พิมพ์หน้านี้
|
จากการที่เกิดพายุไซโคลนตวามเร็วเกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดถล่มเมืองย่างกุ้งและอีกหลายเมืองเมื่อไม่กี่วันมานี้ และมีชาวพม่าเสียชีวิตไม่ต่ำกว่าสามร้อยคนแล้วเท่าที่ทราบเบื้องต้น ตามข่าวต่างประเทศของสำนักข่าวอเมริกันรายงานว่า พยากรณ์อากาศของพม่าได้เตือนแค่ว่าจะมีคลื่นสูง 3.5 เมตรถล่มชายฝั่งที่พายุขึ้น สงสัยว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และรายงานอากาศคณะนี้ คงจะจบมาจากสถาบันเดียวกับเจ้าหน้าที่กรมอุตุฯไทย ที่รายงานในวันที่เกิดสึนามิว่า ในวันนั้นน้ำทะเลจะขึ้นสูงผิดปกติราวหนึ่งเมตร (ไม่เชื่อลองไปขอเทปคำสัมภาษณ์ออกอากาศสถานีวิทยุ จส.100 ในเช้าวันนั้นฟังดู) ลองคิดดูซิครับ ว่าคุณภาพนักวิชาการของเจ้าหน้าที่ที่ต้องคอยปกป้องชีวิตประชาชนให้พ้นจากภัยพิบัติของทั้งสองประเทศนี้ แตกต่างกันหรือไม่ เพียงไร โดยทั่วไปแล้ว นักเรียนนักศึกษาที่เรียนจบแค่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ก็ควรจะรู้ได้แล้วว่า หากมีพายุในระดับความเร็วลมไต้ฝุ่น สามารถก่อให้เกิดคลื่นสูงเท่ายอดต้นมะพร้าวเข้าถล่มเกาะหรือชายฝั่งได้ ซึ่งไทยก็เคยเจอมาแล้วในกรณีตะลุมพุก และประเทศที่เจริญแล้ว จะทำการอพยพผู้คนออกจากชายฝั่งก่อนพายุมาถึงอย่างน้อยหนึ่งถึงสองวัน และการเตือนภัยก็จะเตือนกันแทบทุกชั่วโมง ทุกวันนี้เวลาเกิดพายุ ผมไม่เคยดูหรือฟังข่าวกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยเลย เข้าไปดูความเคลื่อนไหวในเวปไซต์ต่างประเทศตลอด มีอยู่หลายเวปไซต์ อาทิเช่น http://www.dwr.go.th/weblink/ThaiWeatherSat.html หรือ http://www.darasart.com/satellite.html เพราะมีการupdate จุดศูนย์กลางพายุทุกชั่วโมง แต่พยากรณ์อากาศของไทยก็จะยังคงมีวันละสามเวลา คืออยู่ในข่าวเจ็ดโมงเช้า เที่ยง และหนึ่งทุ่ม และการเตือนภัยพายุ ก็จะเชื่อว่าพายุจะเดินทางเป็นเส้นตรงอยู่เสมอ ผิดกับประเทศอย่างอเมริกา ที่เทคโนโลยี่ดีกว่าไทยมากมาย เวลาเตือนภัยพายุจะเตือนเป็นบริเวณกว้างมาก บางทีเตือนครั้งละสามสี่มลรัฐที่พายุมีโอกาสเบนไปถึงได้ ผมรู้สึกประหลาดใจมากกับการเตือนภัยพายุไซโคลนนาร์กีสครั้งนี้ ด้วยเพราะก่อนหน้านี้เมื่อกลางเดือนเมษายน ได้เกิดมีพายุก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิคและทวีกำลังแรงขึ้นจนเป็นพายุไต้ฝุ่น พัดเข้าถล่มเกาะไหหลำทั้งที่ยังไม่ใช่ฤดูที่ควรจะมีพายุหมุนเขตร้อน พอเมื่อพายุลูกนี้สลายไป ผมก็เห็นการก่อตัวพายุในมหาสมุทรอินเดียขึ้นมา จนกลายเป็นพายุไซโคลนที่มีกำลังรุนแรง แล้วเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ประเทศพม่าและไทย และที่จริงพายุลูกนี้หากไม่เปลี่ยนทิศเคลื่อนไปทางเหนือหลังจากถล่มปากแม่น้ำอิระวดีแล้ว ประเทศไทยจะได้รับผลประทบมากกว่านี้อย่างมาก ผมกล้าพูดได้เลยว่า ผมเห็นมหันตภัยของพายุลูกนี้ที่จะเกิดขึ้นกับบริเวณปากแม่น้ำอิระวดีหลายวันก่อนพายุพัดขึ้นฝรั่งพม่า และยังรู้สึกหวาดกลัวว่าหากพายุไม่เปลี่ยนทิศทาง และเกิดเบนลงใต้เพียงเล็กน้อย อันตรายจะใหญ่หลวงมาก จนอาจกระทบต่อภาคใต้ของไทยด้วยซ้ำไป ดูลักษณะการเตือนภัยของกรมอุตุนิยมของไทยแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าตั้งอยู่บนความประมาทและล่าช้ามาก มิหนำซ้ำทุกครั้งที่มีการเตือนภัย กรมอุตุฯไม่เคยให้ความรู้ประชาชนประกอบเลย ทำอย่างกับว่าคนไทยทั้งหมดเป็นผู้มีการศึกษาและรู้ดีเกี่ยวกับความรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งความเป็นจริงแล้วคนไทยจำนวนมากแทบไม่มีความรู้ที่จำเป็นอยู่ในตัวเลย และมิหนำซ้ำยังเต็มไปด้วยความเชื่อทางด้านไสยศาสตร์ การให้การศึกษาแก่ประชาชนในการรายงานสภาวะอากาศจึงควรทำควบคู่กันไปด้วย เช่น ระดับความรุนแรงของพายุสามารถก่อความเสียหายได้ขนาดไหน โอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันมีในบริเวณใดบ้าง โดยจะต้องกล้าที่คาดการณ์ล่วงหน้าด้วย ไม่ใช่รอให้เหตุวิบัติเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยออกคำเตือนเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการของไทย ก็ควรจะได้เน้นการสอนและสอบความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชนในหมู่นักเรียนนักศึกษาด้วย แทนที่จะไปยัดเยียดให้เรียนมากมายแต่กลับไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เลยอย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้ผมมีความรู้สึกว่า ระบบการศึกษาของไทยเหมือนดั่งได้พยายามยัดเยียดให้เด็กเรียนและสอบวิชาคณิตศาสตร์แคลคูลัส ทั้งที่เด็กยังบวกลบคูณหารเลขได้ไม่ดี แล้วไม่รู้จักแก้โจทย์บัญญัติไตรยางค์ด้วยซ้ำไป จากทั้งเหตุการณ์ที่มีผู้คนล้มตายจำนวนมากจากคราวเกิดสึนามิและพายุไซโคลนในครั้งนี้ ทำให้รู้สึกได้ว่า ประเทศที่อ้างตนเองว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหล่านี้ แท้จริงแล้วระบบการศึกษาไม่ได้สร้างภูมิปัญญาให้กับประชาชนเลย ผิดกับเด็กนักเรียนในยุโรปที่แม้กระทั่งเรียนแค่ชั้นประถมศึกษา ก็ยังพอจะรู้และตักเตือนพ่อแม่ของเขาได้ ว่าให้รีบหนีขึ้นจากทะเลเมื่อเห็นน้ำทะเลลงผิดปกติหลังเกิดแผ่นดินไหว ก่อนเกิดสึนามิตามมา ผมเชื่อว่าหากมีพายุระดับไต้ฝุ่นกำลังเข้ามาสู่บริเวณที่อยู่อาศัย ชาวยุโรปและอเมริกันส่วนใหญ่ก็จะหนีภัยหรือเตรียมตัวป้องกันภัยกันอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องรอคำเตือนจากหน่วยราชการ เพราะรู้ดีว่ากำลังลมที่แรงเกินกว่าร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทำลายสิ่งปลูกสร้างได้อย่างกว้างขวาง หรือแม้กระทั่งประชาชนที่อาจไม่ได้เรียนหนังสือมาสูง ก็ย่อมจะรู้ดีถึงภัยที่กำลังจะมาถึง เพราะคงเคยดูข่าวหรือสารคดีที่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติมาก่อนหน้า ผมเคยดูทีวีมากว่าสิบประเทศ พบว่าประเทศส่วนใหญ่ที่เจริญแล้ว ภาคข่าวและสาระความรู้จะมีไม่น้อยกว่าภาคบันเทิง แต่ที่เมืองไทยนี้ เราคงจะคาดหวังว่าไม่ได้เลยว่าประชาชนคนไทยจะได้รับความรู้จากวิทยุโทรทัศน์ เพราะรายการโทรทัศน์เกือบทั้งหมด ได้ใช้เวลาไปกับละครไทยที่ไม่เคยประเทืองปัญญา มีแต่เรื่องชิงรักหักสวาทตบตีกัน หรือไม่ก็เป็นรายการบันเทิงบ้าๆบอๆ จนแทบจะหาสาระข้อคิดอันใดไม่ได้เลยจากการเสียเวลาดู (จากผลการวิจัยยังพบว่าคนไทยใช้เวลาดูโทรทัศน์มากกว่าชาติอื่น แต่อ่านหนังสือน้อยมาก) และที่น่าผิดหวังที่สุดก็คือ ผมพบว่านักเรียนนักศึกษาไทยจำนวนมาก ที่จบจากสถาบันการศึกษาในระดับกลางถึงสูง แทบจะไม่ได้จดจำและไม่สามารถเข้าใจในเนื้อหาวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมาหลายสิบปีได้เลย ผมเชื่อว่า หากทดลองนำคำถามที่เราเคยเรียนมาในระดับประถมศึกษาตอนปลาย ถามผู้ที่จบการศึกษามาแล้วแค่ปีสองปี ว่าพายุดีเปรสชั่น โซนร้อน ไต้ฝุ่น หรือไซโคลนต่างกันอย่างไร ก็จะมีเปอร์เซ็นค์คนไทยน้อยมากที่ตอบได้อย่างถูกต้องชัดเจน มาประจวบเหมาะกับคุณภาพการทำงานของหน่วยราชการไทยที่ห่วยแตกด้วยแล้ว ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินคนไทยอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติในอนาคต จึงยังคงมีอยู่อย่างสูงมากต่อไปอีกนาน อ่านข่าวความเสียหายในพม่าครั้งนี้แล้ว รู้สึกอดสมเพชกับคุณภาพทั้งข้าราชการที่ทำงานกรมอุตุ และทั้งคุณภาพการศึกษาของทั้งสองประเทศไม่ได้ และที่สำคัญกว่านั้น ผมกำลังห่วงว่า ในอนาคตหากมีพายุพัดเข้าประเทศไทย คนไทยก็อาจจะตายเป็นเบือแบบเดียวกับพม่าในครั้งนี้ โปรดระวัง ! |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |