
พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ส.ส.สหรัฐอเมริกาก็ได้ร่วมลงมติช็อคโลกเศรษฐกิจโดยการไม่ผ่านร่างกฎหมายแผนฟื้นฟูวิกฤตการเงินในสหรัฐที่ถูกเสนอโดยรัฐบาลจอร์จ บุชในวงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 24 ล้านล้านบาท ในสหรัฐอเมริกานั้น เมื่อรัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องนำเงินภาษีของประชาชนจำนวนมหาศาลออกมาใช้ โดยเฉพาะในครั้งนี้ที่จะนำไปใช้อุ้มธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะการไปซื้อหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน รัฐบาลจำเป็นต้องร่างแผนฟื้นฟูออกมาเป็นกฎหมาย เพื่อผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน คะแนนเสียงคัดค้าน ต่อร่างกฎหมายนี้เมื่อเทียบกับคะแนนเสียงสนับสนุนอยู่ที่ 228 ต่อ 205 แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือในคะแนนเสียงที่ไม่เห็นด้วยนั้น ส.ส.จากพรรครัฐบาล (รีพับลิกัน) ถึง 133 เสียงลงมติสวนกับสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากพรรคเดียวกันเป็นคนนำเสนอ ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลไม่ควรนำเอาเงินภาษีของประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาใช้อุ้มความผิดพลาดของธุรกิจยักษ์ใหญ่เหล่านี้ เป็นอันว่าข้อเสนอของรัฐบาลเป็นอันต้องล้มพับไป และต้องมีการกลับไปทบทวน ทำแผนการใช้เงินงบประมาณให้รัดกุม มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนอเมริกันโดยรวมมากขึ้น แล้วค่อยมานำเสนอและลงมติใหม่ในภายหลัง (น่าจะเป็นวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคมนี้) เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ส.ส.ไทยไม่เคยลงมติสวนพรรค ไม่เคยมีความคิดเป็นของตนเอง ไม่เคยรับฟัง และนึกถึงผลประโยชน์ของประชาชนผู้เสียภาษีที่เป็นคนเลือกพวกเขาเข้ามา จะมีบ้างที่ทำอะไรสวนมติพรรคก็ล้วนเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มของตนเองเสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น กรณี ส.ส. 12 งูเห่าของพรรคประชากรไทยในอดีต หรือการไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อตีรวนให้ขาดองค์ประชุมเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับกลุ่มของตนเอง จะเห็นได้ว่า ส.ส. ของสหรัฐมีเสรีภาพ (Freedom) ในทางความคิด ตัดสินใจ และในการลงมติ ซึ่งแตกต่างจากผู้แทนของไทยอย่างสิ้นเชิง ที่ท่ามีการลงมติเรื่องที่ต้องมีการใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงเป็นการมานั่งเกี้ยเซี้ยแบ่งสันปันส่วนกันว่าแต่ละกลุ่ม แต่ละคนจะได้ส่วนแบ่ง ได้ผลประโยชน์เข้าพกเข้าห่อส่วนตัวมากน้อยแค่ไหนจากงบประมาณก้อนใหญ่ขนาดนี้ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือการยกมือสนับสนุนข้อเสนอของรัฐบาลเป็นฝักถั่วเท่านั้น ซึ่งเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นแบบนี้ในรัฐสภาของไทยคือสิ่งที่เราไม่ต้องการอย่างยิ่งในระบบการเมืองใหม่ เราต้องการเสรีภาพทางความคิดของผู้ที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ เพื่อที่จะเข้ามาคานอำนาจของรัฐบาล ไม่ใช่เป็นกลุ่มเดียวกัน ที่จะเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเช่นในปัจจุบันนี้ และที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องการเสรีภาพที่มากกว่าที่เป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกาเช่นในปัจจุบันนี้ ส.ส.สหรัฐอาจจะมีเสรีภาพในความคิด ในการลงมติ แต่พวกเขารวมทั้งคนอเมริกันไม่ได้มีเสรีภาพจากระบบที่ล้มเหลว นั่นคือพวกเขายังคงตกเป็นทาสในระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกัน เพราะในที่สุดแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลสหรัฐก็ยังคงจะต้องผ่านร่างกฎหมายเพื่อนำเงินจำนวนมหาศาลออกมาอุ้มภาวะวิกฤตเศรษฐกิจให้ระบบยังคงตัวอยู่ได้ ชะลอการเกิดวิกฤตออกไป หล่อเลี้ยงให้ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และฟองสบู่ในระบบเครดิตยังคงตัวอยู่ได้ เพราะระบบเศรษฐกิจของสหรัฐจะคงอยู่ไม่ได้ถ้าสิ่งเหล่านี้ต้องแตกสลายไป แผนฟื้นฟูวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ได้เข้าไปแก้ที่จุดที่เป็นต้นตอของปัญหา นั่นคือ ความต้องการการบริโภคที่ไม่มีความรู้เท่าทัน (Unskilled Consumerism) ความต้องการการบริโภคที่ยึดติดอยู่เพียงแต่กับวัตถุ (Materialism) หรือการบริโภคที่ขาดการพิจารณาโดยใช้ปัญญา (Wisdom) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แสดงธรรมบรรยายที่เตรียมไว้ใช้ในการประชุมวิชาการ The 2nd International conference of the Buddhist Economics Research Platform ในหัวข้อ Buddhist Economics ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยผมสามารถสรุปใจความบางส่วนได้ว่า เศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยมกระแสหลักมองว่าปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจคือ ความต้องการการบริโภคมีไม่จำกัด แต่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัดและขาดแคลน ดังนั้นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีต้องเข้ามาจัดสรรและกระจายทรัพยากรที่ขาดแคลนนี้เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ ซึ่งจากประสบการณ์ตลอด 200 300 ปีที่ผ่านมาระบบทุนนิยมเสรีก็ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ ประชากรบางส่วนยังคงอดอยาก วิกฤตเศรษฐกิจก็ยังคงเกิดขึ้น แต่ถ้าเรามองแบบเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ หรือตามแนวพระราชดำริห์เศรษฐกิจพอเพียง ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะในทางพุทธการบริโภคต้องจำแนกเป็น 2 ประเภท คือ การบริโภคแบบมัวเมา (Unskilled-Consumerism) กับการบริโภคแบบรู้เท่าทัน (Skillful Consumerism) การบริโภคแบบมัวเมาคือการบริโภคที่ยึดติดกับวัตถุ (Materialism) เกิดความไม่รู้จะพอ (Unlimited Need) และขาดความมีอิสรภาพ เพราะผู้คนที่มัวเมากับการบริโภคแบบนี้จะตกเป็นทาสของวัตถุ เกิดความยึดติดในวัตถุ เมื่อขาดสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างก็อยู่ไม่ได้ หรืออยู่ได้อย่างเป็นทุกข์ เกิดการบริโภคด้วยความละโมบ อยากมีอยากได้ มีแล้วก็อยากจะมีเพิ่ม ขาดปัญญาในการพิจารณาสิ่งต่างๆ และเมื่อเป็นเช่นนี้ทรัพยากรเท่าใดก็มีไม่เพียงพอ ระบบที่คงอยู่บนรากฐานความคิดเช่นนี้จะคงอยู่ไม่ได้ในระยะยาว ในขณะที่เศรษฐศาสตร์แนวพุทธเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์ (Human Development) เพื่อให้เกิดเป็นการบริโภคแบบที่ 2 คือ การบริโภคแบบรู้เท่าทัน (Unskilled Consumerism) ความต้องการแบบนี้เป็นความพอเพียง ความรู้จักพอ (Limited and Sufficiency Need) บริโภคโดยไม่เบียดเบียน เกิดความมีอิสรภาพเพราะไม่ต้องไปผูกติดยึดติดอยู่กับวัตถุ ใช้ของเท่าที่มี พอใจเท่าที่ได้ แล้วพัฒนาต่อให้มีมากขึ้น พอใจมากขึ้นด้วยความไม่ประมาทและรู้เท่าทัน เพื่อให้เข้าสู่เป้าหมายคือ การอยู่ร่วมกันของคน, สังคม และสิ่งแสดล้อมในสภาพที่สุขสมบูรณ์ ในสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยกระบวนการพัฒนาปัญญา ดังนั้นในระบบเศรษฐกิจพอเพียง มนุษย์ไม่ได้บริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการทางวัตถุให้มากที่สุด มนุษย์ไม่ได้บริโภคเพียงเพื่อจะมีชีวิตอยู่ แต่มนุษย์บริโภคอย่างรู้เท่าทัน อย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาตนเองให้เกิดปัญญา (ความฉลาดรู้เท่าทัน พร้อมกับมีศีลธรรมดีงาม) ทุนนิยมสหรัฐสอนให้ทุกคนผลิตให้มากที่สุด บริโภคให้มากที่สุด เพื่อความพอใจสูงสุด สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ผ่านทางการกู้เงิน การเป็นหนี้ และการสร้างฟองสบู่ในตลาดเดครดิต ความละโมบทำให้ความฉลาดที่จะสร้างตลาดอนุพันธ์ (Derivative market) ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการกระจายและลดความเสี่ยง ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร ซึ่งกลับเพิ่มความเสี่ยง และนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการเงินเช่นในปัจจุบัน (เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติมเรื่องสาเหตุของวิกฤตการเงินสหรัฐ ดู http://mblog.manager.co.th/piti31) ในกรณีของประเทศไทย เพราะกว่า 80% ของ GDP (ผลผลิตที่เราผลิตได้) เราผลิตเพื่อส่งออก ดังนั้นเมื่อสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่มีปัญหาเราส่งออกไม่ได้ เราก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะเราขาดอิสรภาพ แต่ถ้าเราทำตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เราควรผลิตเพื่อใช้ในประเทศให้เพียงพอเสียก่อน เหลือจึงส่งออก สิ่งใดที่ต้องนำเข้าก็พยายามสร้างเองในประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ในประเทศ เกิดการสร้างเทคโนโลยี และเป็นการลดภาวะพึ่งพิง ถ้าทำได้อย่างที่พ่อหลวงทรงแนะนำ วิกฤตต่างประเทศจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่ต้องกลัวผลกระทบ ดังนั้น เมื่อเราจะมีระบบการเมืองใหม่แล้ว ภายใต้ภาวะที่ระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกันกำลังล่มสลาย ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ยึดตามแนวเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ และเศรษฐกิจพอเพียง สร้างอิสรภาพทางการบริโภคโดยใช้ปัญญาเพื่อป้องกันวิกฤตจึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุด |
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |