พิมพ์หน้านี้
|
IRON MAN Director : John Favreau Actors : Robert Downey Jr., Terrence Howard, Gwyneth Paltrow, Jeff Bridges Iron Man เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่สร้างจากการ์ตูนของมาเวลล์ เรื่องราวของมหาเศรษฐีอัจฉริยะ โทนี่ สตาร์ค เจ้าของโรงงานผลิตอาวุธ สตาร์ค อินดัสทรีส์ ผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ไฮเทคที่เป็นที่ต้องการของกองทหารทั่วโลก รวมถึงพวกผู้ก่อการร้าย เปิดเรื่องขึ้นเมื่อโทนี่ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัฟกานิสถานและถูกบังคับให้ผลิตอาวุธไฮเทคให้ ภายหลังจากที่โทนี่หนีรอดจากการถูกลักพาตัวกลับมาด้วยชุดเกราะที่เขาประดิษฐ์ขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือจาก ยินเซ่น นักโทษชาวอัฟกัน เขาก็เกิดความสำนึกว่าอาวุธที่เขาสร้างนั้นก่อให้เกิดสงครามอย่างไร และเป็นอันตรายต่อคนอื่นแค่ไหน รวมถึงตัวเขาเองด้วย เขาตัดสินใจเลิกผลิตอาวุธทั้งหมด สร้างชุดเกราะที่ทำอะไรต่างๆ ได้สารพัด โดยมีเตาปฏิกรณ์อาร์คทรงกลมที่ฝังอยู่ที่หน้าอกเป็นเครื่องกำเนิดพลัง (ซึ่งในตอนแรกเขาต้องใส่มันไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เศษกระสุนที่คงค้างอยู่ในทรวงอกวิ่งเข้าสู่หัวใจ) แล้วสาบานกับตัวเองว่าจะทำลายอาวุธที่เขาเคยสร้างและขายออกไปแล้วให้หมดด้วยตัวเขาเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม ชอบครับเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่เนื้อเรื่อก็ไม่มีอะไรมาก ฉากต่อสู้ก็น้อยกว่าหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆ กราฟฟิคก็เหมือนหนังอย่าง Tranformers แต่ผู้กำกับกลับทำออกมาได้น่าสนใจ สนุก ตลก ผมว่าเพราะได้นักแสดงที่เหมาะกับบทและดูจะสนุกกับการแสดงอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ Robert Downey Jr . ที่ความเป็นแบดบอยในชีวิตจริงช่วยทำให้เราสนุกไปกับเขาด้วยมากๆ แต่ที่ชอบมากเป็นพิเศษก็มี 2 ประเด็นครับ หนึ่ง คือในส่วนที่หนังเอาเตาปฏิกรณ์อาร์คที่ฝังกลางหน้าอกพระเอกมาเป็นสัญลักษณ์ในการเปลี่ยนผ่านของชีวิต นอกจากจะเท่ห์แล้ว มันยังส่งสารชัดเลยครับ ตอนก่อนที่โทนี่จะถูกลักพาตัวไปนั้น เขาเป็นคน (ไม่ใช่หุ่นยนต์) แต่ไร้ใจ ไม่สนใจใยดีใครทั้งนั้น แต่พอถูกลักพาตัวไป เขาต้องสร้างเกราะและหนีออกมาด้วยการใส่เกราะ (กลายเป็นหุ่นยนต์) แต่เขากลับกลายเป็นคนที่มีหัวใจขึ้นมา ด้วยการอุทิศตัวเองช่วยเหยื่อสงคราม แถมยังต้องใส่เครื่องดูแลหัวใจ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยืนยันว่าเขาเป็นคนมีหัวใจอีกด้วย (คราสสิคมากๆ) เหมือนจะบอกว่า การดูคนนั้น ไม่ได้ดูที่ภายนอกว่าดูดีมั้ย แต่ต้องดูว่ามีหัวใจมั้ยนั่นเอง สอง คือ การที่โทนี่ถูกลักพาตัวไปนั้น ปรกติถือเป็นเรื่องร้าย แต่เรื่องร้ายๆ นี้สามารถเปลี่ยนเขาได้ เปลี่ยนจากคนที่ไม่สนใจใยดีคนอื่นมาเป็นคนที่มากน้ำใจได้ขนาดนั้น ด้วยความเป็นหนัง เราอาจจะเรียกได้ว่านี่คือ ความบังเอิญ แต่ในชีวิตจริงของเราๆ ท่านๆ ล่ะ มีเรื่อง บังเอิญ อย่างนั้นบ้างไหม
ไม่เอาเรื่องเหลือเชื่อแบบในหนังนะครับ เอาแค่แบบธรรมดาๆ อย่างเช่น การเดินไปเจอเพื่อนเก่าในวันที่เราคิดถึงอดีตที่มีร่วมกับเขาพอดี การได้รู้จักกับคนที่เราเห็นปราดเดียวก็รู้ว่ามีเคมีบางอย่างตรงกัน การได้อ่านหนังสือเล่มโน่นเล่มนี้ที่สามารถตอบความคับข้องใจในช่วงนั้นได้อย่างหมดจด เพื่อนๆ หลายคนคงจะรู้ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่อง บังเอิญ มันมีความหมายบางอย่างกับเรา และบางครั้งมันก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเรา แต่ความไม่บังเอิญก็มี 2 แบบที่แตกต่าง ความไม่บังเอิญ ที่ผมเขียนข้างบนนั้นแสนโรแมนติก เป็นอะไรที่ลึกซึ้ง เต็มใจ และสร้างความสำนึกขอบคุณต่อฟ้าดินได้อย่างหมดใจ แต่หากว่า ความไม่บังเอิญ มาสู่เราในอีกรูปแบบนึงล่ะ? หาก ความไม่บังเอิญ นำมาซึ่งความเจ็บปวด ไม่พอใจ เช่น อาการเจ็บป่วยหนักที่ไม่คาดคิด การพรากจากคนที่เรารัก อุบัติเหตุ ฯลฯ ความลึกซึ้งกินใจที่เคยรู้สึกก็อาจกลายเป็นการตอกย้ำความเจ็บปวดให้มากขึ้น ความสำนึกขอบคุณก็อาจจะกลายเป็นความโกรธแค้นอย่างมหาศาลได้ ในห้วงเหตุแบบนี้ ผมจะเรียกว่า การจนมุมของชีวิต เพราะผมเชื่อว่าในช่วงชีวิตหนึ่งๆ คนเราจะใช้ชีวิตในขอบเขตความคิด ความเชื่อชุดหนึ่ง จนเมื่อถึงเวลาที่เราจะสละละ ต้องก้าวไปสู่ขอบเขตความคิดความเชื่อใหม่ของชีวิตเมื่อไหร่ จักรวาลจะบอกให้เรารู้โดยการผลักให้เราไปจนมุม ณ ขอบความคิด ความเชื่อเก่าของเรา อาจจะผลักแบบหนักๆ หรือเบาๆ เพื่อให้เราทลายเขตแดนออกไปสู่เขตแดนใหม่ๆ ต่อไปเอง หากเราไม่สามารถทลายกำแพงของเรานี้ออกไปได้ เราก็จะ จนมุม อยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ แต่หากเราชัดเจนในตัวมากพอ เราจะหาทางออกเจอ และทลายความคิด ความเชื่อ และรับ ปัญญา ชุดใหม่ติดมือมา ซึ่ง ปัญญาญาณ ชุดใหม่นี้จะทำให้เรามองโลกไม่เหมือนเดิมอีก เราก็จะมีชีวิตที่ใหม่สด ชัดเจนขึ้น และมีค่าขึ้นอย่างที่เราไม่คิดว่าจะมีได้เลยทีเดียว แต่เราจะทำอย่างไรที่จะคงความลึกซึ้งกินใจและสำนึกขอบคุณไว้ และทลายกำแพงออกมาได้ เหมือนที่โทนี่ สตาร์ค สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทลายขอบเขตในใจของเขาและค้นพบศักยภาพที่แท้ของตน นั่นคือศักยภาพในการช่วยเหลือผู้อื่น ที่มีประสิทธิภาพกว่า มีอำนาจมากกว่าการทำลายล้าง มันอาจจะไม่ง่ายเลยที่จะทลายออกไปได้ เพราะไม่ใช่เพียงผู้ก่อการร้ายในหนังเท่านั้นที่ต้อนเราเข้ามุม แต่เป็นทั้งจักรวาลเลยทีเดียว แต่หากเราทำได้ เราก็บอกกับตัวเองได้ว่าเราก็ มีหัวใจ ที่ใหญ่พอตัว ก็คงเป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะเป็นคนหาคำตอบเองว่าจะทลายมันอย่างไร ไม่มีใครสามารถตอบแทนใครได้ สำหรับผมแล้ว หากผมเจอเหตุการณ์ จนมุม อย่างนั้นบ้าง ผมคงจะต้องลองใช้ ศรัทธา (การมองโลกในแง่ดี) ที่ผมมีนี้แหละครับ
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |