• julyrhapsody
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-08-09
  • จำนวนเรื่อง : 45
  • จำนวนผู้ชม : 11883
  • จำนวนผู้โหวต : 26
  • ส่ง msg :
pladib
วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน 2550
จุดเริ่มต้นของจุดจบ? - The End
Posted by julyrhapsody , ผู้อ่าน : 337 , 17:18:27 น.  
พิมพ์หน้านี้


"This is the end.......my only friend, the end...."

คุณได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกจากไหน?

 ....บางคนอาจตอบว่า "จากหนังมหากาพย์สงครามApocalypse Nowน่ะสิ" อันกำกับโดย Francis Ford Coppola ปี 1979

....บางคนอาจตอบว่า "โธ่เอ๋ย เด็กโง่ ก็ฟังเอาจากอัลบั้มของ The Doors สิ ได้ยินมาตั้งนานแล้ว!!"

สำหรับเราคืออย่างแรก ..หลังจากอิ่มหนังเข้าใจยาก เสียงเพลงอ้อยสร้อยของ The Doors ยังคงติดอยู่ในโสตประสาท

ท่ามกลางสังคมที่แข่งกันเอาตัวรอด ช่างสับสนยุ่งเหยิง มองไปทางไหน เพื่อนฝูงคนรอบข้างแม้แต่ตัวเอง ก็ล้วนแล้วแต่ถูกปั่นเข้าไปในวังวนสังคมเน่าเฟะนี้เหมือนเสียสติ จนซาบซึ้งกับเนื้อเพลงจริง ๆ ว่า "All the children are insane" - เด็ก ๆ กลายเป็นบ้า 

หวั่นใจเหลือเกินว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังมาถึงจุดจบแล้ว!!??"

------------------

มีคนเปรียบเปรยว่า "หากสี่เต่าทอง (The Beatles) นำอารมณ์ขันและความฉลาดล้ำสู่วงการดนตรี และหินกลิ้ง (The Rolling Stones)แสดงออกต่อโลกยุคใหม่อย่างตรงไปตรงมา  มอร์ริสันและเดอะดอร์ส์ก็เชิญชวนให้ร็อคแอนด์โรลล์ใช้ความคิดกันอย่างลุ่มลึกมากขึ้น"

เพราะสำหรับจิม มอร์ริสันแล้ว การแต่งเพลงไม่ใช่แค่เรื่องผู้หญิงกับผู้ชายพบกัน-รักกัน-มีอะไรกัน ...แต่เขาผนวกตำนานเทพปรัมปรา ปมทางจิต ปรัชญาexistentialism รวมไปถึงวาทะเสียดสีตีแผ่ความเป็นจริงที่ชวนสะพรึงกลัวขนหัวลุก

The End ไม่เคยถูกตัดออกมาเป็นซิงเกิ้ล หากแต่เป็นเพลงสุดท้ายที่บรรจุไว้ในอัลบั้มแรกชื่อเดียวกับวงเหมือนประกาศตัวตนอย่างเชื่อมั่น (The Doors, วางตลาดในเดือนมกราคม 1967)
 
"อัลบั้มแรกของเราบรรจุอารมณ์ที่เป็นเอกภาพ (Unity of mood)ด้วยความเข้มข้น หลังจากที่พวกเราตระเวณแสดงสดกันมาทุกย่ำคืน มันก็เลยดูสด และเหมือนการแสดงสด" มอร์ริสันให้สัมภาษณ์ในนิตยสารโรลลิ่งสโตนเมื่อปี 1969

คนทั่วไปมักจะชื่นชมและรู้จักเพลง Light My Fire มากที่สุด มันกลายเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตอันดับ 1 และทำให้ The Doorsกลายเป็นขวัญใจชาวป๊อบอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ....แม้แต่แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol)ศิลปินป๊อปอาร์ตชื่อก้องก็ยังมาแวะเวียนดูการแสดงสดที่คลับ The Scene ในนิวยอร์ค เดือนมิถุนายน 1967!!

แน่นอน มอร์ริสันไม่ค่อยพอใจนัก และความสำเร็จทางการตลาดเช่นนี้สร้างแรงกดดันให้กับวงอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะไปแสดงกันที่ไหน แฟนต่างก็กรีดก้องร้องขอเพลง "Light My Fire" ทำให้ทางวงต้องหาทางแก้เบื่อด้วยการเล่นเพลงนี้ให้แตกต่างออกไปทุก ๆ ครั้งยามแสดง เช่นแทรกท่อนโซโลบ้าง แทรกบทกวีบ้าง

ส่วนการตอบสนองต่อเพลง The End นั้นเล่า??

ตอบได้คำเดียวว่า "แตกต่างเหมือนฟ้ากับเหว" - แม้นมันจะได้ชื่อว่าเป็นปรากฎการณ์ด้านท่วงทำนองดนตรีและเนื้อหา ด้วยความเย็นยะเยือกและซับซ้อน ตีความยาก

..แต่มันเกรี้ยวกราดหยาบคายไร้ศีลธรรม

หากว่าเพลง Light My Fire ทำให้วงติดอันดับยอดนิยมเพลงได้ฉันท์ใด The End ก็ทำให้พวกเขาไปยืนอยู่ปากขุมนรกได้ฉันท์นั้น ด้วยเนื้อเพลงที่ส่อความรุนแรงอย่างชัดเจน
"Father,I want to kill you... Mother, I want to...fuck you,"

คิดดูเอาเถิดว่าการที่ลูกอยากฆ่าพ่อ และนอนกับแม่ของตัวเองนั้น ย่อมไม่ต่างอะไรจาก "นรก"!!

------------------

WHISKY A GO GO:  ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1964 กลายเป็นชื่อผูกพันกับตำนานเพลงร็อคที่ผุดขึ้นตั้งแต่ปลายยุค 60 มากมายเช่นDoors, Janis Joplin และ Led Zeppelin

จุดเริ่มต้นแห่งชื่อเสียงทั้งมวลของ The Doors อยู่ที่คลับเล็ก ๆ ย่านซันเซ็ต สตริป (Sunset Strip) ชื่อว่า"วิสกี้ อะโกโก" (Whiskey A Go Go) เรียกกันสั้น ๆ ว่า "วิสกี้"

มีเรื่องเล่าว่าตอนที่ The Doors เปิดการแสดงที่วิสกี้นั้น แจค โฮลซแมน (Jac Holzman)แห่งค่ายเพลงอีเลคทรา (Elektra) มาชมการแสดงตามคำเชิญ แล้วก็ต้องอึ้ง เพราะไม่ประทับใจ "ตอนได้ยินครั้งแรกผมไม่ชอบมันเอาซะเลย แต่ก็มาฟังต่อรวดเดียว 4 คืน ก่อนจะบอกพวกเขาว่าผมอยากบันทึกผลงานเหล่านั้น"

ทีมงานอาวุโสของค่ายเพลงอีกคนที่ชื่อพอล รอธไชลด์ (Paul Rothchild) ก็ยังบอกว่า "ไอ้พวกนี้ ห่วยแตก" (These guys suck) แต่นั่นเป็นความรู้สึกของการเข้าไปอยู่ในบรรยากาศเพลงครั้งแรกเท่านั้น เขากลับลืมไม่ลงเพราะมันแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์ซะจนต้องกลับมาครั้งที่สอง ...แล้วพอลก็เริ่มรู้สึก"เออ เจ๋งดีว่ะ" จากนั้นเขาก็ร่วมสนับสนุนในการทำอัลบั้มของกลุ่มนักดนตรีขบถเหล่านั้น รวมทั้งกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ในเวลาต่อมา และขึ้นชื่อว่าเป็น*สมาชิกคนที่ห้า*ของวง

ลังจากเซ็นสัญญาร้อน ๆ กับ Elektra ได้เพียง 2 วัน มอร์ริสันก็ออกฤทธิ์ไม่ยอมมาแสดงจนเพื่อนร่วมวงต้องไปควาญหาตัวที่ห้อง (ที่ Alta-Cienega Motel) ปรากฏว่าจิมเขมือบยาหลอนประสาท LSD ไปแล้ว ในปริมาณมากกว่าปกติ 40 เท่า แต่ถึงจะเมาหรือพูดจางึมงัมพึมพัมขนาดไหน การแสดงก็ต้องดำเนินต่อไป เพื่อน ๆ ต้องช่วยจิมแต่งตัวและหิ้วเขาขึ้นเวทีให้จงได้!

แน่นอนที่ว่าการแสดงของ The Doors วันนั้นลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะอาการเมายาของจิมสถานเดียว แต่พอถึงเพลง The End เท่านั้นเอง นักร้องนักกวีผู้นี้ก็มีชีวิตชีวาโดดเด้งขึ้นมาทันที ทำให้คืนนั้นเป็นประวัติศาสตร์วงการเพลงเมื่อเขาปรับเปลี่ยนเนื้อเพลงท่อนกลาง ให้กลายเป็นสารแห่งจิตใต้สำนึกที่แสนอื้อฉาว

แฟนเพลงอึ้ง และบรรยากาศในวิสกี้เงียบกริบ ณ บัดดล ...เมื่อได้ยินจิม มอร์ริสัน ประกาศก้อง
"Father? (yes, son)
I want to kill you.
Mother?
I want to.....fuck you!!"

นักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเผยว่า คนฟังส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากเชื่อหรอกว่าจิมจะโพล่งอะไรหน้าด้านขนาดนั้น บางคนได้ยินแล้วก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

แต่เอลเมอร์ วาเลนไทน์ (Elmer Valentine) เจ้าของวิสกี้ กลับไม่ยอมเสแสร้งว่าได้ยินหูซ้ายทะลุหูขวา เขาไล่ The Doors ออกจากคลับไปเลย หลังการแสดงชุดนั้นสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม บทเพลง The End กลับรอดชีวิต ได้รับการบันทึกเสียงลงสู่อัลบั้มในเวลาต่อมา
...และเนื้อเพลงท่อนประวัติศาสตร์นั้นยังอยู่ครบถ้วน

------------------

นื้อเพลงเล่าเรื่องเด็กที่ "อยากฆ่าพ่อ อยากนอนกับแม่" อันแสนโด่งดังนั้นถูกเรียกว่า "Oedipus Section" จริง ๆ แล้วมันเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาของซิกมันด์ ฟรอยด์ว่าด้วยเรื่อง "ปมอีเดปัส" (Oedipus's Complex) หยิบโยงจากตำนานเทพกรีกและโรมันที่มอร์ริสันกำลังคลั่งไคล้ใหลหลงอยู่พอดี  ที่ว่าอีเดปัสปลงพระชนม์พระบิดา(ในตำราโบราณบอกว่าเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ตอนแล่นรถม้าสวนกันระหว่างทาง)สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์และแต่งมารดาตนเองเป็นชายา นำมาอธิบายปมทางจิตที่เด็กชายหลงรักแม่และอิจฉาพ่อ

อย่างว่าละ เนื้อเพลงมีความซับซ้อน คนฟังต่างก็ตีความแตกต่างกันไปนานาประการ  แม้แต่มอร์ริสันเองก็บอกไว้ในเมื่อปี 1969 ว่า "เพลงนี้อาจมีความหมายแตกต่างไปทุกครั้งที่ฟัง มันอาจหมายถึงการสิ้นสุดของวัยเด็ก" เป็นการเดินทางภายในจิตใจ การ"ฆ่าพ่อ"นั้นอาจหมายถึงทำลายระบบ ระบอบที่ควบคุมบงการชีวิตเราอยู่ ส่วนการ"นอนกับแม่"คือการขยายขอบเขตทางจิต ....ทั้งหมดทั้งปวงนั้นมุ่งไปสู่อิสระเสรีภาพ

ทว่ายิ่งนานวันไป แฟนเพลงกลับสนใจคำว่า "รถเมล์สีฟ้า" (Blue Bus)ของท่อน "Meet me at the back of the blue bus" มากกว่าปมอีเดปัสเสียอีก สงสัยเหลือเกินว่ามอร์ริสันเชิญชวนไปพบที่หลังรถเมล์คันนั้นทำไม บ้างก็ตีความว่ารถคันนี้อาจเชื่อมโยงกับการเดินทางไปสู่มิติพิศวงของ Meher Baba ในยุคทศวรรษที่ 30s

ทั้งนี้ ฮาร์วีย์ คูเบอร์นิก (Harvey Kubernick) โปรดิวเซอร์เพลงที่เอาดีด้วยการสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยและมักตีความบทกวีของมอร์ริสันเฉลยว่า รถเมล์สีฟ้าที่ว่าคือรถเมล์สาย 7 มุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ Pico Boulevard แล้วจะพบกับชายหาด ..แน่นอนล่ะว่ามันคือการเดินทางสู่ความเวิ้งว้างกว้างใหญ่สุดสายตา

ส่วน"ทะเลสาบโบราณ" (ancient lake)นั้นอยู่ที่ไหน?

หน้าตาของ"งูยาวเจ็ดไมล์"(seven mile snake)ที่จะขี่ลงทะเลสาบนั้นเป็นยังไง?

คำตอบนั้นยังคงฝังอยู่ใต้สุสานของจิม มอร์ริสัน

This is the end
Beautiful friend
This is the end
My only friend, the end

Of our elaborate plans, the end
Of everything that stands, the end
No safety or surprise, the end
I'll never look into your eyes...again

Can you picture what will be
So limitless and free
Desperately in need...of some...stranger's hand
In a...desperate land

Lost in a Roman...wilderness of pain
And all the children are insane
All the children are insane
Waiting for the summer rain, yeah

There's danger on the edge of town
Ride the King's highway, baby
Weird scenes inside the gold mine
Ride the highway west, baby

Ride the snake, ride the snake
To the lake, the ancient lake, baby
The snake is long, seven miles
Ride the snake...he's old, and his skin is cold

The west is the best
The west is the best
Get here, and we'll do the rest

The blue bus is callin' us
The blue bus is callin' us
Driver, where you taken' us

The killer awoke before dawn, he put his boots on
He took a face from the ancient gallery
And he walked on down the hall
He went into the room where his sister lived, and...then he
Paid a visit to his brother, and then he
He walked on down the hall, and
And he came to a door...and he looked inside
Father, yes son, I want to kill you
Mother...I want to...fuck you

C'mon baby, take a chance with us
C'mon baby, take a chance with us
C'mon baby, take a chance with us
And meet me at the back of the blue bus
Doin' a blue rock
On a blue bus
Doin' a blue rock
C'mon, yeah

Kill, kill, kill, kill, kill, kill

This is the end
Beautiful friend
This is the end
My only friend, the end

It hurts to set you free
But you'll never follow me
The end of laughter and soft lies
The end of nights we tried to die

This is the end


 

Get this widget |Share |Track details

-----
แหล่งที่มา/หนังสืออ้างอิง
1 - Moonlight Drive: The Stories Behind Every Doors' Song (by Chuck Crisafulli), Harper Collins, 1995.
2 - Wikipedia
3 - Apollodorus: The Library of Greek Mythology (translated by Robin Hard),1997


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
julyrhapsody วันที่ : 18/09/2007 เวลา : 15.43 น.
http://www.oknation.net/blog/julyrhapsody
'attitude is everything'


สวัสดีเพื่อน ๆ ทุกคน และยินดีด้วยกับคุณหย่งที่ได้ดูหนังคลาสสิค(ที่ยากจะเข้าใจ)เรื่องนี้

โว้วว์ Klinton, ขอบคุณที่ให้กำลังใจ แหม เขียนคอมเมนต์เหมือน*รีวิว*งานเพลงเลยอ่ะ

เรามิอาจเป็นคู่แข่งกับเซียน/เทพ Klinton(ภาคใด ๆ) เพราะเราไม่อยากแข่งขัน จึงมิอาจเป็นคู่แข่ง อีกนัยหนึ่งคือไม่มีคู่แข่ง (ทำเป็นลีลา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเปรียบเทียบกับ"เทพ") ใช้คำว่า"แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิด"ดีกว่านะจ๊ะ

ก็ไม่เชิงตกผลึก แต่มันอาจติดอยู่ในความรู้สึกมานานมาตั้งแต่ได้ยินเพลง และอยากทำความเข้าใจกับเพลง ..ความจริงเราว่ามอร์ริสันแต่งท่อนนั้นเพราะเรื่อง"ปมทางจิต" ก่อนเลย แต่ภายหลังทำมาอธิบายซะให้ดูดีขึ้นว่าเป็นลักษณะขบถต่อระบอบระบบทางสังคม

ความจริงคิดจะอธิบายปรัชญา existentialism เหมือนกัน แต่คิดว่ายาว (ในแง่งานเขียน เราว่าสมัยนี้คนชอบอ่านอะไรสั้น ๆ กระชับนะ) คงต้องแตกตอน และยังไม่พร้อมไม่สาแก่ใจด้านข้อมูล

ชมกันขนาดนี้ เป็นหลุมพรางให้เขียนตอนต่อไปใช่ไหมเล่า
ความคิดเห็นที่ 7
kilroy วันที่ : 17/09/2007 เวลา : 22.39 น.
http://www.oknation.net/blog/kilroy

อ่านดับเบิ้ลเอนทรีจบแล้วถึงเขียนแสดงความเห็น

- วินส์ตันเจอคู่แข่งแล้ว
- เจ้าของบล็อกเตรียมตัวมาเขียนดีมาก
- เข้าใจว่าข้อมูลทั้งหมดถูกทำให้ตกผลึกทางความคิดก่อนเขียน ไม่ใช่ใช้ข้อมูลจากการแปลนำหน้า
- มีเรื่องใหม่สำหรับเราอยู่บ้างแต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ พอยนท์อยู่ที่ วิธีการเล่าเรื่อง น่าติดตามและมีสไตล์

ปล.ถ้าขยาย existentialism ที่โยงกับงานประพันธ์ของ จิม มอร์ริสัน ได้ คงเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านอีกมหาศาล

ความคิดเห็นที่ 6
yongchan วันที่ : 16/09/2007 เวลา : 22.49 น.
http://www.oknation.net/blog/yongchan

ไม่รู้จักเพลง ไม่รู้จักวง แต่ขอบอกว่าหนังน่ะ ดูแล้วค่า....

ดีใจมั่กๆๆ เป็นหนังเรื่องที่สามของบล็อกนี้ที่เคยดู (แม้เค้าเม้นท์มีสาระไม่ได้ แต่เค้าก็เป็นแฟนพันธุ์แท้บล็อกนี้น้า )
ความคิดเห็นที่ 5
Supawan วันที่ : 16/09/2007 เวลา : 19.29 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

แวะมาทักทายยามค่ำค่ะ และอ่านบทความ
ความคิดเห็นที่ 4
falcon วันที่ : 16/09/2007 เวลา : 18.41 น.
http://www.oknation.net/blog/falcon
"ศิลปะอยู่เหนือพลัง ผู้ใดทิ้งศิลปะย่อมเอาตัวไม่รอด" บาจรีย์ เขตร ศรียาภัย

"จุติ"
ความคิดเห็นที่ 3
plutothedog วันที่ : 16/09/2007 เวลา : 18.14 น.
http://www.oknation.net/blog/muqpum

morrison นี่ใช่คนที่พระเอกในเรื่อง
2 days in paris อยากไปดูหลุมศพรึเปล่า
(ถ้ามิใช่ เชิญเขกหัวได้ค่า)
ความคิดเห็นที่ 2
julyrhapsody วันที่ : 16/09/2007 เวลา : 17.57 น.
http://www.oknation.net/blog/julyrhapsody
'attitude is everything'

ฮ่า ๆ ขอบคุณนะ

ความจริง "---- THE DOORS OF PERCEPTION : แนวทางและที่มา The Doors ---- " เราก็ยัดเอาไว้ใต้หลุมฝังศพของมอร์ริสันในเอนทรีนี้ด้วย แต่มาได้คิดว่า*ยาวไป* เลยแยกมาโพสต์ไว้อีกเอนทรีนึง

ทำให้ Kilroy was here อาจดีใจคิดไปว่า "แหม กั๊กมาตั้งนาน พอได้เขียนก็แถมให้อีกตั้ง 1 เอนทรี"

เขียนอะไรยาว ๆ แล้วเหมือนหมดพลังงานทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลง The End - ฟังแล้วคิดมากทุกที
ความคิดเห็นที่ 1
TheQueenofNostalgia วันที่ : 16/09/2007 เวลา : 17.34 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

รอนานมาก กับเอ็นทรี่นี้
แต่ก็คุ้มค่าจริงๆ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30