พิมพ์หน้านี้
|
"This is the end.......my only friend, the end...." คุณได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกจากไหน? ....บางคนอาจตอบว่า "จากหนังมหากาพย์สงครามApocalypse Nowน่ะสิ" อันกำกับโดย Francis Ford Coppola ปี 1979 ....บางคนอาจตอบว่า "โธ่เอ๋ย เด็กโง่ ก็ฟังเอาจากอัลบั้มของ The Doors สิ ได้ยินมาตั้งนานแล้ว!!" สำหรับเราคืออย่างแรก ..หลังจากอิ่มหนังเข้าใจยาก เสียงเพลงอ้อยสร้อยของ The Doors ยังคงติดอยู่ในโสตประสาท ท่ามกลางสังคมที่แข่งกันเอาตัวรอด ช่างสับสนยุ่งเหยิง มองไปทางไหน เพื่อนฝูงคนรอบข้างแม้แต่ตัวเอง ก็ล้วนแล้วแต่ถูกปั่นเข้าไปในวังวนสังคมเน่าเฟะนี้เหมือนเสียสติ จนซาบซึ้งกับเนื้อเพลงจริง ๆ ว่า "All the children are insane" - เด็ก ๆ กลายเป็นบ้า หวั่นใจเหลือเกินว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังมาถึงจุดจบแล้ว!!??"
------------------ มีคนเปรียบเปรยว่า "หากสี่เต่าทอง (The Beatles) นำอารมณ์ขันและความฉลาดล้ำสู่วงการดนตรี และหินกลิ้ง (The Rolling Stones)แสดงออกต่อโลกยุคใหม่อย่างตรงไปตรงมา มอร์ริสันและเดอะดอร์ส์ก็เชิญชวนให้ร็อคแอนด์โรลล์ใช้ความคิดกันอย่างลุ่มลึกมากขึ้น" เพราะสำหรับจิม มอร์ริสันแล้ว การแต่งเพลงไม่ใช่แค่เรื่องผู้หญิงกับผู้ชายพบกัน-รักกัน-มีอะไรกัน ...แต่เขาผนวกตำนานเทพปรัมปรา ปมทางจิต ปรัชญาexistentialism รวมไปถึงวาทะเสียดสีตีแผ่ความเป็นจริงที่ชวนสะพรึงกลัวขนหัวลุก The End ไม่เคยถูกตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ล หากแต่เป็นเพลงสุดท้ายที่บรรจุไว้ในอัลบั้มแรกชื่อเดียวกับวงเหมือนประกาศตัวตนอย่างเชื่อมั่น (The Doors, วางตลาดในเดือนมกราคม 1967) คนทั่วไปมักจะชื่นชมและรู้จักเพลง Light My Fire มากที่สุด มันกลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตอันดับ 1 และทำให้ The Doorsกลายเป็นขวัญใจชาวป๊อบอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ....แม้แต่แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol)ศิลปินป๊อปอาร์ตชื่อก้องก็ยังมาแวะเวียนดูการแสดงสดที่คลับ The Scene ในนิวยอร์ค เดือนมิถุนายน 1967!! แน่นอน มอร์ริสันไม่ค่อยพอใจนัก และความสำเร็จทางการตลาดเช่นนี้สร้างแรงกดดันให้กับวงอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะไปแสดงกันที่ไหน แฟนต่างก็กรีดก้องร้องขอเพลง "Light My Fire" ทำให้ทางวงต้องหาทางแก้เบื่อด้วยการเล่นเพลงนี้ให้แตกต่างออกไปทุก ๆ ครั้งยามแสดง เช่นแทรกท่อนโซโลบ้าง แทรกบทกวีบ้าง ส่วนการตอบสนองต่อเพลง The End นั้นเล่า?? ตอบได้คำเดียวว่า "แตกต่างเหมือนฟ้ากับเหว" - แม้นมันจะได้ชื่อว่าเป็นปรากฎการณ์ด้านท่วงทำนองดนตรีและเนื้อหา ด้วยความเย็นยะเยือกและซับซ้อน ตีความยาก ..แต่มันเกรี้ยวกราดหยาบคายไร้ศีลธรรม หากว่าเพลง Light My Fire ทำให้วงติดอันดับยอดนิยมเพลงได้ฉันท์ใด The End ก็ทำให้พวกเขาไปยืนอยู่ปากขุมนรกได้ฉันท์นั้น ด้วยเนื้อเพลงที่ส่อความรุนแรงอย่างชัดเจน คิดดูเอาเถิดว่าการที่ลูกอยากฆ่าพ่อ และนอนกับแม่ของตัวเองนั้น ย่อมไม่ต่างอะไรจาก "นรก"!! ------------------
WHISKY A GO GO: ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1964 กลายเป็นชื่อผูกพันกับตำนานเพลงร็อคที่ผุดขึ้นตั้งแต่ปลายยุค 60 มากมายเช่นDoors, Janis Joplin และ Led Zeppelin จุดเริ่มต้นแห่งชื่อเสียงทั้งมวลของ The Doors อยู่ที่คลับเล็ก ๆ ย่านซันเซ็ต สตริป (Sunset Strip) ชื่อว่า"วิสกี้ อะโกโก" (Whiskey A Go Go) เรียกกันสั้น ๆ ว่า "วิสกี้" มีเรื่องเล่าว่าตอนที่ The Doors เปิดการแสดงที่วิสกี้นั้น แจค โฮลซแมน (Jac Holzman)แห่งค่ายเพลงอีเลคทรา (Elektra) มาชมการแสดงตามคำเชิญ แล้วก็ต้องอึ้ง เพราะไม่ประทับใจ "ตอนได้ยินครั้งแรกผมไม่ชอบมันเอาซะเลย แต่ก็มาฟังต่อรวดเดียว 4 คืน ก่อนจะบอกพวกเขาว่าผมอยากบันทึกผลงานเหล่านั้น" ทีมงานอาวุโสของค่ายเพลงอีกคนที่ชื่อพอล รอธไชลด์ (Paul Rothchild) ก็ยังบอกว่า "ไอ้พวกนี้ ห่วยแตก" (These guys suck) แต่นั่นเป็นความรู้สึกของการเข้าไปอยู่ในบรรยากาศเพลงครั้งแรกเท่านั้น เขากลับลืมไม่ลงเพราะมันแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์ซะจนต้องกลับมาครั้งที่สอง ...แล้วพอลก็เริ่มรู้สึก"เออ เจ๋งดีว่ะ" จากนั้นเขาก็ร่วมสนับสนุนในการทำอัลบั้มของกลุ่มนักดนตรีขบถเหล่านั้น รวมทั้งกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ในเวลาต่อมา และขึ้นชื่อว่าเป็น*สมาชิกคนที่ห้า*ของวง หลังจากเซ็นสัญญาร้อน ๆ กับ Elektra ได้เพียง 2 วัน มอร์ริสันก็ออกฤทธิ์ไม่ยอมมาแสดงจนเพื่อนร่วมวงต้องไปควาญหาตัวที่ห้อง (ที่ Alta-Cienega Motel) ปรากฏว่าจิมเขมือบยาหลอนประสาท LSD ไปแล้ว ในปริมาณมากกว่าปกติ 40 เท่า แต่ถึงจะเมาหรือพูดจางึมงัมพึมพัมขนาดไหน การแสดงก็ต้องดำเนินต่อไป เพื่อน ๆ ต้องช่วยจิมแต่งตัวและหิ้วเขาขึ้นเวทีให้จงได้! แน่นอนที่ว่าการแสดงของ The Doors วันนั้นลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะอาการเมายาของจิมสถานเดียว แต่พอถึงเพลง The End เท่านั้นเอง นักร้องนักกวีผู้นี้ก็มีชีวิตชีวาโดดเด้งขึ้นมาทันที ทำให้คืนนั้นเป็นประวัติศาสตร์วงการเพลงเมื่อเขาปรับเปลี่ยนเนื้อเพลงท่อนกลาง ให้กลายเป็นสารแห่งจิตใต้สำนึกที่แสนอื้อฉาว แฟนเพลงอึ้ง และบรรยากาศในวิสกี้เงียบกริบ ณ บัดดล ...เมื่อได้ยินจิม มอร์ริสัน ประกาศก้อง นักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเผยว่า คนฟังส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากเชื่อหรอกว่าจิมจะโพล่งอะไรหน้าด้านขนาดนั้น บางคนได้ยินแล้วก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่เอลเมอร์ วาเลนไทน์ (Elmer Valentine) เจ้าของวิสกี้ กลับไม่ยอมเสแสร้งว่าได้ยินหูซ้ายทะลุหูขวา เขาไล่ The Doors ออกจากคลับไปเลย หลังการแสดงชุดนั้นสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม บทเพลง The End กลับรอดชีวิต ได้รับการบันทึกเสียงลงสู่อัลบั้มในเวลาต่อมา ------------------ เนื้อเพลงเล่าเรื่องเด็กที่ "อยากฆ่าพ่อ อยากนอนกับแม่" อันแสนโด่งดังนั้นถูกเรียกว่า "Oedipus Section" จริง ๆ แล้วมันเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาของซิกมันด์ ฟรอยด์ว่าด้วยเรื่อง "ปมอีเดปัส" (Oedipus's Complex) หยิบโยงจากตำนานเทพกรีกและโรมันที่มอร์ริสันกำลังคลั่งไคล้ใหลหลงอยู่พอดี ที่ว่าอีเดปัสปลงพระชนม์พระบิดา(ในตำราโบราณบอกว่าเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ตอนแล่นรถม้าสวนกันระหว่างทาง)สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์และแต่งมารดาตนเองเป็นชายา นำมาอธิบายปมทางจิตที่เด็กชายหลงรักแม่และอิจฉาพ่อ อย่างว่าละ เนื้อเพลงมีความซับซ้อน คนฟังต่างก็ตีความแตกต่างกันไปนานาประการ แม้แต่มอร์ริสันเองก็บอกไว้ในเมื่อปี 1969 ว่า "เพลงนี้อาจมีความหมายแตกต่างไปทุกครั้งที่ฟัง มันอาจหมายถึงการสิ้นสุดของวัยเด็ก" เป็นการเดินทางภายในจิตใจ การ"ฆ่าพ่อ"นั้นอาจหมายถึงทำลายระบบ ระบอบที่ควบคุมบงการชีวิตเราอยู่ ส่วนการ"นอนกับแม่"คือการขยายขอบเขตทางจิต ....ทั้งหมดทั้งปวงนั้นมุ่งไปสู่อิสระเสรีภาพ ทว่ายิ่งนานวันไป แฟนเพลงกลับสนใจคำว่า "รถเมล์สีฟ้า" (Blue Bus)ของท่อน "Meet me at the back of the blue bus" มากกว่าปมอีเดปัสเสียอีก สงสัยเหลือเกินว่ามอร์ริสันเชิญชวนไปพบที่หลังรถเมล์คันนั้นทำไม บ้างก็ตีความว่ารถคันนี้อาจเชื่อมโยงกับการเดินทางไปสู่มิติพิศวงของ Meher Baba ในยุคทศวรรษที่ 30s ทั้งนี้ ฮาร์วีย์ คูเบอร์นิก (Harvey Kubernick) โปรดิวเซอร์เพลงที่เอาดีด้วยการสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยและมักตีความบทกวีของมอร์ริสันเฉลยว่า รถเมล์สีฟ้าที่ว่าคือรถเมล์สาย 7 มุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ Pico Boulevard แล้วจะพบกับชายหาด ..แน่นอนล่ะว่ามันคือการเดินทางสู่ความเวิ้งว้างกว้างใหญ่สุดสายตา ส่วน"ทะเลสาบโบราณ" (ancient lake)นั้นอยู่ที่ไหน? หน้าตาของ"งูยาวเจ็ดไมล์"(seven mile snake)ที่จะขี่ลงทะเลสาบนั้นเป็นยังไง? คำตอบนั้นยังคงฝังอยู่ใต้สุสานของจิม มอร์ริสัน
แหล่งที่มา/หนังสืออ้างอิง 1 - Moonlight Drive: The Stories Behind Every Doors' Song (by Chuck Crisafulli), Harper Collins, 1995. 2 - Wikipedia 3 - Apollodorus: The Library of Greek Mythology (translated by Robin Hard),1997
|
| Led Zeppelin | ||
Led Zeppelin ช่วง 1969 -1971 |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||