายในเวลาที่พูดคุยกันจะเป็นอย่างไร
เขาจะเป็นคนชอบแต่งตัวหรือไม่ เวลาคุยกันเขาจะมองตาฉันหรือเลี่ยงไปมองกำแพงแทน แล้วฉันก็ให้ข้อสรุปกับตัวเองว่า
ฉันขอสนุกกับภาพของ มิตร
เหล่านี้อย่างที่ฉันสร้างไว้ในจินตนาการน่าจะดีกว่าการที่จะไปพบปะพูคุยกันจริงๆ แต่ก็จะมี
มิตร บางคนที่ฉันรู้สึกว่าอาการ คลิ๊ก ต่อกันนั้นมันดังและฟังชัดจนอดนึกไม่ได้ว่าถ้าได้นั่งคุยกันคงจะสนุกกว่าที่คุยผ่านบล็อกเป็นแน่ แต่ฉันก็ยังกล้าๆ
กลัวๆ ที่จะสานความสัมพันธ์จากโลกออนไลน์
ด้วยกังวลว่าความคาดหวังของทั้งฉันและอีกฝ่ายจะทำให้การพบหน้ากันกลายเป็นความกร่อย แต่ในที่สุด
ด้วยปัจจัยเรื่องงาน ฉันเลยหาเหตุให้ตัวเองได้มีโอกาสพบกับ มิตร
ออนไลน์ที่ฉันอยากเจอมานานแล้ว มิสนอราห์เริ่มเข้ามาทิ้งคอมเม้นต์ในบล็อกที่ฉันเขียนตั้งแต่ช่วงกลางๆ
ปีที่แล้ว ฉันแอบถูกใจกับคอมเม้นต์ของเธอที่ไม่ใช่ประเภท แวะเข้ามาทัก
ไปเยี่ยมบ้านเราบ้างนะ สวัสดีจ้า แต่สิ่งที่มิสเขียนแสดงถึงความตั้งใจอ่านและสนใจในเรื่องที่เธอแสดงความคิดเห็นจริงๆ
ฉันเริ่มไปเยือนบ้านมิส
แล้วก็ได้พบกับหญิงสาววัยยี่สิบปลายๆ ผู้ร่ำรวยอารมณ์ขัน
ทุ่มเทกับงานการที่เธอทำอยู่ แต่ยังคงแวะเวียนออกมาดอมดมดอกไม้
เสพย์ความสุนทรีย์ของหนังและเพลงที่เธอชอบ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันกลับมาที่บ้านของเธออย่างสม่ำเสมอคือวิธีคิดของมิส
ใครอยารู้ว่าเธอคิดและมองโลกอย่างไรคงต้องตามไปอ่านกันที่บล็อกของเธอเอง
เพราะฉันคงไม่สามารถถ่ายทอดได้ดีเท่ากับการสัมผัสด้วยตัวเอง เรามีการพูดคุยกันหลังไมค์บ้างเป็นครั้งคราว
เริ่มมีการบอกกล่าวว่าอยากเจอตัวกัน แต่ถึงจะอยากเจอมิสอยู่
แต่ฉันก็ยังอยากรักษาระยะห่างของความสัมพันธ์
กลัวว่าทั้งเธอและฉันจะผิดหวังกันไปเปล่าๆ คงเหมือนกับที่เพื่อนคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า
ความรู้สึกของความคิดถึง บางครั้งก็สวยงามกว่าการได้พบเจอกันเสียอีก
และฉันเองก็คิดว่ามันจริงเหลือเกิน จนเมื่อเช้าวันนี้
หลังจากการนัดหมายกว่าสองอาทิตย์เชื้อเชิญให้มิสนอราห์มาเป็นวิทยากรให้กับเวิร์คช้อปที่
NJ จัดขึ้น ฉันก็จะได้เจอกับมิสนอราห์แบบตัวเป็นๆ แล้ว ถ้าถามว่าตื่นเต้นมั้ย
ก็คงตอบว่ามีบ้าง คงเป็นความรู้สึกเหมือนกับกำลังจะมีนัดบอด ฉันไปถึงงานเมื่อการบรรยายจบพอดี
มิสนอร่าห์เข้ามาทักทายสวัสดีอย่างน่ารัก แรกๆ
ฉันก็อึดอัดเล็กน้อยว่าจะชวนน้องเขาคุยอะไรดี ถ้ากันเองเกินไปน้องจะคิดยังไงไหม
แต่ฉันก็ปล่อยทุกอย่างเป็นไปธรรมชาติ เรานั่งคุยกันโดยมี
tootoomama ร่วมวงด้วย แล้วก็เรื่อยเลยไปถึงกินอาหารกลางวันด้วยกัน
เรื่องราวที่คุยก็มีตั้งแต่การเมือง นินทานักการเมือง ดารา
เรื่อยมาจนถึงนินทาเพื่อนๆ บล็อกเกอร์ (อยากรู้มีใครบ้าง โปรดติดต่อหลังไมค์) ฉันพบว่ามิสนอราห์ตัวจริงกับคนในบล็อกไม่ได้เหมือนกันไปซะทุกกระเบียด
เธออาจจะไม่โปกฮาอย่างที่ฉันคาดไว้ หรือไม่สูงเท่าที่ภาพถ่ายลวงตา
แต่ฉันก้ไม่รู้สึกผิดหวังกับการนัดบอดครั้งนี้แม้แต่น้อย
จนความไม่เชื่อในความสัมพันธ์ผ่านโลกดิจิตอลนั้นเป็นอันต้องตกไป
เพราะประสบการณ์ที่เพิ่งพบมา
ทำให้ฉันเชื่อว่ามิตรภาพที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์นั้นชื่นมื่นไม่แพ้กับมิตรภาพแบบตัวต่อตัวเลย ขอบคุณมิสนอราห์สำหรับประสบการณ์และมิตรภาพที่มอบให้ หวังว่าส้มตำมื้อหน้าจะออกรสออกชาติมากกว่าสุกี้แห้งในวันนี้นะ |