พิมพ์หน้านี้
|
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันห่างเหินจาก... จาก... จาก... จากอะไรล่ะ??? ฉันนึกคำที่จะอธิบายไม่ออกเสียดื้อๆ นี่เป็นเพราะวันๆฉันยุ่งอยู่แต่กับงาน คอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ exel และตัวเลข (ซึ่งเป็นอริกับฉันมาตลอด) มากเกินไปหรือเปล่า ฉันพลันนึกเรื่องที่จะเขียนไม่ออกเสียอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เวลากลับถึงบ้าน หลังจากที่ถอดรองเท้าออก โยนกระเป๋าสะพายใบย่อมลงกับพื้น ลงไปล้างหน้าล้างตา ดื่มน้ำเย็นๆสัก 4 อึก สิ่งที่ฉันจะทำคือ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ภายใน 1 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ฉันอ่านหนังสือเล่มเก่าที่เคยอ่านจบไปแล้วหนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน มันเป็นหนังสือเล่มเล็กๆที่ยิ่งอ่านยิ่งปวดร้าวและกำซาบกับความเศร้าเหลือหลาย หนังสือเล่มนี้เขียนโดย พี่'ปราย พันแสง "รักแรกอ่าน" Do you believe in love at first read? คราแรกที่ฉันอ่าน ฉันอ่านมันรวดเดียวจบ อ่านเหมือนคนกระหายน้ำมา 30 ปี แล้วกระโจนเข้าใส่น้ำบ่อแรกที่พบ มันเป็นการอ่านแบบยอมตาย แต่หนนี้ ฉันเปิดอ่านตอนกลางๆเล่ม อ่านไปซัก 4 หน้าก็ปิดแล้วลงไปอาบน้ำอาบท่า ก่อนจะขึ้นไปนอน วันต่อมา ฉันยังคงทำแบบเดิม คืออ่านจากกลางๆเล่ม โดยไม่เลือกหน้า บ้างก็อ่านท้ายเล่ม ต้นเล่ม สลับกันไปวันละนิดวันละหน่อย ฉันเริ่มค่อยๆจิบน้ำทีละอึกในครานี้ มันทำให้ฉันไม่สำลัก และไม่ด่วนเป็นปลื้มเหลือหลายเหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต หากคุณค่อยๆละเลียดลิ้นบนอาหารสักจาน คุณจะรู้ว่าประสาทสัมผัสของเราทำงานได้เต็มที่กว่าตอนที่รีบซัดมันเข้าไปในร่างกาย คุณจะรู้เลยว่า ความหวาน ความเปรี้ยว ความเค็ม และรสชาติของน้ำเปล่านั้นว่างเปล่าเต็มตื้นเพียงใด ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ฉันเองก็ชักจะงงแล้วว่าจริงๆแล้วจะพิมพ์อะไรกันแน่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน 1. วันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุดที่แสนจะมีค่าของฉัน เพราะใน 1 อาทิตย์นั้น ฉันทำงานไปแล้วเสีย 6 วัน วันนี้ฉันจึงแบ่งเวลามาเข้าโอเคเนชั่น ไล่อ่านบลอคเพื่อนๆหลายคนที่คุ้นเคยต้องอัธยาศัยกันดี บังเอิญสายตาเหลือบแลไปเห็นเอนทรี่ล่าสุดที่เพิ่งอัพ มีบลอคเกอร์หนึ่งที่ทำให้ฉันจังงังไป ฟ้า พูลวรลักษณ์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉันไม่รีรอที่จะคลิกเม้าท์เข้าไปอ่านเอนทรี่ของคุณฟ้า "สภาวะที่สอง" ฉันกวาดสายตาลวกๆรอบหนึ่ง ก่อนที่จะคลิกไปอ่าน "สภาวะที่หนึ่ง" อ่านได้ไม่ทันหมด ฉันจำต้องปิดหน้าต่างบลอคของคุณฟ้าไป ฉันรู้สึกขึ้นมาว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะอ่านงานของเขา บางทีอาจเป็นเพราะฉันยังอิ่มกับ "รักแรกอ่าน" หรือลิ้นของฉันยังไม่พร้อมที่จะรับรสใหม่ ...ทั้งที่เป็นรสที่ฉันลุ่มหลงมาตลอด add favourite จึงเป็นวิธีเดียวและเป็นวิธีที่ดีที่ฉันจะติดตามอ่านงานของเขาได้ในภายหลัง ฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่าในตู้เย็นตู้นี้ยังมีอาหารอีกมากที่ฉันหยุดกิน และยังมีอีกมากที่ฉันเก็บไว้ทั้งที่ไม่เคยกิน ฉันคงต้องหาเวลาว่างๆมาไล่เปิดทีละบลอค แล้วค่อยๆละเลียดในการทำความรู้จักกับพวกเขาเหล่านั้นในสักวัน *ใครที่เคยอ่านบลอกแถกเรื่อง หนังสือเพื่อการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ที่ฉันเคยเขียนไว้ถึงหนังสือเรื่อง "ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก" แล้วจนถึงวันนี้ยังไม่เคยได้อ่านหนังสือเล่มนี้เลยสักครั้ง ลองเปิดไปบลอคของคุณฟ้า พูลวงลักษณ์ ดูนะคะ จะพอเห็นภาพว่างานของคุณฟ้าเป็นอย่างไรค่ะ 2. เมื่อวันพฤหัส-เสาร์ที่แล้ว ฉันมีโอกาสได้หนีไปเที่ยวหัวหินมาค่ะ จะว่าหนีไปก็ไม่ถูก น่าจะเรียกว่าเป็นการบังคับให้ไปเที่ยวมากกว่า เหตุเพราะเจ้านายลาพักร้อนไปเที่ยวฮ่องกง 4 วัน และบังคับให้ฉันต้องหยุดด้วย (ด้วยการหักวันหยุดนักขัตฤกษ์ของตัวฉันเองเพื่อการนี้!) ฉันจึงไม่เห็นประโยชน์อันใดที่ตัวเองจะนอนแกร่วอยู่กับบ้าน ไหนๆก็คงไม่มีโอกาสได้หยุดยาวๆเช่นนี้อีก ฉันจึงหนีไปหัวหินมันซะเลย ไม่เล่าล่ะว่าไปทำอะไรยังไงมาบ้าง เพราะหลักๆก็หนีไม่พ้นไปเล่นน้ำ เดินชายหาด กินซีฟู๊ด เดินตลาดโต้รุ่ง อะไรทำนองนั้น แต่การไปหัวหินคราวนี้มันแปลกประหลาดตรงที่ อะไรที่ฉันคิดไว้ มันจะไม่เป็นอย่างที่คิด แต่อะไรที่ไม่ได้คิด กลับเป็นสิ่งที่ ...โอ้โห คิดไม่ถึงเลยจริงๆ อย่างแรกคือ พอจะเข้าตัวเมืองหัวหิน จะมีป้ายโลหะติดอยู่ที่สี่แยกหัวหิน (ซึ่งเป็นแยกที่สามารถเดินลงทะเลได้ ...อยากให้มีแยกแบบนี้ในกรุงเทพบ้างจังเลยนะ) ตัวอักษรบนนั้นใหญ่มาก เขียนไว้หราเลยว่า อำเภอหัวหิน อำเภอยิ้ม แต่แค่วันที่สองที่ไปถึง ฉันก็ถูกพ่อค้าในหัวหินด่าเอาเสียแล้ว! หลังจากไปถึงหัวหินเอาเกือบ 4 โมง หอบหิ้วสังขารหาที่พัก เดินเล่นชายหาด หามื้อเย็นใส่ท้องในตลาดโต้รุ่ง และนอนเอาแรง 1 คืน เช้าวันต่อมาฉันเดินจากที่พักหวังจะหาโจ๊กอร่อยๆกิน และเจอเป้าหมายเป็นร้านห้องแถวไม้ยาวอยู่ใกล้สี่แยกตลาดโต้รุ่ง คนแน่นเชียว ในร้านขายอาหารสารพัดชนิด ทั้งข้าวมันไก่ ต้มเลือกหมู โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ฉันนั่งลงกับเก้าอี้ สั่งโจ๊กมา 1 ชาม ขณะที่กำลังโจ้เอาๆอยู่นั่นเอง คนที่ไปด้วยกันก็พลันทำช้อนหลุดมือและดีดน้ำซุปต้มเลือดหมู (แน่นอนว่าใส่พริกไปแล้วเรียบร้อย) เข้าตาฉันมาเต็มๆ แสบสิคะ งานนี้ เดินปิดตาไปถามอาแป๊ะที่ขายกาแฟอยู่ในร้าน "เฮียๆ (เรียกเฮีย แกจะได้เอ็นดู) ห้องน้ำอยู่ไหนคะ" ...เงียบ ...เอาใหม่ๆ "ขอโทษค่ะ เฮียคะ ห้องน้ำอยู่ไหนคะ พริกเข้าตาน่ะค่ะ จะล้างตาซะหน่อย" "อยู่นั่นไง ไม่เห็นป้ายหรือไง" ฉันเหวอไป แต่ยังไม่มีอารมณ์จะเถียง รีบขอบคุณแกแล้วเดินไปยังอ่างล้างหน้าทันที "ตาบอดหรือไง ไม่รู้จักดูป้าย" อ้าววววว แสบสิคะ งานนี้ และค่ำวันนั้นเอง หลังจากที่จัดการกับมื้อเย็นที่ตลาดโต้รุ่งเรียบร้อยแล้ว ฉันเดินไปเจอแผงขายแว่นตาหน้าตลาด ดีไซน์สวยถูกใจเชียว หยิบลองไป 2-3 อัน พลางบ่นๆกับตัวเอง แย่จังเลย เกินมาเป็นคนหน้ากลม ใส่แว่นอะไรก็ไม่สวย ...เท่านั้นแหละค่ะ... "ถ้าน้องมัวแต่คิดอย่างนี้ น้องก็ไม่ต้องซื้อหรอก ชีวิตนี้ก็คงไม่ต้องใส่แว่นแล้ว" โอ้ววววว แสบจริงๆเลยค่า ในคืนวันที่ 2 เกิดหิวขึ้นตอน 5 ทุ่ม เลยเดินออกจากที่พักมุ่งหน้าไปแมคโดนัลด์ (ไปหัวหินก็ยังกินแมค = ='') อยากจะบอกว่า พนักงานแมคฯสาขาหัวหินยิ้มแย้มแจ่มใสและอัธยาศัยดีมากกกกกก หนำซ้ำยังห่อเบอร์เกอร์ได้สวยงามอีกต่างหาก ก็พอจะเข้าใจล่ะค่ะ ว่าแมคฯสาขากรุงเทพนั้นลูกค้าเยอะกว่า ยังไงก็คงต้องยุ่งกว่าอยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมาห่อให้มันงดงามละคะ แต่เรื่องรอยยิ้มนี่ ...มันคงไม่ต้องใช้เวลานานนี่คะ สาขาไหน ร้านไหนๆก็น่าจะทำกันได้เหมือนกัน แถมท้ายอีกนิด ตอนที่ไปเดินชายหาดหัวหิน นึกว่าตัวเองอยู่ฮาวาย คนไทยหายไปไหนหมดฟะ!!? ฝรั่งพรึบไปหมดทั้งหาด ทั้งบิกินี่ เปลือย อาบแดด สกีน้ำ โอ้วววว ...นี่ชั้นอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย จบเรื่องคาดไม่ถึงของหัวหิน และจบเอนทรี่นี้เลยละกัน พบกันใหม่คราวหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีค่า |
| ในความทรงจำ | ||
ตรึงไว้ในปัจจุบันกาล |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||