พิมพ์หน้านี้
|
ผมเป็นลูกชนชั้นกลางคนหนึ่ง ที่มีโอกาสเรียนจบมหาวิทยาลัยของรัฐเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าฐานะผู้ปกครองจะไม่ค่อยดี แต่ก็อาศัยความพยายามในการสอบจนสามารถเรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้ วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมมีโอกาสทำงานดีๆ สามารถผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก จนสามารถหาเงินมาเรียนต่อจบจบในระดับปริญญาโทเองได้ แต่มาวันนี้ ผมรู้สึกหดหู่และเป็นห่วงอย่างมาก กับแนวคิดในการจัดการการศึกษาของรัฐในปัจจุบัน เริ่มต้นจากเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมมักได้ยินอยู่เสมอว่า รัฐจะเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ ถ้าแปลกันตรงๆ ก็หมายความว่า ต่อไปจะไม่มีมหาวิทยาลัยของรัฐอีกต่อไป และมหาวิทยาลัยของเอกชนก็จะต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะหาเงิน เพื่อให้เป็นธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้และมีกำไรด้วยอีกต่างหาก แล้วอย่างนี้ค่าหน่วยกิตและค่าใช้จ่ายในการเรียนระดับอุดมศึกษามันก็จะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผมก็เริ่มเห็นความจริงปรากฏขึ้นแล้ว ที่มหาวิทยาลัยของรัฐอย่างเช่น มหาวิทยาลัยบูรพา มีค่าหน่วยกิตถึงหน่วยกิตละสองร้อยกว่าบาท กับสารพัดเงินที่เรียกเก็บเพิ่มนอกจากค่าหน่วยกิต ตลอดจนค่าหอพักที่เก็บเทอมละหกพันกว่าบาท มิหนำซ้ำยังต้องจ่ายล่วงหน้าอีก นี่ขนาดยังไม่ออกนอกระบบเต็มที่น่ะครับ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมก็เพิ่งทราบจากน้องสาวผมว่า ลูกของเขา(หลานของผม) ที่กำลังสอบเข้าเรียนต่อมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ต้องพยายามไปกวดวิชาเพื่อให้สามารถเลือกสอบเข้าโรงเรียนทีดีให้ได้ และต้องพยายามสอบให้ได้ตั้งแต่รอบกิ๊บเต็ด (Gifted) ผมฟังแล้วก็ประหลาดใจมาก เพราะสมัยผมไม่เคยมีการสอบรอบกิ๊บเต็ด จึงสอบถามจนรู้ว่า สมัยนี้โรงเรียนดังๆ ของรัฐส่วนใหญ่ จะมีการรับสมัครคัดเลือกเด็กที่เรียนเก่ง ก่อนการสอบคัดเลือกรอบปกติ นี่ก็คล้ายๆ กับการสอบเอเน็ต โอเน็ต ที่ผมไม่เคยผ่านมาก่อนในชีวิต เพระสมัยผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็มีแค่รอบเดียว ได้เสียรู้กันทีเดียวไปเลย นี่อะไรกันครับ เด็กสมัยนี้มันแย่งกันสอบเข้าลำบากกว่าสมัยผมอีกหรือนี่ ต้องสอบแล้วสอบอีก เอาเถอะ...ผมก็ยังคิดในแง่ดีว่า โรงเรียนที่มีชื่อเสียงตลอดจนโรงเรียนสาธิตของแต่ละมหาวิทยาลัย ก็อยากคัดเลือกเอาเด็กเรียนเก่งไปไว้ ถึงจะเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่มันแปลกใจกับผมสุดๆ ก็คือ เด็กที่สอบเข้าได้ในรอบกิ๊บเต็ดนี้ ปรากฏว่าต้องเสียค่าเทอมแพงกว่าเด็กที่สอบเข้ารอบปกติ โดยแต่ละโรงเรียนอ้างว่า จะจ้างครูพิเศษมาสอนให้เด็ก อ้าว...นี่กลายเป็นว่า เด็กที่เรียนเก่งต้องเสียค่าเรียนแพงกว่าเด็กที่เรียนปกติไปแล้วหรือครับ แทนที่เด็กที่เรียนเก่งจะได้ยกเว้นค่าเล่าเรียน หรือได้สิทธิพิเศษ นี่เท่ากับโรงรียนของรัฐเหล่านี้ ต้องการเอาทั้งสมองที่ดีเลิศของเด็ก และเงินของผู้ปกครองเด็กเหล่านี้ด้วย ทำไมกระทรวงศึกษาธิการถึงปล่อยให้มีแนวคิดอย่างนี้เกิดขึ้นในสังคมไทย มันทุเรศมากเลยครับ เมื่อการสอบเข้ามีหลายแบบหลายรอบ เด็กนักเรียนก็ต้องเครียดหลายครั้งจนกว่าจะเข้าสถาบันที่ถูกใจได้ (ถูกใจเด็กหรือผู้ปกครอง ใครทราบ) จนถึงสอบเข้าได้แล้ว ผมยิ่งตกใจมากขึ้นที่พบว่า โรงเรียนที่มีชื่อเสียงอย่างมากแห่งหนึ่ง คือโรงเรียนสตรีวิทยา ยังมีการให้เด็กนักเรียนที่สอบเข้าได้ เข้าไปเรียนก่อนเปิดเทอมจริง เพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กอีก ทั้งที่เวลาปิดเทอมของเด็กหลังจากจนประถมศึกษาตอนต้น และช่วงหลังจากการสอบแข่งขัน ก็มีเหลืออยู่น้อยนิดแล้ว เอาเป็นว่าถ้าเด็กที่สอบเข้าได้เป็นเด็กที่มีพ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด ก็ไม่ต้องกลับไปหาพ่อแม่กันเลย หรือถ้าต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ก็คงไม่มีเวลาไปช่วยพ่อแม่ทำงานเลย เพราะต้องเข้าเรียนในคอร์สพิเศษที่โรงเรียนสร้างเสริมให้นี้ และที่สำคัญกว่านั้น ผู้ปกครองก็ต้องเสียเงินสำหรับคอร์สพิเศษนี้ด้วย การกระทำเช่นนี้ของโรงเรียน ผมไม่ทราบว่ารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเห็นดีเห็นชอบด้วยหรือกระไร ? ด้านหลักสูตรการศึกษา ก็มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ฟังดูแล้วเผินๆ ดูน่าจะเป็นการดี แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมยิ่งพัฒนาหลักสูตร ผลการทดสอบความสามารถทางวิชาการของเด็กนักเรียนไทย เมื่อเทียบกับเด็กนักเรียนต่างชาติ เด็กไทยจึงมีคะแนนอยู่ในระดับท้ายๆ และลำดับยิ่งตกลงไปเรื่อยๆ เมื่อตำรามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ทำให้เด็กนักเรียนไม่สามารถใช้ตำราที่เป็นของรุ่นพี่ได้อีกต่อไป ยิ่งตำราประเภทให้เด็กเขียนคำตอบลงในหนังสือมีมากขึ้นเท่าไร การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อตำราของผู้ปกครองก็มีมากขึ้นตามไปด้วย นี่เป็นการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเด็กนักเรียน หรือเพื่อผู้ทำธุรกิจขายตำราเรียนกันแน่ครับ ? จวบจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย ต่างก็ยังเรียกเก็บเงินพิเศษจากผู้ปกครอง โดยอ้างว่าเป็นเงินบริจาค เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการศีกษาของโรงเรียน คำกล่าวที่ว่าโรงเรียนไม่ได้บังคับนั้น คงมีแต่คนปัญญาอ่อนเท่านั้นที่เชื่อ เรื่องเงินแปะเจี๊ยะโรงเรียนนี้ ผมจำได้ว่ามีมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก และนับวันยิ่งมีมากขึ้นและยิ่งเสียเป็นจำนวนมากขึ้นอีก ผมไม่เคยเห็นมีรัฐบาลไหนแก้ไขได้ สำหรับโรงเรียนที่ไม่กล้าเก็บแปะเจี๊ยะ สมัยนี้เขาก็มีวิชาคอมพิวเตอร์ วิชาดนตรี ชั่วโมงสอนเสริม อะไรต่ออะไรเยอะ แยะไปหมด ที่เด็กนักเรียนสมควรจะเรียน และผู้ปกครองจำใจต้องจ่าย สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมานานแล้ว และไม่น่าเชื่อว่ามันมีอยู่ในสถาบันการศึกษาของรัฐด้วย ก็ในเมื่อมันดีและจำเป็น ทำไมรัฐบาลไม่อุดหนุนและกำหนดให้อยู่ในหลักสูตรเรียนฟรีละครับ นี่หรือครับคือนโยบายการศึกษาฟรีของไทย ? ผมขอวิงวอนให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดระบบและควบคุมการศึกษาของไทย ได้รีบโปรดพิจารณาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยครับ ก่อนที่สิ่งที่ทำกันผิดๆ จะกลายเป็นประเพณีเลวๆ ฝังรากลึกในระบบการศึกษาของไทย
วิชัย กอสงวนมิตร ๒๑ เมษายน ๒๕๕๑ |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||