|
บทสัมภาษณ์เฉพาะกิจ พิสิฐ ภูศรี ระหว่างอยู่บนรถไฟสายกรุงเทพฯ - หนองคาย นันทวัน ทองสุก : สัมภาษณ์ 
ตอนนี้ทำอะไรอยู่ เห็นเงียบ ๆ ไป ก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปละฮะ ที่ไม่ค่อยเหมือนก็คือ ผมไม่ได้ทำงานประจำ ก็เลยไม่ต้องดิ้นรนตื่นเช้า ออกไปทำงานทุกวันเหมือนคนอื่นเขา ก็ตื่นตามที่อยากตื่น ดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ไปไหนหรอก อยู่บ้าน นอนอ่านหนังสือ นอนดูโทรทัศน์ ตื่น ๆ นอน ๆ อยู่ในบ้าน นี่แหละ ไม่ค่อยเห็นผลงานออกเผยแพร่ กำลังซุ่มเขียนงานชิ้นใหม่อยู่หรือเปล่า เปล่า ไม่ได้ซุ่มทำอะไรเลย ซุ่มดูกีฬามากกว่า (หัวเราะ) ชีวิตวัน ๆ นึง ก็หมดไปกับการดูถ่ายทอดกีฬา ทั้งดูในทีวีและในเน็ต มันมีให้ดูเกือบทุกวัน เป็นนักเขียนที่ชอบกีฬามาก ถึงกับเคยเขียนคอลัมน์กีฬามาแล้ว ตอนนั้นคุณอธิคม [อธิคม คุณาวุฒิ] เขาทำ a day weekly เขาให้โอกาส ก็เลยอยากลองดู แล้วผมก็เป็นคนชอบเสิร์ชข้อมูล สถิติเก่า ๆ ทางกีฬาอยู่แล้ว ก็เลยอยากลองเขียนแบบที่ โต้ บ้านแหลม [คอลัมนิสต์กีฬาไทยรัฐ] เขาทำ ผมชอบวิธีเขียนโดยอิงข้อมูล สถิติเก่า ๆ ของเขา เป็นคอลัมนิสต์กีฬาในดวงใจเลย แต่หลัง ๆ ผมว่าเขาเป๋ไปเยอะ หลังจากประกาศตนชัดเจนว่าชอบคุณทักษิณ เป็นแฟนคลับแมนซิตี้ ซึ่งมันก็แปลกดีที่แฟนแมนยูอย่างเขา ดันไปเป็นกองเชียร์แมนซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองอีก ชอบอะไรมากกว่ากัน ระหว่างเขียนงานวรรณกรรม กับเขียนคอลัมน์ แหม ก็ต้องวรรณกรรมสิครับ เขียนคอลัมน์มันเป็นของเล่นสนุก ฝึกมือ แต่ว่า อืมม..จะว่าฝึกมือก็ไม่ได้นะ งานคอลัมน์นี่ ทำให้เสียมือมากเลยล่ะ คนไม่เคยทำไม่รู้ มันจะต่างกับงานวรรณกรรมมาก วรรณกรรมเขียนแบบซ่อนความหมาย แต่คอลัมน์ต้องเปิดเผยความหมายชัดเจน เขียนไปมาก ๆ จะเขียนวรรณกรรมไม่เป็นเอา แต่มันก็ท้าทายดี จริง ๆ ผมก็เขียนคอลัมน์ทั้งใช้ชื่อจริง ใช้นามปากกา ไว้เยอะหลายสไตล์นะ ที่ยังไม่ได้เขียนและอยากเขียนมาก ๆ เลย คือ คอลัมน์การเมือง แต่จะเขียนแบบของผม ไม่เหมือนใคร ก็เคยเอามาลองทำเล่นในบล็อกตัวเองดู ปรากฏว่าไม่เวิร์ก คนอ่านไม่เข้าใจ หมายถึงในบล็อกโอเคเนชั่น ที่คุณเขียนประจำนี่หรือ ใช่ หลาย ๆ อัน คนตีความเป็นอย่างอื่น ผมคงเล่นสนุกคิดไปไกลเกินไป เวลาเขียนเรื่องการเมือง คนอ่านเขาคาดหวังอยากอ่านตรง ๆ โป๊ะเชะไปเลย ทักษิณเลว ไอ้หมักชั่ว อะไรเงี้ย แต่ผมอยากเล่นแบบที่ไม่มีใครเล่น ก็เลยแป๊ก แต่ก็ยังสนุกอยู่ เล่นบล็อก เล่นเน็ตอะไรเนี่ย รวดเร็วทันใจ ทันความคิดตัวเองดี แล้วเขียนหนังสือจริง ๆ จัง ๆ ก็เลิกไปเลยงั้นหรือ จะบอกว่าเลิกก็ไม่ใช่ คือมันไม่ได้เขียน เพราะอะไร หมดไฟ หมดแรงบันดาลใจ หรือเบื่อ จะว่าเบื่อก็คงใช่ เพราะผมก็เขียนมาเยอะแล้ว จนไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรอีก แต่จะให้มันเป็นเหตุผลสมบูรณ์ก็คงไม่ใช่อีกแหละ เพราะขึ้นชื่อว่านักเขียน มันต้องเขียนได้ไปจนแก่ จนตาย งานเขียนมันไม่ต้องไปแบกหามใช้แรงงานอะไร นอกจากแรงงานสมอง ซึ่งสมองผมก็ยังดีอยู่ ไม่ใช่คิดอะไรไม่ออก หมดไฟ หมดไอเดีย มันมีเรื่องให้คิดได้อยู่ทุกวัน เพียงแต่ไม่ได้เขียนออกมา ไม่รู้สึกอึดอัดเหรอ คิดแล้วไม่ได้เขียน ก็มีบ้าง แต่มันชินแล้ว (หัวเราะ) คือ ถ้าจะพูดก็ต้องย้อนไปคำตอบเมื่อกี้ ผมเขียนมาเยอะมากนะ ตอนเริ่มต้นงานเขียนใหม่ ๆ มีคอลัมนิสต์วรรณกรรม รู้สึกจะเป็นพี่อารี [อารี แท่นคำ-อดีต บก. จุดประกายวรรณกรรม] ยกให้ผมเป็นนักเขียนยอดขยันแห่งปี สองปีซ้อน ๆ เพราะผมมีงานลงตีพิมพ์เยอะที่สุด คือพูดแล้วก็ไม่ได้คุยหรอก งานเรื่องสั้นของผม ที่เขียนประมาณร้อยกว่าเรื่อง หรือมากกว่านั้นก็ไม่แน่ใจ ไม่เคยมีไม่ได้ลง เก็บทิ้งไว้ในสต็อก ทุกเรื่องได้ลงพิมพ์หมด จะบอกว่ามันน่าภาคภูมิใจแล้วสำหรับนักเขียนคนหนึ่ง ก็ได้ หรือจะบอกว่า ยุคสมัยนั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์นิตยสารมันค่อนข้างเฟ้อก็ได้ มีนิตยสารไม่รู้กี่หัว ที่รับเรื่องสั้น ไม่ได้ลงฉบับนั้น ก็โยกมาลงฉบับนี้ ถ้าเทียบกับตอนนี้ นิตยสารที่ให้ความสำคัญกับวรรณกรรมมีน้อยมาก ก็ไปว่าเขาไม่ได้ การทำนิตยสารคือการทำธุรกิจ วรรณกรรมคงไปกัน ได้ยากกับวิถีธุรกิจ อย่าว่าแต่นิตยสารเลย สำนักพิมพ์ก็ให้ความสำคัญกับวรรณกรรมน้อยมาก แทบไม่มีเลย ยกเว้นเมื่อใกล้ถึงวาระเทศกาล เทศกาลอะไร คุณรู้ไหม ซีไรท์ ใช่ พอถึงหน้าซีไรท์ ถ้าเป็นปีกวี หนังสือกวีก็ออกพรึ่บ ปีเรื่องสั้น นิยาย ก็เป็นแบบเดียวกัน แล้วจะบอกว่าวรรณกรรมมันมีความสำคัญอะไรเหลืออยู่ นอกจากเอาไปรับใช้ธุรกิจ หนังสือเล่มไหน ถูกหวยได้ซีไรท์ขึ้นมา คนพิมพ์ ก็เฮไป แต่หวยก็คือหวย มันออกเลขเดียว ใครแทงถูกก็ได้เงินไป ไอ้คนไม่ถูก อีกเป็นร้อยล่ะ ก็รอแทงงวดใหม่ไป ประเทศนี้มันก็เป็นซะยังงี้ เหตุผลนี้หรือเปล่า ที่ทำให้คุณประกาศว่า จะไม่ส่งซีไรท์อีกแล้ว ผมเคยประกาศยังงั้นเหรอ ประกาศที่ไหน เมื่อไหร่ ก็เคยอ่านในเว็บไซต์ของคุณ คุณบอกว่าจะไม่ส่งหนังสือเข้าประกวดซีไรท์อีกแล้ว อ๋อ ไอ้เว็บนั่นเหรอ เว็บที่ไม่มีคนอ่าน (หัวเราะ) ยังมีคนเข้าไปแอบอ่านอยู่แฮะ [http://pisit.thaiwriter.info/] คุณหมายถึงไอ้ที่ผมเขียนในเว็บเรื่องเกี่ยวกับซีไรท์ใช่ไหม ว่าจะไม่มีงานของผมไปยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว คืองี้ ต้องอธิบายว่า มันก็วกกลับไปหาเรื่องผมประกาศไม่ประกาศอะไรอีกแหละ เพราะในเว็บนั้น ผมเขียนระบายความในใจ อธิบายให้คนไม่เข้าใจฟัง ว่าทำไมชอบมาถามกันจัง ว่าปีนี้ มีหนังสือส่งซีไรท์ไหม ใครมาถาม ผมก็ตอบว่าไม่มี พอตอบว่าไม่มี ก็เลยกลายเป็นว่า ผมไม่มีหนังสือใหม่ออกมาใช่ไหม ผมก็เฮ้ย ตรรกะอะไรวะเนี่ย ไม่ส่งซีไรท์ เท่ากับไม่มีหนังสือใหม่ จะบ้าแล้ว คุณไม่ได้ดูเลยหรือว่า ผมมีหนังสือออกมาตั้งหลายเล่มที่ผมไม่ได้ส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรท์เลย คือผมก็อยู่ของผมเงียบ ๆ ไม่ส่งก็คือไม่ส่ง nothing ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันไม่ได้เกี่ยวกับว่า ไม่ส่งเพราะไม่ชอบ ไม่พอใจ จะประท้วงรางวัลซีไรท์อะไรเลย ไม่ได้ประกาศว่าจะไม่ส่ง ไม่เค้ย (ทำเสียงสูง) จะประกาศไปเพื่ออะไรล่ะ เพื่อโปรโมทตัวเอง ยังงั้นเหรอ ประสาท(หัวเราะ)ผมยังแปลกใจที่มีข่าวซุบซิบนินทาออกมาว่า พิสิฐประกาศจะไม่ส่งซีไรท์อีกต่อไป พอได้ฟัง ก็ได้แต่คิด ไอ้บ้าเอ๊ย...มันอะไรกันเนี่ย ผมก็เลยต้องมาเขียนลงในเว็บไซต์ บอกเป็นลายลักษณ์อักษรกันเลยว่า เลิกเดาในสิ่งที่ผมไม่ได้พูดกันได้แล้ว ผมเขียนให้เห็นกันจะจะก็ได้ว่า จะไม่มีหนังสือผมในเทศกาลซีไรท์อีกแน่นอน ล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะผมไม่ได้ส่ง แต่ผมไม่เคยไปประกาศทำเท่ที่ไหนเลยว่า ผมจะไม่ส่งซีไรท์ มันคนละเรื่องกัน ก็แปลกดี แวดวงที่ว่ากันว่า มีปัญญาล้นเหลือ บางทีเรื่องแค่นี้ ก็ทำเป็นไม่เข้าใจ งั้นถามต่อไปอีกได้ไหม ว่าทำไมถึงไม่ส่ง มีอุดมคติ อุดมการณ์อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เหรอ แหม จะเอาคำตอบให้ได้เลยใช่ไหม (หัวเราะ) ก็บอกแล้วว่ามันไม่มีอะไร ผมไม่ได้รังเกียจรางวัลหรอก คุณไปดูโปรไฟล์ในหนังสือผมก็ได้นี่ ผมเอารายชื่อรางวัลที่ผมเคยได้มาอวด ยาวเป็นหางว่าว จนเพื่อน ๆ แซวว่าเป็นนักล่ารางวัล แบบนี้จะไปมีอุดมการณ์อะไรเล่า ซีไรท์ผมก็เคยส่งนะ เล่มแรก ๆ ได้เข้ารอบสุดท้ายด้วย มีข่าวลือออกมาอีกต่างหากว่าได้ซีไรท์แน่ ๆ ผมยังจำได้เลย ปีนั้น มีนักข่าวเนชั่น โทร.มาสัมภาษณ์ผมล่วงหน้านานเป็นชั่วโมง จะได้เอาไปลงพิมพ์ทัน บอกว่าข่าววงใน ผมกับพี่ลอง [จำลอง ฝั่งชลจิตร] ชิงดำกัน สองเล่มสุดท้าย ของผมมีภาษีกว่า แต่ผลสุดท้าย ปรากฏว่า วินทร์ เลียววาริณ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน โผล่มาจากไหนไม่รู้ เอาซีไรท์ไปหน้าตาเฉย แหล่งข่าวหน้าแตกไปตามกัน ผมก็พลอยซวยไปด้วย หลงดีใจเก้อ (หัวเราะ) หลังจากนั้นมา ผมก็ไม่ได้เข็ดนะ ก็ยังส่งอีก คราวนี้ ไม่ได้เข้ารอบสุดท้ายแล้ว หายสาบสูญ แล้วเล่มหลัง ๆ ต่อจากนั้น ผมก็ไม่เคยส่งอีก สำนักพิมพ์เขาจะส่ง ผมก็บอก ขอสงวนสิทธิ์ ไม่ส่งละกัน พอแล้ว นั่นสิ ไม่เข้าใจ ทำไมถึงไม่ส่งต่อไปอีก อาจจะได้ในเล่มต่อ ๆ มา ไม่รู้เหมือนกัน (ส่ายหน้า) ผมขี้เกียจเล่น ขี้เกียจสนุกกับมันแล้วมั้ง ถ้ามันจะได้ ก็คงได้ไปแต่ครั้งแรกแล้ว คือผมไม่ได้ซีเรียสอะไรกับรางวัลนี้เลยนะ พูดตามตรง โอเคล่ะ ในครั้งแรกที่ส่ง ได้เข้ารอบ อาจจะซีเรียส จริงจัง เพราะมันเป็นอะไรที่ผมไม่เคยได้ อยากได้ คือพูดได้เป็นสองนัยยะ ถ้าผมได้ซีไรท์ไปแต่ครั้งนั้น ผมก็คงไม่ส่งอีก พอ ได้แล้ว หมดสนุกแล้ว อาจจะเหิมเกริมอยากได้รางวัลอื่นที่มันใหญ่ไปกว่านี้อีก เช่น บุ๊กเกอร์ไพรซ์ (หัวเราะ) หรือถ้าหากผม ไม่ได้ พิสูจน์สักครั้งสองครั้ง ก็พอจะได้คำตอบว่า ผมคงไม่เหมาะกับรางวัลนี้ จะไปยึดติดผูกพันอะไรกับมันนักหนา ก็เลิกเล่น ถือว่าได้เล่นไปแล้ว แต่สู้ไม่ได้ เท่านั้นเอง แสดงว่าโดยส่วนตัว ก็เป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร ใช่เลย แน่นอน ผมเป็นคนอย่างนั้นแหละ เรื่อย ๆ เปื่อย ๆ ไม่ค่อยยึดถืออะไรเป็นสรณะหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างคนในแวดวงวรรณกรรมบางคนเขาก็ ไม่ชอบผมนะ ก็รู้ เพราะผมชอบพูดว่า อย่าไปเห็นวรรณกรรมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ นักเขียนเป็นคนชั้นเทพ จะเดินเหิน พูดจา ก็ต้องให้ดูสูงส่ง เหนือกว่าชาวบ้าน ผมมองแค่ว่า วรรณกรรมมันก็เป็นงานชนิดหนึ่ง ไม่ต่างกับขายข้าวแกง หรือซ่อมจักรยาน ใครถนัดยังไงก็ทำไป ศักดิ์ศรีเท่ากัน คือบุคลิกของผมมันเป็นยังงี้มาแต่ไหนแต่ไร แก้ไม่ได้ จะให้ผมไปไว้ผมยาว ไว้หนวดไว้เครา ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อม่อฮ่อม ยืนมองดวงดาวบนท้องฟ้า อะไรงี้ ผมทำไม่เป็น บางคนเขาเลยคิดว่า ผมดูถูกคนทำงานศิลปะ ไม่เห็นคุณค่างานศิลปะอันสูงส่ง เออ...ก็แล้วแต่จะคิดไป อย่างผมนี่เรียนมาทางศิลปะโดยตรงเลยนะ คลุกคลีกับแวดวงคนทำงานศิลปะมาตั้งแต่เรียน เห็นหมด ใครเป็นศิลปิน ศิลปลอม อาจารย์ผมนี่อาจารย์ทวี รัชนีกร ที่เพิ่งเป็นศิลปินแห่งชาติเมื่อไม่นาน ผมนับถือท่านมาก ตอนที่เรียน ไม่เคยเห็นท่านทำตัวเป็นศิลปินเหนือโลก แต่งตัวแปลกประหลาดพิสดารอะไรเลย ท่านไม่เคยคุยเรื่องงานที่ทำด้วยซ้ำไป นอกจากพวกเราแอบไปอ่านเจอในหนังสือเอง ท่านทำตัวเป็นคนปกติธรรมดา โดยที่เราก็แอบคิด เออเฮ้ย...ของจริงเขาเป็นแบบนี้กันเว้ย ไม่ต้องอวด ไม่ต้องประกาศตน ผลงานที่ทำจะยืนยันให้เอง ผมว่าวัตรปฏิบัติของท่าน มีอิทธิพลต่อผมในทุกวันนี้อยู่พอสมควร ก็เลยพยายามจะแยกระหว่างตัวตนกับผลงานออกจากกัน ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เอาเป็นว่าบุคลิกผมเป็นอย่างนี้ก็แล้วกัน เขาเรียกอะไรล่ะ เป็นคนไม่มีบุคลิกเป็นผู้นำ ไม่มีความเป็นศิลปิน อะไรทำนองนี้มากกว่า ถ้านิสัยผมให้ ผมก็คงทำละนะ แบบว่า บางทีก็รำคาญตัวเองอยู่เหมือนกัน มีนะ รุ่นน้อง ๆ บางทีเขาก็อยากเข้ามาหา มาขอคำชี้นำ อยากหาลูกพี่ว่างั้นเถอะ ไอ้ผมก็อะไรไม่รู้ เป็นคนไม่ชอบมีบริวารมั้ง (หัวเราะ) ไอ้เด็ก ๆ รุ่นใหม่ที่เข้ามาหา มาครั้งสองครั้ง มันก็เบื่อไปเอง หนีหมด เพราะผมโหลยโท่ยในเรื่องการบริหารจัดการเรื่องพวกนี้มั้ง รู้สึกรำคาญที่มีคนมาวุ่นวายจุ้นจ้านชีวิตส่วนตัว อยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียว แต่พออยู่คนเดียวเข้าจริง ๆ ก็เสือกเหงาอีก อยากมีบริวาร อยากเป็นลูกพี่ใหญ่ เหมือนนักเขียนใหญ่คนอื่นเขาอีก กลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้แหละ จริง ๆ เรื่องพวกนี้ มันมีความสำคัญต่อการทำงานของคุณหรือเปล่าล่ะ แบบนักเขียนหรือศิลปินบางคน ก็ทำตัวโลว์โปรไฟล์ตลอดชีวิต แต่ใช้ผลงานทำหน้าที่แทน มีเยอะแยะไป ในหลักการก็ใช่ โดยเฉพาะนักเขียน เคยได้ยินคำนี้ไหม นักเขียนมีชื่อเป็นหน้า ดารามีหน้าเป็นชื่อ คือหน้าตาของนักเขียนอยู่ที่ผลงาน ไม่จำเป็นต้องมีใครรู้จักหน้าค่าตาตลอดชีวิตเลยก็ได้ ผิดกับดารา ที่ต้องโชว์หน้าให้คนเห็น แต่โดยความเป็นจริง นักเขียนสมัยนี้ นอกจากเขียนแล้ว ยังต้องทำตัวเป็นมิตรที่ดีกับผู้อ่าน ต้องหมั่นออกบู๊ธโชว์ตัว ขึ้นอภิปราย แจกลายเซ็น ทำให้เหมือนดารา แต่คุณไม่ชอบวิธีการอย่างนั้น? ไม่ได้ไม่ชอบว่ามันไม่ดี แต่ผมเป็นคนขี้เบื่อ ขี้เกียจกับเรื่องพวกนี้ จริง ๆ ผมก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้น ไม่อยากสุงสิงกับใคร คุยกับใครไม่รู้เรื่อง หรือไม่มีใครคบนะ เพื่อนฝูงในแวดวงผมก็เยอะแยะ แต่ก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่า ผมไม่ค่อยตอบรับขับสู้ เวลามีใครมาเชิญไปขึ้นเวทีอภิปราย พูดคุยกับนักเรียน นักศึกษา นักอ่าน ถ้าคนเชิญไม่สนิทกันจริง ๆ หรืออยู่ไกลเกินไป ผมก็มักจะเซย์โน หาเหตุมีธุระมาอ้าง จนเขาคงรู้กันไปทั่วแล้ว ว่าผมเชิญยาก เล่นตัว ก็เลยไม่ได้โผล่หน้าไปโชว์กับเขาสักเท่าไหร่หรอก คือมันขี้เกียจมาก ๆ เรื่องพวกนี้ เป็นนิสัยส่วนตัว จะไปก็คือ ขัดไม่ได้ เป็นเพื่อนสนิทกันมาก ๆ อย่างปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ปริทรรศ [ปริทรรศ หุตางกูร] เขาจัดงานที่ราชภัฏนครศรีธรรมราช เขาก็บอก พิสิฐ ไปให้ได้นะ เป็นงานใหญ่ เชิญพี่เนาว์ [เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์] มาด้วย ผมก็ เออ...ไปก็ไป ได้เจอพี่เนาว์ด้วยก็ดี ลูกพี่ใหญ่ผมในทางการเมือง (หัวเราะ) กำลังจะถามเรื่องการเมืองพอดีเลย คุณมีความคิดยังไงเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ อืมม ไม่ค่อยอยากตอบเท่าไหร่แฮะ เรื่องนี้ คือจริง ๆ ถ้าติดตามพฤติกรรมของผมมา ก็จะรู้ว่าผมมีข้าง ไม่ได้เป็นพวกอยู่ตรงกลางเป็นริบบิ้น สีขาวแน่นอน (หัวเราะ) แต่เวลาแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ ลำบากนะ อันตราย ตัวอย่างศรรามก็เห็นแล้ว เละเป็นโจ๊ก (หัวเราะ) ผมว่าผมไม่พูดดีกว่า ผมเป็นยังไงก็เห็น ๆ กันอยู่ ดูเอาเองละกัน แล้วถ้าจะแสดงความเห็นแบบกลาง ๆ ล่ะ ทำไม่ได้หรือ ไอ้ทำน่ะทำได้อยู่หรอก แต่บอกตามตรง ผมไม่อยากดัดจริต เหมือนพวกริบบิ้นสีขาวน่ะ (หัวเราะ) ผมชอบคำพูดของคุณอธิคม [อธิคม คุณาวุฒิ บก.นิตยสาร WAY] ที่ว่า การเมืองเวลานี้ มันเลวร้ายตรงที่มันมาคุกคามความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน คือไม่ต้องไปคิดไกลถึงว่า อำนาจรัฐคุกคามสื่อ สื่อถูกเซนเซอร์ทั้งทางตรงทางอ้อมอะไรหรอก แต่การเมืองเวลานี้ มันทำให้เราต้องมาเซนเซอร์ตัวเอง เวลาจะพูดกับใคร ต้องมองดูหน้าก่อน ว่ามึงสักหน้าผากเป็นฝ่ายพันธมิตร หรือเป็นฝ่ายทักษิณ ผมเห็นด้วยกับคุณอธิคม ว่ามันน่ากลัวมาก คุณไม่สามารถจะพูดอะไรเกี่ยวกับการเมืองได้เลย ในหมู่เพื่อน ญาติพี่น้อง คนรู้จัก มันทำลายสัมพันธภาพของคนไทยไปหมดแล้ว แล้วคิดว่า เรื่องนี้จะมีทางออกหรือจุดจบอย่างไร ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน นึกไม่ออกจริง ๆ เพราะมันตึงเครียดเลวร้ายอย่างนี้มาหลายปีแล้ว นึกอยากจะให้ตื่นขึ้นมาแล้วทุกอย่างมันหายไป ไม่มีฝ่ายเกลียดทักษิณ รักทักษิณ อีกต่อไป มีสิทธิ์เป็นไปได้ไหม ในความเห็นของคุณ ยาก (ส่ายหน้า) ความเกลียดชังมันเจริญเติบโตไปไกลแล้ว เพื่อนกัน ไม่มองหน้ากัน คนเคยรู้จักกลายเป็นคนเกลียดกัน มันไม่เหมือนเชียร์แมนยู หรือลิเวอร์พูลนี่ จะได้โมโหโกรธเกลียดกันแค่ข้ามคืน แต่ เออ จะว่าไป ไอ้เรื่อง การเมืองบ้าบอตอนนี้ มันก็ไม่ได้ต่างกับการเชียร์บอลหรอกนะ เพียงแต่มันดันสถาปนาเป็นเรื่องความดี ความชั่ว กลายเป็นคนรักทักษิณเลว ไม่รักทักษิณดี ในฝ่ายตรงข้ามเขาก็คิดอย่างนั้นในมุมกลับเหมือนกัน ต้องลองคิดเหมือนเชียร์บอลละท่าจะดี เกลียดแมนยูเป็นขี้ เทิดทูนลิเวอร์พูลล้นฟ้า แต่ก็อยู่กันได้ อยู่กันไป อย่างนี้คงดี นี่ก็เป็นแนวคิดแบบพวกริบบิ้นสีขาวนะ ไหนว่าไม่ชอบ (หัวเราะ) เอ้า ก็อยากให้ผมแสดงความเห็นแบบกลาง ๆ ไม่ใช่เหรอ ก็ต้องพูดแบบนี้แหละ สร้างสรรค์ดีไม่ใช่เหรอ จะให้พูดแบบไม่สร้างสรรค์ก็ได้นะ คือ มันต้องให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปข้างเลย เรื่องมันถึงจะจบ เกลียดกันนักก็ฆ่ากันให้เลือดนองท้องช้างไปเลย ฝ่ายชนะก็ได้ชูธงไป ฝ่ายแพ้ก็ต้องเจียมกะลาหัว จะเอากันอย่างนั้นไหมล่ะ ยุคต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ก็จบลงแบบนี้มาแล้ว ยกพวก ตีกันให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ฝ่ายแพ้ก็มุดหัวหนีไปสักระยะ กลับมาอีกทีก็ลืม ๆ กันไปแล้ว คิดว่าจะเลวร้ายไปถึงขั้นนั้นไหม ไม่ทราบ มันทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ คาดเดากับประเทศนี้ลำบาก ถามเรื่องอื่นดีกว่าฮะ คุยเรื่องการเมืองแล้วผมเครียด ไม่สนุกที่จะตอบ กลับมาเรื่องวรรณกรรมก็ได้ คุณคิดยังไงกับวงการวรรณกรรมในประเทศนี้ โดยเฉพาะวรรณกรรมประเภทที่ว่าเป็นวรรณกรรมซีเรียส ขายยาก จะยังมีที่อยู่ที่ยืนไปได้อีกไหม ก็เห็นล้ม ๆ ยืน ๆ กันมาตลอด โดยเฉพาะเวลาเมา (หัวเราะ) เรื่องวรรณกรรมนี่ ผมอาจคิดไม่เหมือนคนอื่น อย่างคนวรรณกรรมส่วนใหญ่ เขามักจะคิดกันแต่ว่า ทำยังไงถึงจะเปิดพื้นที่วรรณกรรม ให้มีคนอ่านเยอะ ๆ หนังสือขายได้ นักเขียนอยู่ได้ แต่ผมกลับมองไปถึงตอนเป็นเด็ก ที่เราได้อ่านหนังสือดี ๆ จนรักการอ่านมาตราบเท่าทุกวันนี้ ผมยังนึกไม่ออกเลยว่า หนังสือดี ๆ ที่ผมอ่านตอนเด็ก ผมเคยเสียเงินซื้อสักเล่มหรือเปล่า คงไม่แน่ ๆ เพราะผมคงไม่มีเงินมาซื้อหนังสือเองหรอก ก็เลยมาคิดแบบของผมว่า หนังสือมันมีไว้ให้อ่านนี่หว่า ไม่ได้มีไว้ขาย ไอ้ที่ขายได้ มันไม่ใช่หนังสือ มันคือสินค้า เพราะฉะนั้นแค่คิดอยากให้หนังสือขายได้ ก็คิดผิดแล้ว น่าจะต้องคิดใหม่ ว่าหนังสือมีไว้อ่าน ไม่ได้มีไว้ขาย แต่มันก็ต้องมีต้นทุนในการผลิตหนังสือ และแรงงานสมองของนักเขียน ก็ควรได้รับผลตอบแทน ไม่ใช่หรือ แล้วคนผลิตหนังสือเขาอยากผลิตหนังสือประเภทวรรณกรรมหรือเปล่าล่ะ ต้องตีโจทย์ข้อนี้ก่อน หนังสือที่วางอยู่ในแผงทุกวันนี้ มีสภาพเป็นสินค้า ทั้งนั้น มีต้นทุนการผลิต มีการคำนวณกำไรขาดทุน อาจรวมไปถึงวิเคราะห์ตลาด ผู้อ่านก่อนอีกต่างหาก กว่าจะพิมพ์ออกมาเล่มหนึ่ง แล้วเวลาเขาจะพิมพ์วรรณกรรมออกมาสักเล่มนึง ก็คิดแล้วคิดอีก ส่วนใหญ่ก็หนักไปทางไม่พิมพ์ หรือไม่ก็พิมพ์เมื่อเวลาประกวดซีไรท์อย่างที่ว่า ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ตลาดสินค้าหนังสือในปัจจุบัน ไม่ได้ต้องการงานวรรณกรรมไปรกสต็อกเขาเลย เป็นไส้ติ่งส่วนเกิน ที่นาน ๆ เขาจะหันมาสนใจที แล้วนักเขียนแนวนี้ยังจะอยากดิ้นรน ในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ อยากให้หนังสือขายได้ อยากมีชีวิตอยู่ด้วยการเขียนหนังสือขายอีกเหรอ เลิกคิดกันได้แล้ว แล้วจะให้นักเขียนทำยังไง เลิกเขียนไปเลยงั้นเหรอ อยากเลิกก็เลิก ไม่อยากเลิกก็ฝันเพ้อกันต่อไป (หัวเราะ) ก็บอกแล้วว่าผมคิดไม่เหมือนชาวบ้านหรอก เรื่องนี้ ลองนึกดูดี ๆ คุณอาจจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูดก็ได้ นึกดูสิ ตอนคุณเริ่มเขียนใหม่ ๆ คุณต้องการอะไร ก็หวังแค่อยากมี ชื่อเสียง ได้เห็นชื่อตัวเองลงในหน้านิตยสาร ได้พิมพ์รวมเล่ม ก็พอใจแล้ว พอต่อ ๆ มา ชื่อเสียงอย่างเดียวชักไม่พอ อยากมีตัวตน มีคนยอมรับ รู้จักชื่นชมอีก ไอ้เรื่องนี้ก็ไม่ยาก หมั่นตอบรับคำเชิญไปอภิปราย ปาฐกถา ตามสถาบันต่าง ๆ เข้าสิ ครูบาอาจารย์หมวดวิชาภาษาไทย ยินดีต้อนรับพวกคุณกันทั้งประเทศอยู่แล้ว ทีนี้ชื่อเสียงก็มี ตัวตนก็มี ก็อยากจะได้เงินทองรองรับชื่อเสียงและตัวตนที่คุณมีไปอีก ผมว่าคุณขอมากเกินไปแล้วนะ ถ้าอย่างนั้น ไปเขียนหนังสือฮาวทู ลับเฉพาะเจาะใจชายหญิง อะไรพวกนี้ไปเลยสิ ได้เงินแน่ ๆ เอาไหม พวกคุณ ก็ไม่เอา อยากรวยจากวรรณกรรมอ่านยากขายยาก อย่างนี้ก็จนใจ ช่วยไม่ได้จริง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องยอมรับโดยดุษณีว่า งานแนววรรณกรรม ก็จะไม่มีที่อยู่ที่ยืนในประเทศนี้ตลอดไป มันก็มีที่อยู่ที่ยืนของมัน เพียงแต่ไม่ได้กว้างขวางโอ่โถงอะไรนัก ก็อยู่กันไปสิ อย่าคิดไปไกลมาก เหมือนอย่างที่ผมบอก ลองนึกทบทวนกันดูดี ๆ ว่า แต่แรกนั้น คุณต้องการอะไรจากมัน แล้วถึงตอนนี้ ความต้องการของคุณ มันเลยจุดที่เป็นจริงไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ถ้าคิดกันได้ อาจจะไม่ต้องทุรนทุรายกันมาก ว่าหนังสือขายไม่ได้ ไม่มีคนพิมพ์ ไม่ต้องไปเรียกร้องอะไรมากหรอกครับ ลองย้อนกลับมานึกถึงตัวเอง ว่าต้องการอะไรจากการเขียนงานวรรณกรรมกันแน่ งั้นย้อนมาที่ตัวคุณเอง แสดงว่าคุณคิดได้แล้วใช่ไหม ว่าต้องการอะไรจาก งานเขียนของตัวเอง ก็เข้าใจว่าคิดได้นะ ถึงจะไม่หมดจดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็พยายามคิด คิดให้เชื่อให้ได้ว่า เราเขียนเพราะอยากเผยแพร่ความคิดตัวเอง โอเคล่ะ อยากมีชื่อเสียง มีคนยอมรับ ไม่ใช่บุคคลนิรนามของประเทศด้วยแหละ อันนี้มันเป็นกิเลสพื้น ๆ ของคนทั่วไป คนเขียนหนังสือก็คนเดินดินกินข้าวราดแกง มีกิเลสไม่ต่างจากคนอื่น ๆ อย่ามาบอกเลยว่า เขียนหนังสือเพื่อชำระจิตใจ ค้นหาจิตวิญญาณหรือการหลุดพ้นแห่งมวลมนุษยชาติ อันนั้นเป็นภาระของนักบวชแล้วล่ะ ไม่ใช่เรื่องของคนทำงานศิลปะ เอาว่าผมคิดได้แค่นี้ ผมก็สบายใจ ปล่อยวางไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว ไม่ต้องมาทนแบกความทุกข์ว่า หนังสือกูทำไมขาย ไม่ได้วะ หรือเสนอไปที่ไหนก็ไม่มีคนพิมพ์ให้วะ เหมือนอย่างที่ผมทำเว็บไซต์ ส่วนตัว เอางานที่เคยรวมเล่มมาให้อ่านกันฟรี ๆ ไม่ต้องซื้อต้องหา [http://pisit.thaiwriter.info/] ผมก็ตอบโจทย์ผมได้ข้อหนึ่งละ ว่าไอ้ที่สาระแนพูด หนังสือไม่ได้มีไว้ขาย มีไว้อ่าน ผมทำให้เห็นได้จริง ๆ เอาสิ ไม่ต้องซื้อ เปิดเน็ต อ่านไปเลย อ่านกันให้ตาแฉะไปเลย ใครไม่ทำ ผมทำ เอากันอย่างนี้เลย แล้วผลตอบรับจากการทำหนังสือออนไลน์ให้อ่านฟรี เป็นอย่างไร ดีไหม ไม่มีคนอ่าน (หัวเราะ) หรืออาจจะมีก็ไม่รู้นะ ผมดูจากสมุดเยี่ยม ก็มีคนมาให้คอมเมนต์เยี่ยมเยียนไม่กี่คน แต่เขาอาจจะอ่านแล้วก็เฉย ๆ ก็ได้ เป็นแสน ๆ คน (หัวเราะ) นั่นก็ตอบโจทย์ผมได้ข้อหนึ่งเหมือนกัน ว่าคนสนใจวรรณกรรมมีน้อย แต่น้อยมากก็ไม่ได้เป็นประเด็นหรอกนะ ผมกะว่าจะทำต่อไปอีก ตอนนี้รวบรวมไว้อีกสองเล่ม เป็นรวมเรื่องสั้นชุดใหม่ จะทำคล้าย ๆ พ็อกเก็ตบุ๊คทั่วไปเลย คือ มีปก ตั้งชื่อปก ออกแบบให้สวยไปเลย แต่มันติดขัดอยู่ที่ ผมทำส่วนที่เป็นออนไลน์ไม่เป็น ต้องรอให้เพื่อนอีกคนช่วยจัดการให้ ซึ่งก็เกรงใจเขา เพราะทำให้กันฟรี ๆ ไม่มีค่าตอบแทน ต้องรอโอกาสเหมาะ ๆ เขาว่างก่อน ถึงจะไหว้วานให้ช่วยทำ แต่คงไม่นานนี้หรอก ผมก็อยากเห็นหนังสือเล่มใหม่ของผมเหมือนกันนะ ตื่นเต้น (หัวเราะ) แสดงว่าไม่คิดจะเสนอพิมพ์กับสำนักพิมพ์อีกแล้ว จะเอามาทำออนไลน์ให้อ่านหมดเลย ก็ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนเสนอตัวมานี่ (หัวเราะ) ผมไม่เสนองานให้สำนักพิมพ์มานานแล้วนะ ครั้งสุดท้ายนี่ ก็รู้สึกจะสามสี่ปีมาแล้ว หลังจากนั้นมา ก็คิดว่า ถ้าใครอยากพิมพ์งานผม ก็กริ๊งมาหาสิ คุยกันได้ คุยกันถูกคออาจจะให้พิมพ์ฟรีไม่คิดค่าลิขสิทธิ์เลยด้วยซ้ำ แต่ไม่มีหรอก เงื่อนไขผมเยอะ อย่างพิมพ์แต่ไม่ส่งซีไรท์งี้ สำนักพิมพ์ไหนจะยอม ก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครสนใจ ผมก็สนใจตัวเอง คำถามสุดท้าย ถึงจะไม่ส่งซีไรท์ แต่ยังลุ้นซีไรท์อยู่ไหม เพิ่งประกาศหนังสือเข้ารอบ 9 เล่มสุดท้ายออกมา คิดว่าจะเชียร์ใครไหม ลุ้นสิ ทำไมจะไม่ลุ้น สนุกจะตาย ปีก่อน กวี ก็ลุ้น แต่ไม่เหนื่อย เพราะเพื่อน ๆ กันเข้ารอบเกือบทั้งนั้น มนตรีได้ไป [มนตรี ศรียงค์ โลกในดวงตาข้าพเจ้า] ผมก็โอเคเลย หมอนี่ยิ่งเด็กใต้ ใจกว้าง เลี้ยงไม่อั้น ผมเมาไม่เป็นผู้เป็นคนเลย ตอนมนตรีได้ซีไรท์ ปีนี้ ซีไรท์เรื่องสั้น ก็มีเพื่อน ๆ เข้ารอบหลายคน อย่างศิริวรเนี่ย [ศิริวร แก้วกาญจน์ ข่าวการหายไปของอาริญาและเรื่องราวอื่น ๆ]ผมเชียร์มากเลย เมื่อไหร่มันจะได้สักทีวะ (หัวเราะ) เห็นทำสถิติเป็นซีรองมาหลายสมัยแล้ว จะสู้กับประชาคมหรือไง เออ...อย่างประชาคม ปีนี้ก็ไม่เข้ารอบแฮะ แปลก สงสัยยอมแพ้ ยกตำแหน่งซีรองให้ศิริวรไปแล้ว (หัวเราะ) อนุสรณ์นี่ก็เพื่อนกัน [อนุสรณ์ ติปยานนท์ - เคหวัตถุ]แต่ไม่รู้ว่าได้ซีไรท์แล้ว จะตามตัวเจอหรือเปล่า ก็ลุ้นอยู่ละนะ มีใครอีกละ อ้อ ทัศนาวดี [ทัศนาวดี - หมู่บ้านแอโรบิก] นี่เสี่ยวกันเลย คนอีสานบ้านเดียวกัน จริงๆเขากับผมอยู่ใกล้กันมาก ดอนเมืองกับราชภัฏพระนคร แต่ปี ๆ นึงแทบไม่ได้เจอกัน ไม่รู้มันจะงานยุ่งเก็บตัวอะไรนักหนา ก็หวั่น ๆ อยู่เหมือนกันว่า ถ้าเกิดได้ซีไรท์ จะหาตัวเจอหรือเปล่า ต้องไปดักรออยู่หน้าบ้านเลย (หัวเราะ) คนอื่น ๆ ก็ซี้กันทั้งนั้น พี่ลอง [จำลอง ฝั่งชลจิตร - เรื่องบางเรื่องเหมาะที่จะเป็นเรื่องจริงมากกว่า] พี่แต [สนั่น ชูสกุล - บริษัทไทยไม่จำกัด] นี่ก็พี่รัก วัชระ [วัชระ สัจจะสารสิน - เราหลงลืมอะไรบางอย่าง] นี่ก็น้องรัก ที่เอ่ยชื่อมา ใครได้ซีไรท์เสร็จผมหมด เชียร์ยกกลุ่มเลย ไม่รู้จักอยู่แค่สองคนเอง แช่งให้ ไม่ได้ละกัน เพราะได้ไป ผมก็ไม่มีผลประโยชน์ด้วย เฮ้ย...คุณต้องรู้นะ อันไหนผมพูดเล่น พูดจริง (หัวเราะ) อย่าเอาไปลงล่ะ
|