
พิมพ์หน้านี้
|
แม้ว่าหลายๆ ท่านจะออกมาร่วมยินดีกับการได้รับชัยชนะในศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐของคุณ Barack Obama ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากหลายๆ ท่านพิจารณาว่า นี่คือโอกาสที่แสดงให้เห็นว่าแนวคิดของคนอเมริกันได้เปลี่ยนไปแล้ว คนอเมริกันยอมรับความเท่าเทียมกันของคนต่างสีผิว ต่างเผ่าพรรณมากขึ้น คนอเมริกันต้องการการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะใน 3 เรื่องหลัก คือ 1) นโยบายเศรษฐกิจ; 2) นโยบายเรื่องความมั่นคงของชาติและการทำสงครามนอกสหรัฐ และ 3) นโยบายสิ่งแวดล้อม, ปัญหาโลกร้อนและภาวะเรือนกระจก ซึ่งน่าจะส่งผลดีกับภาวการณ์ต่างๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในโลกของเรามากขึ้น ชัยชนะของพรรคเดโมแครต ถูกมองว่าเป็นการชัยชนะของชนชั้นกลางค่อนไปทางระดับล่างของสังคมอเมริกัน นโยบายของ Barack Obama ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการหาเสียงนอกจากคำขวัญที่ว่า We Need Change แล้ว ก็ล้วนเป็นนโยบายที่ถูกอกถูกใจคนทำงานในภาคการผลิตแท้จริงของสหรัฐทั้งสิ้น 4 นโยบายหลักของ Barack Obama ก็คือ 1) แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อนโดยใช้กลไกตลาด เช่น การสนับสนุนให้มีการซื้อขาย Carbon Credit ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่ต้องใช้เงินจากผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน; 2) การลงทุนหาพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก โดยประกาศว่าในการลงทุนและในอุตสาหกรรมนี้จะทำให้เกิดการจ้างงานในสหรัฐกว่า 5 ล้านตำแหน่ง; 3) นโยบายสุขอนามัยแบบรัฐสวัสดิการ ที่เน้นการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการระบบ Medicare ระบบใหม่ที่จะทำให้ผู้ที่มีฐานะปานกลางและล่างมีระบบสวัสดิการที่ดีขึ้น และ 4) นโยบายทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่เน้นให้สหรัฐกลับเข้าสู่ภาคการผลิตแท้จริง (Production Based Economy) อีกครั้ง หลังจากที่สหรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นการเก็งกำไร (Speculation Based Policy) มาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 และเป็นที่มาของปัญหาฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์, ปัญหาฟองสบู่ในตลาดเครดิต และสุดท้ายเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เช่นในปัจจุบันนี้ เนื่องจากการเก็งกำไรที่มากเกินไปในตลาดตราสารอนุพันธ์ที่ไม่ยืนอยู่บนฐานเศรษฐกิจแท้จริง Barack Obama ประกาศว่าจะไม่สนับสนุนและอาจจะมีมาตรการลงโทษ เช่น ใช้มาตรการทางภาษี หรือการงดเว้นสิทธิพิเศษทางภาษีและการส่งเสริมการลงทุนกับผู้ประกอบการสหรัฐที่ดำเนินกิจการโดยการจ้างผู้ผลิตในต่างประเทศ เช่น ในจีน ในอาเซียน ในลาตินอเมริกา มารับเหมาช่วงมาทำการผลิต (Outsourcing Subcontractors) เพื่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับคนสหรัฐ และจะมีการทบทวนบทบาทและนโยบายของสหรัฐในเวทีองค์กรการค้าโลก และการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTA) เช่น เขตการค้าเสรีกับเกาหลีใต้ และ เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เพื่อสกัดกั้นสินค้าราคาถูกนำเข้าโดยไม่มีมาตรการปกป้อง แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการชาวไทยอย่างแน่นอน บริษัทสหรัฐที่เคยมาจ้างผู้ประกอบการไทยให้ผลิตสินค้าให้ก็คงจะมีจำนวนที่ลดลง ประกอบกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐและลุกลามไปทั่วทั้งโลกซึ่งจะส่งผลให้สินค้าส่งออกของไทยในปี 2552 มีการคาดการณ์ยอดการส่งออกที่ลดลงกว่า 1 ใน 3 ผู้ส่งออกหลายๆ ท่านอาจพิจารณาว่าไม่เป็นปัญหา เพราะต้นทุนในประเทศไทยต่ำกว่ามาก ถ้านโยบายของ Barack Obama ทำได้จริงๆ เรื่องที่ว่าต่อไปสหรัฐจะเน้นผลิตแบบ Made in USA ต้นทุนแรงงานที่สูงกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าแรงในประเทศไทย ก็ยังคงทำให้สินค้าส่งออกของไทยราคาถูกกว่าสินค้า Made in USA ในสายตาของคนอเมริกันอยู่ดี และเมื่อผู้บริโภคที่จนลงเนื่องจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ยังคงมีสิทธิเลือกของดีราคาถูก สินค้า Made in Thailand ก็ยังน่าจะขายได้ สหรัฐจะใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรสินค้านำเข้ามากีดกันก็คงไม่ได้ เพราะเป็นไปตามข้อตกลงขององค์กรการค้าโลก (WTO) และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐก็ตกลงที่จะขยายการให้ GSP (Generalized System of Preferences) สิทธิพิเศษทางการค้าการนำเข้าโดยเก็บภาษีในอัตราต่ำ และมีโควตาพิเศษในบางรายการให้กับสินค้าไทยต่อไปจนถึงปลายปี 2552 ดังนั้นสินค้าส่งออกไทยในตลาดสหรัฐคงยังพอไปได้ อย่าพึ่งดีใจไปครับ เพราะการกีดกันทางการค้ายังมีมาตรการอื่นๆ อีกหลายวิธี เช่น เมื่อพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกับนโยบายข้ออื่นๆ โดยเฉพาะนโยบายสิ่งแวดล้อมของคุณ Barack Obama แล้ว ผู้ส่งออกไทยคงต้องระวังให้มากขึ้น และต้องเตรียมตัว เตรียมข้อมูลให้มากขึ้นเกี่ยวกับ มาตรการทางการค้าที่มิใช่มาตรการทางภาษี (NTMs: Non-Tariff Measures) ซึ่งมีเป็นร้อยวิธี และอาจถูกนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า (NTBs: Non-Tariff Barriers) ก็เป็นไปได้ เช่น อาจมีการอ้างว่าผู้ผลิตในต่างประเทศนอกสหรัฐมีกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Friendly) ดังนั้นห้ามนำเข้าสหรัฐอเมริกา, มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยคน, สัตว์ และพืช (SPS: Sanitary and Phyto-Sanitary conditions) เช่น กรณีสหรัฐห้ามนำเข้าปลาทูน่า เพราะการจับปลาทูน่าไปทำลายการดำรงชีพของโลมา, มาตรการเกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า เช่นการพิจารณาว่าของที่ผลิตนอกสหรัฐมีมาตรฐานต่ำกว่าที่ผลิตในสหรัฐดังนั้นห้ามนำเข้า หรือขอเก็บภาษีเพิ่ม หรือมาตรการประหลาดๆ ที่เริ่มนำมาใช้แล้วในยุโรป เช่น มาตรการ Restriction on Post-Sale Services ตัวอย่างเช่น สหรัฐอาจพิจารณาว่าสินค้าออกที่สำคัญประเภทหนึ่งของไทยที่ส่งไปสหรัฐในขณะนี้คือ จอภาพ LCD และจอ Plasma ซึ่งจอภาพเหล่านี้เมื่อหมดอายุการใช้งานในอีก 4 5 ปีข้างหน้า ของเหลวที่ใช้ฉาบหน้าจอจะเป็นขยะที่เป็นพิษต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นถ้าประเทศไทยจะส่งออกจอภาพไปขายที่สหรัฐ ส่งออกไปได้ นำเข้าสหรัฐได้โดยไม่เก็บภาษี แต่มีข้อแม้ว่า เมื่อจอภาพพวกนี้เสื่อมสภาพแล้ว ผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้ผลิตจอภาพนี้ต้องไปตามเก็บจอภาพพวกนี้มาทำลายให้ถูกวิธี หรือต้องนำออกไปจากสหรัฐทันที หรือไม่ผู้ผลิตไทยก็ต้องไปว่าจ้างบริษัทของสหรัฐทำหน้าที่ตามเก็บซากขยะพวกนี้ไปทำลาย ซึ่งในทางปฏิบัติการทำกิจกรรมเหล่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าจะทำได้ก็ต้องทำให้ต้นทุนของสูงมากและไม่สามารถส่งออกไปแข่งขันได้ ดังนั้นชัยชนะของ Barack Obama ด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องที่คนไทยเราน่าจะร่วมยินดี และรอการเปลี่ยนแปลงในด้านที่น่าจะดีขึ้นกับภาวะทางเศรษฐกิจการเมืองของโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อพิจารณาอย่างแยบคายแล้ว ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะท่านที่เน้นพึ่งพาตลาดต่างประเทศ เน้นการส่งออกเป็นหลักคงจะต้องระมัดระวังและเฝ้าติดตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ท่านนี้อย่างใกล้ชิด (ขอขอบพระคุณ รศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ และ รศ.ดร. ชโยดม สรรพศรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับแนวคิดต่างๆ ที่ใช้ประกอบในการเขียนบทความฉบับนี้) |
| << | พฤศจิกายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||