| ธรรมชาติของนานาสัตว์ | ||
สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น |
||
|
View All |
||
| ดร.สนอง กับ ทไวไลท์โชว์ (ITV ๘ มกราคม ๒๕๕๐) | ||
ธรรมบรรยาย |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
วาระแห่งชาติ วาระแห่งการศึกษา วาระแห่งปัญญาชน กระแสเปาบุ้นจิ้น กระแสแห่งกระบวนการยุติธรรม ที่นับวันกำลังเดินหน้าเพื่อเอาผิดกับกลุ่มคนที่ถูกความคิดข้างหนึ่งของสังคมที่ตอบโจทย์ของประชาธิปไตยแบบไทย ๆ (ซึ่งความจริงประเทศไทยรับมาจากผลิตผลทางความคิดเพื่อปกป้องสิทธิของชาวตะวันตก) ว่า ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ต้องมีการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจถึงจะสมดุลอย่างที่เค้าว่ากันว่า หากคนหนึ่งร้อน คนหนึ่งต้องเย็น จึงจะอยู่กันได้ อย่างที่เค้าว่ากันว่า ขั้วบวกย่อมดูดขั้วลบ แต่ก็แปลกที่ว่า ทำไมประชากรไทย(ไม่ใช่พรรคการเมือง) ยังสวนกระแส เปลี่ยนรสนิยมทางเพศกันจนกลายเป็นแฟชั่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง มีทั้งทีเล่นทีจริงอย่างพวกชอบลองของ และทองแท้ที่ไม่กลัวไฟอย่างที่เห็นกัน เพราะที่แน่ ๆ แค่เห็นผู้ชายเดินคู่กันมาสองต่อสอง เป็นต้องคิดไว้ก่อน สันนิษฐานตามความรู้สึกไว้ก่อนว่า แฮ่!!! ไอ้นี่คู่เกย์ ว่าก็ว่าเถอะ ผมก็ยังยอมรับชุดความคิดที่ว่า ความหลากหลาย คือความสมบูรณ์ และที่แน่นอนเห็นผลชัดก็คือ การระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตประเทศของประชาคมตุลาการ ซึ่งเป็นความหลากหลายทางความคิดที่นำไปสู่เป้าหมายที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ การระดมทุนจากประชาชนเพื่อสร้างมูลนิธิช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม อย่างคนพิการ เด็ก หรือผู้ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น หรือคุณคิดว่าไม่ใช่ ก็ในเมื่อกว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยได้ถึงขนาดเป็นนักศึกษาสายคณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทุกคนก็ล้วนผ่านวิชาที่ตัวเอง Just say no มาทั้งนั้น อย่างคนที่เก่งคำนวณ มักจะไม่ได้เรื่องในวิชาท่องเพราะพวกนี้ ไม่ชอบอะไรที่อ่านไปแล้วต้องจำก่อนเข้าใจ แต่ทว่าเขาต้องเข้าใจพิสูจน์สูตรได้ก่อน แล้วค่อยจำสูตรไปใช้ นั่นแหละความต่างของวิธีคิด แต่ไม่ว่าเขาจะเรียนสายไหนมา วิทยาศาสตร์ หรือตรรกะ ก็ยังเป็นโรคประจำตัวที่ติดเชื้อกันมาตั้งแต่สมัยที่วิทยาศาสตร์สามารถตอบโจทย์ของสิ่งมีชีวิตได้ ก็ที่ต้องเรียนเหวี่ยงแหกัน ก็เพื่อสร้างฐานทางความคิดที่มั่นคง เมื่อโตพอที่จะเลือกทางเดินสายหลักให้กับชีวิตได้ และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากพื้นฐานที่มีอยู่ไม่ดีพอ การจะต่อยอดหรือสร้างขั้นบันไดชีวิตของตัวเองก็อาจพังครืนลงมา คราวนี้ก็อยู่ที่ว่า คุณยังจะสร้างบันไดขั้นต่อไป แล้วค่อยมาอุดช่องโหว่ หรือคุณจะทำการซ่อมพื้นข้างล่างให้มั่นคงเสียก่อนแล้วสร้างบันไดต่อ ส่วนนี้เป็นลิขสิทธิ์ทางความคิดที่ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ไม่มีใครออกแบบให้คุณได้ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด จึงหนีไม่พ้นการสร้างคนที่มีฐานะเป็นมนุษย์ต้นแบบเพื่อขยายฐานทางความคิด ไม่ใช่การนั่งมองกระดานลงทุน อย่างคนมีปัจจัยเค้าทำกัน เพราะความเสี่ยงยังไม่เท่ากับศูนย์ อันนี้ Confirm!!! และการจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาสักคนหนึ่งก็เป็นเรื่องยากพอสมควร อันนี้ต้องออกแบบไม่ใช่จะปุ๊บปั๊บแบบ one night stand อย่างเยาวชนที่ถูกวัฒนธรรมตะวันตกครอบงำผ่านสื่อที่มากับผลกำไร แต่ได้ทิ้งระเบิดเวลาไว้กับเยาวชนผู้เป็นแพะรับบาปโดยเฉพาะ เมื่อเรายอมรับว่าการศึกษา คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดแล้วเป้าหมายที่แท้จริงของการศึกษาคืออะไร อย่างเป้าหมายของธุรกิจนี่ต้องกำไรสูงสุด เป้าหมายของมนุษย์คือนิพพาน จึงจะเกิดมาคุ้มกับเวลาที่เบื้องบนให้เกิดมาเพื่อใช้ปอดหายใจ และมีสมอง ส่วนตัวผมเองเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป้าหมายของการศึกษา คือ การสร้างปัญญาชนไม่ใช่การสร้างเกียรตินิยมชนหรือฉลาดชนบางจำพวกที่คิดแต่จะเอาเปรียบคนเพื่อสร้าง ตัวกูของกู ชนิดที่ว่า กูรู กูนี่แหละแน่ !!! เมื่อคุณทราบถึงเป้าหมายหรือธงคำตอบแล้ว หลังจากอ่านโจทย์ข้างบน คราวนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งผมเชื่อว่า คือทุกคนที่ต้องมาร่วมกันใช้ฝีมือ ฝีมือ และฝีมือที่มีอยู่ลงมือกระทำในสิ่งที่มีค่าสูงสุดที่ประเทศชาติรออยู่ เสาะหาอัศวินขี่ม้าขาว(คนดี มีปัญญา) ซึ่งจะเป็นผู้นำที่หาญกล้าเปลี่ยนทิศทางการศึกษาบ้านเราที่ผิดมาตั้งแต่ต้นและผิดอย่างแท้จริงเสียที แล้วก็อยากจะถามกลับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าเป้าหมายของพวกท่านคืออะไรกันแน่ ลองคิดดูสิ ในแต่ละปีบัณฑิตที่ดีมีปัญญาต่อบัณฑิตที่ฉลาดคิดแต่อำนาจ เงิน อยู่ในอัตราส่วนเท่าไรแล้วที่เอาเข้ามาบริหารประเทศ มันคนพวกไหนกันแน่ และถ้าคุณเชื่อเหมือนกับผม การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากสังคมให้ความเสมอภาคแก่กัน ให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าเรียนในระดับชั้นอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังไม่พอถ้ามีแต่สิทธิที่กฎหมายเขียนไว้ จึงต้องพ่วงโอกาสทางการศึกษาให้กับเขาด้วย และรัฐเองต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ได้ ไม่ใช่ มหาวิทยาลัย คือบ่อน้ำสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม เฉพาะนามสกุลคนชั้นนำ โดยลืมมองชนชั้นล่างอย่างลูกหลานตาสี ปู่สา ยายมี ย่ามา ที่เขาก็อยากให้ลูกหลานเขาได้เรียนสูง ๆ อยากให้เป็นนาย (ตำรวจ) อย่างที่เค้าคิดกัน ความรู้สึกนี้ผมยังทันได้ยิน และตัวผมเองก็มีต้นทุนทางสังคมมาจากกระดูกสันหลังของชาติและยังภูมิใจในอาชีพของบรรพบุรุษที่สร้างความคิดทั้งหมดนี้ให้กับผม เพราะฉะนั้น การสร้างปัญญาชน สมควรที่จะถูกตั้งเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว แต่ต้องเป็นวาระแห่งชาติที่มียืนพื้นมาจากธรรมะเท่านั้น จึงจะสร้างคนดี มีปัญญาได้ และคำว่าธรรมะในที่นี้คือความจริงตามธรรมชาติที่ไม่ได้แบ่งแยกตามกฎเหล็กของแต่ละศาสนา แต่เป็นข้อความจริงที่ไม่เคยตาย เป็นสามัญ แม้ผู้ค้นพบจะได้ชื่อว่า ปรินิพพาน ไปแล้วก็ตาม เมื่อคุณเดินมาตามทางที่ผมปูไว้ด้วยพรมแดงแล้ว ต่อไปก็ต้องมาทำความเข้าใจถึงต้นทาง-ปลายทางในการศึกษาว่า จะสร้างคนดี มีปัญญาได้นั้น จะต้องผ่านบ้านทั้ง 4 หลังคือ ข้อมูลดิบ(Data) ข้อมูลที่จัดระบบแล้ว(Information) ความรู้ที่วิเคราะห์จากข้อมูลที่จัดระบบแล้ว(Knowledge) และปัญญาที่เกิดจากการใช้ความรู้ที่มีอยู่อย่างเป็นระบบด้วยการบูรณาการความรู้หลายแขนง (Wisdom) เสียก่อนและถ้าสร้างมนุษย์ต้นแบบโดยผ่านกระบวนการเหล่านี้ได้ บ้านเมืองก็จะเต็มไปด้วยคนดี มีปัญญาที่จะตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้นบนความชอบธรรม ด้วยการเอาธรรมะมายุติ ด้วยเจตนาและการกระทำที่บริสุทธิ์จากความโลภ โกรธและหลง อย่างเพลงพุทธทาสท่อนหนึ่งที่ว่า หากธรรมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศ มวลมนุษย์จะลำบาก คนบาปจะครองเมือง ซึ่งถ้าหวนกลับไปคิดถึงประวัติศาสตร์ อนาคตมันก็มีทีท่าว่าจะเป็นไปได้ ถ้าไม่เชื่อก็รอดูต่อไป เอาง่าย ๆ ลองนึกดี ๆ สิว่า 5 ปีที่ผ่านมานี้ มันคืออะไร นึกได้อย่าอมยิ้มละ !!! (ลิขสิทธิ์ในงานเขียนเป็นผลงานเจ้าของ ส่วนวิธีคิดและภูมิปัญญามาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคนสามารถเลียนแบบได้)
|