พิมพ์หน้านี้
|
จากจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้วงการแพทย์ต้องมีการศึกษาวิจัยค้นคว้าตัวยา เพื่อรักษาโรคดังกล่าว โดยเฉพาะการรักษาให้กับผู้ป่วยในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย หรือระยะลุกลามที่กำลังมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการขาดความใส่ใจดูแลสุขภาพ ทั้งนี้ก็เพื่อยืดอายุของผู้ป่วยในระยะดังกล่าวให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ สำหรับตัวยาล่าสุดที่ได้มีการคิดค้นขึ้นมา เพื่อรักษาโรคมะเร็งลำใส้ใหญ่คือ ทาร์เก็ต เธอร์ราปี (Targeted Therapy) หรือยารักษาตามเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง เนื่องจากการทำงานของยาดังกล่าวจะมุ่งเป้าหมายการรักษาไปยังตัวรับสัญญาณบนพื้นผิวเซลล์มะเร็ง EGFR (Epidermal Growth Factor Receptor ) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้เซลล์ของมะเร็งเติบโต ด้วยการนำยาดังกล่าวเข้าไปจับตัวกับ EGFR ไม่ให้สามารถส่งสัญญาณผ่านไปได้ เพื่อปิดการกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็ง และกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มาทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะทำให้เซลล์มะเร็งตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดและรังสี นอกจากนี้ยังช่วยในการปิดกั้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ในการนำสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตมาหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะทำให้เซลล์มะเร็งขยายตัวได้ลดลง โดยภายหลังได้นำมาทดลองกับคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งลำใล้ในระยะที่ 4 ปรากฏว่าอาการดีขึ้น เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงในการรักษา และสามารถยืดชีวิตผู้ป่วยจาก 6 เดือนถึง 1 ปีเป็น 2 ปี และ 5 ปี สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยสามารถตัดชิ้นเนื้อมะเร็งออกมาได้ ทั้งนี้ก่อนที่จะมีการรักษาในรูปแบบ ทาร์เก็ต เธอร์ราปี ยังมีการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก 2 วิธีที่ได้รับความนิยมคือ การผ่าตัด และการใช้เคมีบำบัด ซึ่งในส่วนของการผ่าตัดจะตัดในส่วนของลำไส้ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดโรคร้าย แต่ในกรณีที่มีการขยายตัวไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ และปอด หากสามารถผ่าตัดได้ต้องมีการผ่าตัดบริเวณนั้นด้วย ซึ่งภายหลังจากการผ่าตัดดังกล่าวสามารถยืดอายุผู้ป่วยได้ถึง 5 ปี ซึ่งปัจจุบันมี 70% ที่ใช้วิธีการดังกล่าวรักษา สำหรับสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งในลำไส้นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น รับประทานเนื้อมากกว่าผักและผลไม้ จึงทำให้ระบบการขับถ่ายไม่เป็นปกติ จนทำให้คิดว่าตนเองเป็นโรคริดสีดวงทวาร จึงไม่ยอมมาตรวจกับแพทย์ เพราะคิดว่าเป็นแล้วก็หาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากโรคริดสีดวงทวารเป็นเรื่องของการขับถ่ายแข็ง และมีเลือดออกเมื่อถ่าย ซึ่งเป็นอาการที่คล้ายคลึงกัน แต่ถ้าถ่ายออกมาแล้วมีเลือดออกมาเป็นมูก เพราะก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้กีดขวางทวารเวลาขับถ่าย จนทำให้มีเลือดผสมออกมา นอกจากนี้หากเกิดอาการท้องเสียแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ควบคู่ไปกับท้องผูก และเมื่อสังเกตของเสียที่ถ่ายออกมามีขนาดเล็กลงจากเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ใช่เป็นอาการของริดสีดวงทวาร แต่เป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งลำใส้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป นอกจากนี้พันธุกรรมที่เกี่ยวกับโครโมโซมและยีนที่ผิดปกติ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อติ่งนั้นโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเนื้อร้ายที่รุกลาม จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครโมโซม และดีเอ็นเอ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากพันธุกรรมทั้งหมด เนื่องจาก 95% เกิดจากมัลติแฟกโตเลียม ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครโมโซมของยีนส์ จึงทำให้สาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งสำใส้ใหญ่ที่เกิดจากพันธุกรรมเหลือเพียง 5% เท่านั้น จากปัจจัยที่เกิดขึ้นดังกล่าวจึงทำให้พบผู้ป่วยโรคมะเร็งในลำไส้ระยะที่ 2 และ 3 เป็นจำนวนมาก หรืออยู่ในอัตราส่วนที่ประมาณ 70% รองลงมาเป็นระยะที่ 4 มีอัตราส่วนอยู่ที่กว่า 20% และระยะแรกมีอัตราส่วนไม่ถึง 10% เนื่องจากการตรวจเจอเกิดจากการตรวจสุขภาพประจำปี ในขณะที่ระยะอื่นๆรออาการกำเริบจึงมาตรวจ ซึ่งรูปแบบของการตรวจก็มีทั้งการส่องกล้อง และการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เอ็กซ์เซอร์เรย์ ไปบนท้อง ด้วยการสร้างภาพที่เรียกว่า เวอร์ชัวร์ โคโรโน สโคปี ทั้งนี้จากจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งสำใส้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวเสียชีวิตต่อปีอยู่ที่ประมาณ 5,000 คน จากยอดผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหมดที่เสียชีวิตต่อปีที่ประมาณ 50,000 คน จาก 70,000 คนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งในส่วนของมะเร็งลำใล้ใหญ่สำหรับคนไทยถือเป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นกับผู้ชายเป็นอันดับ 3 และเป็นอันดับ 5 ในผู้หญิงที่ขาดการใส่ใจสุขภาพ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ด้วยการหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น. |
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||