|
พรรคไทยรักไทยกับรัฐไทยในการเมืองโลก โดยกลุ่ม3 พรรคไทยรักไทยถือกำเนิดมาจนถึงปัจจุบันวันนี้เกือบ 9 ปีเต็ม ภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและมีสมาชิกทั่วประเทศเฉียด 19 ล้านเสียง จดทะเบียนจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองลำดับที่หนึ่ง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นเลขาธิการพรรค
บุคลากรผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเมื่อเริ่มแรกมีทั้งสิ้น 23 คน ประกอบไปด้วยบุคคลจากหลายวงการ อาทิเช่น พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด สุวรรณ วลัยเสถียร อดีตที่ปรึกษากฎหมายธนาคารโลก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตที่ปรึกษาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พันธุ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตประธานทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุนหะวัณ, พันธุ์เลิศ ใบหยก,กันตธีร์ ศุภมงคล, สารสิน วีระผล, สิริกร มณีรินทร์ และปภัสรา ตรังคิณีนาถ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ทางการเมืองไทย ที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะอุดมไปด้วยบุคคลที่เป็นที่ยอมรับจากหลายวงการมารวมตัวกัน
โดยมีนโยบายประชานิยม เช่น โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้เกษตร 3 ปี โครงการ กองทุนหมู่บ้าน รวมไปถึงการประกาศสงครามกับสิ่งไม่ถูกต้อง 3 ประการ ได้แก่ สงครามความยากจน สงครามยาเสพติดและสงครามคอร์รัปชั่น ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ได้รับความชื่นชมจากประชาชนทั่วประเทศ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันคือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง พรรคไทยรักไทยมีสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2547 จำนวน 14,770,425 คน พรรคไทยรักไทย ประสบความสำเร็จอย่างมากในการเลือกตั้งทั่วไปด้วยการดำเนินรอยตามพระราชดำริ อาทิ การเข้าพัฒนาหมู่บ้านที่ยากจนนโยบายประชานิยม และเมื่อได้เป็นรัฐบาลก็ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน เช่น บ้านเอื้ออาทร โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ก็มีปัญหาในการดำเนินการ และถูกประเมินว่าอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่ต่อไปในอนาคต และกลายเป็นปัญหาตัวใหม่ พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2548 โดยได้รับการเลือกตั้งถึง 376 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง เอาชนะพรรคคู่แข่งคือ พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้เพียง 96 ที่นั่ง ทำให้เป็นพรรคการเมืองแรกที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 พรรคไทยรักไทย ได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อถึง 18,993,073เสียงและถูกกล่าวหาว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้งเพราะต้องการหลีกเลี่ยงกฏ20%คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงตั้งอนุกรรมการมาสอบซึ่งผลปรากฏว่ามีมูลทำให้พรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค
ทฤษฎีแรงจูงใจกับกรณี 2 พรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก การยุบพรรคการเมือง: Part I ทฤษฎีแรงจูงใจกับกรณี 2 พรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก วิชาพฤติกรรมศาสตร์(Behavioral Science) ถือว่าแรงจูงใจ (Motive) เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ในทางอาชญาวิทยาก็มักค้นหาเบาะแสของคดีด้วยการวิเคราะห์แรงจูงใจซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน การค้นพบแรงจูงใจของผู้ต้องหาไม่เพียงแต่เป็นกุญแจสำคัญที่ใช้ประเมินความสมเหตุสมผลของพฤติกรรมเท่านั้นแต่ยังสามารถใช้เป็นการเชื่อมโยงกับผู้เกี่ยวข้องที่มีแรงจูงใจประเภทเดียวกันด้วย ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาได้ปรากฎพฤติกรรมกลุ่มที่มีทิศทางเดียวกันคือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัย กลุ่มสื่อสารมวลชนและกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยวิธีการที่ขัดกับครรลองของระบอบประชาธิปไตย กฎ กติกาตลอดจนไม่ใยดีต่อกฎหมายของบ้านเมือง แรงจูงใจของพฤติกรรมกลุ่มเหล่านี้ก็คือการแสดงความไม่พอใจต่อนายกฯทักษิณ ต้องการขับไล่ท่านให้พ้นจากตำแหน่งและมีนายกฯพระราชทานเข้ามาแทนที่ด้วยเส้นทางของมาตรา 7 หวังว่าเมื่อการเมืองปลอดจากนายกฯทักษิณแล้ว พวกเขาจะสามารถเข้าไปบริหารจัดการอำนาจรัฐตามความประสงค์ของพวกเขาได้ซึ่งถือเป็นความคุ้มค่าทางการเมืองที่พวกเขาได้ลงเรี่ยวลงแรงลงไป กล่าวสำหรับพรรคพระชาธิปัตย์ นอกจากจะมีแรงจูงใจร่วมกับกลุ่มการเมืองอื่นๆแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังมีแรงจูงใจที่จะทำลายพรรคไทยรักไทยและนายกฯทักษิณที่รุนแรงกว่ากลุ่มอื่นอีกเป็นทวีคูณ
ประการที่หนึ่ง..เพื่อชำระแค้นที่ทำให้ตนพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ้ำซากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ประการที่สอง..การล่มสลายของพรรคไทยรักไทย และการหลุดจากสารบบการเมืองของนายกฯทักษิณถือเป็นการขจัดอุปสรรคทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ ประการที่สาม
หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถคืนสู่อำนาจโดยกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลในฐานะอัศวินฝ่ายเทพผู้ปราบมารในสายตาของสื่อมวลชน ถือเป็นรางวัลสูงสุดที่แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด
ด้วยเหตุนี้ในห้วงเวลาที่การต่อต้านและขับไล่นายกฯทักษิณพุ่งขึ้นสู่กระแสสูง พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความกระตือรือล้น กระเหี้ยน กระหือรือ เอาการเอางานมากที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาประหนึ่ง ฉลามได้กลิ่นเลือด หากลำดับพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ในห้วงเวลาดังกล่าวจะเห็นภาพต่อเนื่องดังนี้:
ก่อนกุมภาพันธ์ 2549 ก่อนที่จะมีการยุบสภาฯ พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายประเด็นหุ้นชินคอร์ป อย่างเผ็ดร้อนคู่ขนานไปกับการเปิดประเด็นต่อสื่อมวลชน ตรวจสอบธุรกรรมการขายหุ้นชินครั้งนี้อย่างอึกทึกครึกโครม ทั้งนี้ภายใต้การกำกับอย่างเอาการเงานของนายกรณ์ จาติกวนิชแต่แล้วก็ต้องจำนนด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจนต้องเบนประเด็นให้เป็นเรื่องของความบกพร่องทางจริยธรรม คุณธรรมแทน ปลายกุมภาพันธ์ 2549 เมื่อมีการยุบสภาฯและกำหนดวันเลือกตั้งไว้พร้อม พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค เสนอข้อแลกเปลี่ยนกับการให้ลงเลือกตั้งด้วยการลงนามในสัตยาบรรณ 3 รุม 1 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ทางพรรคไทยรักไทยได้เสนอให้เป็นสัญญาประชาคมและเชิญพรรคการเมืองอื่นๆ มาร่วมหารือด้วย แต่แล้ว
.พรรคประชาธิปัตย์ก็เลือกที่จะคว่ำบาตรการเลือกตั้งโดยอ้างเหตุผลว่าไม่อยากฟอกตัวให้นายกฯทักษิณแทนการอธิบายว่าตนจะทำให้การเมืองเข้าสู่ทางตันหวังขอนายกฯพระราชทานผ่านมาตรา 7 นั่นเอง
เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเวลานี้ที่นำโดยหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค มีการประชุมพรรคและมีมติพรรคผูกพันการกระทำดังกล่าวด้วยส่วนกรรมการบริหารพรรคเช่น สุวโรช พลัง, สาธิต วงศ์หนองเตย, วิทยา แก้วภราดัยล้วนไปปรากฎตัวในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของนายสนธิ ลิ้มทองกุลซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มเป็นกระบอกเสียงให้และมีปฎิสัมพันธ์กับแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯอย่างออกนอกหน้า
ข่าวทางลึกระบุว่านักการเมืองปชป.ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการและให้ค่าใช้จ่ายเพื่อขนคนมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯหลายครั้ง
มีนาคม-เมษายน 2549 เมื่อตัดสินใจเดินหน้าคว่ำบาตรการเลือกตั้งแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็ดำเนินการแบ่งงานออกเป็น 4 สายโดยที่
สายแรก
นำโดยนายสุวโรชทำหน้าที่เฝ้า กกต. ขัดขวางและข่มขู่พรรคเล็กไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เปิดโปงพรรคเล็กในเรื่องความไม่พร้อมเรื่องเอกสาร เปิดโปงเจ้าหน้าที่กกต.ว่าให้ความร่วมมือพรรคเล็กแก้ไขข้อมูล สายที่สอง
นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำหน้าที่หาหลักฐาน สร้างหลักฐานเพื่อตั้งข้อกล่าวหาต่อพรรคทรท.ว่าจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้งเพื่อให้พ้นเกณฑ์ 20 % จึงทำให้เกิดกรณีนางฐิติมา(เจี้ยบ) กรณีนายไทกรและกรณีนายทวีที่ออกมาเปิดโปงเบื้องหลังการถ่ายทำภาพวงจรปิดที่กระทรวงกลาโหม สายที่สาม
นำโดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายอ๓ิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(มาร์ค ม. 7) เปิดเวทีอิปรายทั่วประเทศเพื่อเปิดโปง ระบอบทักษิณ และรณรงค์ให้ประชาชนออกไปกาช่อง ไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือ NO VOTE ในการเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 2 เมษายน 2549 สายที่สี่
ขัดขวางการลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคเล็กโดยเน้นพื้นที่ภาคใต้
25 เมษายน 2549 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทต่อบุคลากรฝ่ายตุลาการแล้วข้อเรียกร้องขอนายกพระราชทานผ่านเส้นทางมาตรา 7 เป็นอันต้องพับไป บทบาทการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองจึงไปอยู่ในอำนาจฝ่ายตุลาการเต็มร้อย
ปลายเดือน เมษายน 2549 พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้ศาลปกครอง พิจารณาชะลอการเลือกตั้งวันที่ 28 เมษายน 2549ที่เหลืออีก 18 เขตเลือกตั้งในภาคใต้และศาลปกครองก็พิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของพรรคประชาธิปัตย์
ต้นเดือนพฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาให้การเลือกตั้งวันในวันที่ 2 เมษายน 2549 และการเลือกตั้งซ่อมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและให้ กกต.หารือกับพรรคการเมืองเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ หลังจากเหตุการณ์นี้เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์มุ่งไปที่การกดดันให้กกต.ลาออกซึ่งประสานเสียงกับนายจรัญ ภักดีธนากุลเลขาธิการประธานศาลฎีกาพร้อมๆกับการเปิดประเด็นจ้างพรรคเล็กของพรรคทรท.ประสานเสียงกับอนุกรรมการที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเป็นประธานและชงเรื่องเขียนสำนวนโดยมีเป้าหมายเพื่อยุบพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็น ธง และ ความปราถนาร่วมกัน ของฝ่ายต่อต้านนายกฯทักษิณทั้งนี้ภายใต้การโหมกระหน่ำของสื่อมวลชนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ส่วนพรรคไทยรักไทยแก้เกมโดยตั้งข้อหา 6 ข้อและยื่นเรื่องให้ กกต. สอบสวนพรรคประชาธิปัตย์ จนเป็นสำนวนคดีที่ได้ส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำการวินิจฉัยต่อไป
เป็นที่น่าสังเกตุว่าตั้งแต่ยุบสภาฯเป็นต้นมา พรรคประชาธิปัตย์มีท่วงท่าที่หันหลังให้กับการเลือกตั้ง และไม่ใยดีต่อการเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้การเมืองกลับไปสู่สภาพปกติโดยเร็วอีกทั้งแอบหวัง ไว้ว่าวันที่ 15 ตุลาคม 2549 จะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น (การให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณเลขาธิการพรรค) ราวกับระแคะระคายได้ว่าจะมี อำนาจอื่น เข้ามาแทรกแซงและบริหารประเทศในช่วงเวลาก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2549
ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พฤติกรรมและเป้าหมายทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้เจตนา และบ่งบอกถึงแรงจูงใจทางการเมืองอย่างชัดเจน เป้าหมายคือ โค่นล้มรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทยด้วยข้ออ้างที่ว่าเพื่อ ล้มระบอบทักษิณ ด้วยการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง รณรงค์โนโหวต ขอนายกฯพระราชทานผ่านมาตรา 7
มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะพิสูจน์ตนเองให้ศาลเชื่อนั้นอาจดูเหมือนไม่ยากแต่การอธิบายให้ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อนั้นยากยิ่งแม้พรรคประชาธิปัตย์จะรอดพ้นจากการยุบพรรคแต่ประวัติศาสตร์จะจารึกพฤติกรรมอัปยศนี้ไปชั่วกับชั่วกัลป์!!
กล่าวสำหรับนักการเมืองพรรคเล็ก
. พรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้นำประสานกับสื่อมวลชนช่วยสร้างกระแสว่า แรงจูงใจของพรรคเล็ก คือ ค่าจ้างจากพรรคไทยรักไทยและเป็นที่น่าเสียดายว่าคนจำนวนมากในสังคมไทยละเลยที่จะคิดถึงแรงจูงใจที่เขาตั้งพรรคการเมืองเพื่อเข้ามามีบทบาททางการเมืองในขอบเขตที่เขาหวังได้และคนจำนวนมากมิได้คิดว่าการที่พรรคฝ่ายค้าน 3 พรรคคือ ประชาธิปัตย์(ปชป.) ชาติไทยและมหาชน ละทิ้งเขตเลือกตั้งนับ 100 เขตเลือกตั้งคือโอกาสของพรรคเล็กโดยเฉพาะภาคใต้ 54 เขตเลือกตั้งเป็นเขตที่ไม่เอาทักษิณไม่เอาไทยรักไทย ยิ่งในสถานการณ์ที่กระแสนิยมพ.ต.ท. ทักษิณตกต่ำลงไปจากเสียงกดดันให้ลาออกที่ดังกระหึ่มจากสื่อย่อมเป็นโอกาสที่พวกเขาจะสามารถเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎรตามความใฝ่ฝันของพวกเขานั่นคือการแข่งขันต่ำ ใช้เงินน้อย โอกาสเช่นนี้ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์และไม่รู้ว่าจะมีอีกเมื่อไหร่ แม้เป็น สส.เพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ครบเทอมก็ดีกว่าไม่ได้เป็นแน่นอน ทำไมสังคมไม่ให้ความสำคัญกับแรงจูงใจเช่นนี้ของผู้สมัครพรรคเล็กกันบ้าง.
ในส่วนของพรรคไทยรักไทย แรงจูงใจที่สำคัญก็คือ การรักษาระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ เอาไว้ให้ได้ซึ่งหมายถึงการรักษาอำนาจทางการเมืองของพรรคไปพร้อมๆกันด้วยการล้มครืนของรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานั้น คือการล้มครืนของพรรคไทยรักไทยด้วยอุปสรรคเพียงประการเดียวที่มีในเวลานั้นก็คือ การต้องต่อสู้กับ โนโหวตในภาคใต้อย่างโดดเดี่ยวไร้คู่แข่งซึ่งต้องผ่านเกณฑ์ 20 % ให้ได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และสื่อมวลชนเชื่ออย่างสนิดใจว่าพรรคไทยรักไทยต้องจ้างพรรคเล็กเท่านั้นถึงจะผ่านเกณฑ์นี้ได้ แต่กลับไม่ได้คิดว่าถ้าพรรคไทยรักไทยลงแข่งกับพรรคเล็กเพื่อให้พรรคเล็กผ่านเกณฑ์ 20 % และเอาชนะการเลือกตั้งในเขตภาคใต้ไปได้ย่อมมีค่ากว่าการรับเงิน 50,000 บาทแน่นอน ค่าใช้จ่ายแค่ 4-5แสนบาทในยุคยางพาราราคาแพงนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับคนภาคใต้ในระดับเฉลี่ยโดยทั่วไป.
ในกรณีของพรรคไทยรักไทยว่าจ้างพรรคเล็กหรือไม่นั้นพยานหลักฐาน คำสารภาพของพรรคเล็กที่ถูกจ้างความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ถูกจ้างกับพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยาและนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าคนของพรรคทรท. ว่าจ้างพรรคเล็กจริงหรือไม่หลักฐาน VCD กรณีนางฐิติมาและภาพถ่ายวงจรปิดที่กำกับและอธิบายโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณจะสามารถสร้างความเชื่อมโยงกับพล.อ.ธรรมรักษ์ ได้หรือไม่ เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้หรือไม่หรือว่านักการเมืองพรรคเล็กกระทำการด้วยแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เพื่อเข้าไปเป็น สส. ในสภากันแน่จะต้องได้รับการพิสูจน์ในไม่ช้านี้
คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคดียุบพรรคจะนำไปสู่การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งหรือบั่นทอนให้ระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอเพื่อให้ อำนาจอื่น มาอยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยซึ่งจะทำให้พวกเขาหาประโยชน์จากการเมืองที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพได้ดังแต่ก่อน จะส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีและบังเกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติหรือสร้างปมแห่งความแตกแยกขัดแย้งอันใหม่ขึ้นมาอีกหรือไม่ หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะใช้ดุลยพินิจแห่งตนโดยอิสระหรือรับใบสั่งจากอำนาจพิสดารหรือไม่ล้วนอยู่ในสายตาของมหาชนทั้งสิ้น
คดียุบพรรคการเมืองไม่เพียงแต่เป็นที่จับตาของคนไทยทั้งประเทศแต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่อยู่ในสายตาของมหาชนในสังคมประชาธิปไตยทั่วโลกเพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลก นับตั้งแต่ชาวกรีกให้กำเนิดระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา.
วิเคราะห์พรรคไทยรักไทยกับเหตุการณ์ปัจจุบัน สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ นับว่ากำลังรุมเร้ารักษาการนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทย ที่จะดำเนินการทางการเมืองต่อไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งถือว่าเป็นกรณีศึกษาของพรรคการเมืองต่อการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และเป็นบทเรียนที่น่าศึกษาไว้สำหรับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในแบบที่ประชาชนต้องการ รวมทั้งข้อคิดต่างๆ สามารถนำไปปรับปรุงนโยบาย วิธีการ หรือการตอบสนองประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดย ผู้เขียนได้นำ หลักการเครื่องมือการวิเคราะห์สถานการณ์ (SWOT Analysis) มาใช้วิเคราะห์พรรคไทยรักไทยนี้ เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองที่กำลังได้รับความน่าสนใจในขณะนี้ ด้านจุดแข็ง (Strengths) เป็นปัจจัยภายในองค์กรที่ทำให้มีความได้เปรียบคู่แข่งขัน ซึ่งพรรคนี้นับว่ามีจุดแข็งได้เปรียบคู่แข่งขันอยู่มากคือ 1. การที่หัวหน้าพรรคเป็นนักบริหารและผู้นำรัฐบาลขณะนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของตรา "ไทยรักไทย" (Brand Image) เป็นตราสัญลักษณ์ของผู้นำที่มีความเก่งทางการบริหาร มีวิสัยทัศน์ กล้าคิดกล้าทำ กล้าตัดสินใจ มากกว่าพรรคอื่นๆ และผ่านเวทีระดับสากลมาแล้ว นับว่าเป็นจุดขายได้ 2. ความได้เปรียบจากการที่เป็นพรรครัฐบาล 2 สมัย ทำให้มีฐานเสียงและมีความพร้อมในการทำงานสานนโยบายของพรรคกับกลุ่มเป้าหมาย 3. บุคลากรส่วนใหญ่ภายในพรรคมีทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ ชื่อเสียง และผลงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถนำมาเป็นนโยบายหาเสียงได้ 4. เงินทุนหนา ไม่ว่าจะเป็นเงินจากการสนับสนุนจากนักธุรกิจและหัวหน้าพรรค จึงทำให้พรรคนี้ มีเงินในจำนวนมากพอที่จะสามารถใช้สื่อต่างๆ เพื่อสนับสนุนการหาเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. การใช้การตลาดนำการเมือง (Political Marketing) ของพรรคในการกำหนดนโยบายหาเสียง หรือสินค้าทางการเมือง โดยใช้เครื่องมือสื่อสารทางการตลาด (Integrated Marketing Communication หรือ IMC) ที่สื่อสารเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้เข้าใจถึงนโยบายของพรรคได้ 6. มีการแบ่งส่วนการตลาด (Segmentation Marketing) ที่ดี โดยทางพรรคมุ่งเน้นจับกลุ่มคนผู้ใช้แรงงานและกลุ่มระดับรากหญ้า ซึ่งมีความจงรักภักดีและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกลงคะแนนให้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงจากต่างจังหวัด 7. ผลงานของพรรคที่ผ่านมา สามารถการันตีได้ว่าในช่วงที่ดำรงตำแหน่งมีผลงานออกมามากมาย อาทิ การกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต การส่งออกมีความต่อเนื่อง การกวาดล้างมาเฟีย-ยาบ้า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายการขจัดความยากจน กองทุนหมู่บ้าน หวยบนดิน OTOP บ้านเอื้ออาทร คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทร ฯลฯ ด้านจุดอ่อน (Weaknesses) เป็นปัจจัยภายในองค์กรที่เสียเปรียบคู่แข่งขัน ซึ่งพรรคนี้นับได้ว่ามีจุดอ่อนที่จะเสียเปรียบคู่แข่งขันอยู่มากเช่นกันคือ 1. ภาพลักษณ์ของผู้นำพรรคในสายตาของประชาชนที่ผ่านมา มีค่าติดลบ เนื่องจากลักษณะการพูดจาสื่อสารไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งประเด็นล่าสุดก็เป็นเรื่อง "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" และพฤติกรรมที่แสดงออกมากรณีการส่งจดหมายไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐ 2. การขจัดข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ผ่านมา ของพรรคและตัวผู้นำเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรณีการขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี CTX ฯลฯ ไม่ได้สร้างความกระจ่างทางสังคมในเชิงรุกเท่าที่ควร ทำให้สังคมมองว่ามีการปิดบังความจริง หลีกเลี่ยงเบี่ยงประเด็น หรือการไม่ยอมรับฟังเสียงกระแสทางสังคม 3. ขาดการบริหารจัดการกับวิกฤติ (Crisis Management) ในช่วงภาพลักษณ์ของผู้นำและพรรคตกต่ำอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด แสดงให้เห็นว่าทางพรรคกำลังพบกับกับดักแห่งความสำเร็จในสมัยแรกที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จึงมิได้ปรับเปลี่ยนวิธีการให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ของประเทศนี้ 4. ภาพลักษณ์เชิงลบของผู้นำด้านจริยธรรม คุณธรรม ธรรมาภิบาลของรัฐบาลที่ติดลบมายาวนาน ส่งผลให้ประชาชนเชื่อว่าการบริหารของรัฐมุ่งแสวงหากำไรมากกว่าเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม และผู้นำพรรคใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 5. การลาออกมือดีทางกฎหมาย 2 คน คือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และนายวิษณุ เครืองาม แสดงให้เห็นถึงระดับความขัดแย้งและการรักษาทรัพยากรมนุษย์ภายในพรรค 6. ความล้มเหลวการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นับวันทวีความรุนแรง แสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานของพรรครัฐบาลที่ด้อยประสิทธิภาพ ด้านโอกาส (Opportunities) เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งพรรคนี้จัดได้ว่ายังมีโอกาสทางการเมืองอยู่บ้าง คือ 1. สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน ประเทศยังต้องการคนที่คิดใหม่ทำใหม่กล้าที่จะออกนอกกรอบ เพื่อการก้าวสู่เวทีโลกการค้าที่ไร้พรมแดน การกีดกันทางการค้า การเปิดเสรีทางการค้า 2. สภาพทางการเมืองที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อเทียบกับผู้นำพรรคอื่นๆ พบว่ายังไม่มีผู้นำพรรคใดมีแสดงศักยภาพโดดเด่นที่จะขึ้นมาสู้กับพรรคนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างคะแนนนิยมได้อีกส่วนหนึ่ง 3. การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ นับเป็นโอกาสที่พรรคจะสร้างความชอบธรรมและความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ด้านอุปสรรค (Threats) เป็นปัจจัยภายนอกที่สกัดกั้นและเป็นสิ่งที่กีดขวางการทำงานขององค์กร ซึ่งนับว่าพรรคนี้ยังจะต้องพบกับอุปสรรคอีกมาก คือ 1. กลุ่มพันธมิตร นักวิชาการ และพรรคฝ่ายค้านยังคงต่อต้านอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานในอนาคตอย่างมาก 2. การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่มิชอบ ทำให้พรรคนี้ ย้ำภาพติดลบอีก เมื่อย้อนกลับไปก็จะพบว่าการขาดความชอบธรรมนี้ เนื่องจากการประกาศยุบสภาไม่มีความโปร่งใสอย่างมีนัยสำคัญ 3. กระแสสังคมเรียกร้องจริยธรรมทางการเมืองของผู้นำ และการให้ผู้นำปฏิบัติตามวัฒนธรรมการเมืองสมัยใหม่ ที่หากผู้นำทำผิดต้องลาออกจากตำแหน่งเช่นเดียวกับนานาประเทศ 4. ประชาชนเริ่มเบื่อการเมืองมากขึ้น เนื่องจากสภาพการเมืองตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน ที่มีลักษณะย่ำอยู่กับที่ โดยนักการเมืองหวังกอบโกยหวังแต่ผลประโยชน์ 5. ระบบเครือข่ายทางสังคมจะมีการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองที่เข้มแข็ง และเข้มงวดมากขึ้น โดยดูจากผลงานและการกระทำมากกว่าคำพูดหรือวาทะ 6. การชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการยุบพรรค ไม่ว่าจะเสร็จทันก่อนหรือหลังการเลือกตั้งนับว่าเป็นอุปสรรคที่น่าห่วงอยู่มาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมองผ่านเครื่องมือ SWOT แล้ว หากพรรคไทยรักไทยไม่ได้มีการปรับปรุงจุดอ่อนและวางกลยุทธ์ขจัดแก้ไขอุปสรรคแล้ว ถึงแม้จะมีโอกาสผ่านการเลือกตั้งมาได้ก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้ถนัดนัก และการขับเคลื่อนกลยุทธ์ตามนโยบายในการหาเสียง ก็กระทำได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกนั้น จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของพรรคในทุกๆ ด้าน ดังนั้น หากจะใช้การตลาดนำการเมืองพึงระลึกไว้ว่า "การตลาดยุคใหม่คำนึงถึงความต้องการของลูกค้า (ประชาชน) เป็นหลัก ถ้าหากตราบใดที่การตลาดการเมืองคำนึงถึงกลุ่มพวกพ้องและฐานอำนาจเป็นหลัก ก็ไม่ใช่เป็นการคิดใหม่ทำใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการจัดการการตลาดสมัยใหม่
สรุป ภายหลังจากที่พรรคไทยรักไทยได้ถูกตัดสินยุบพรรค และกรรมการพรรคทั้ง111คนถูกตัดสิทธิ์ทางการมเองเป็นเวลา5ปีทำให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงตามมาอย่างมากสำหรับพรรคไทยรักไทย เพราะว่ากรรมการพรรคทั้ง111คนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญของพรรคทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าพรรคจะโดนยุบไปแล้ว แต่ว่าพรรคการเมืองก็สามารถตั้งขึ้นมาใหม่ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถใช้ชื่อเดิมได้ก็ตั้งชื่อพรรคขึ้นมาใหม่แล้วก็ใช้สโลแกนเดิม นโยบาลเดิมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่าเป็นพรรคเก่าในชื่อใหม่ต้องรวบรวม สส.เดิมมาตั้งพรรคใหม่ให้ได้เพราะก็จะได้ฐานเสียงเดิมๆกลับมาแต่ถ้าลูกพรรคแตกกระจายก็จะทำให้ฐานเสียงกระจายไป และสมาชิกพรรคทั้ง111คนที่ถูกตัดสิทธิ์แม้ไม่สามารถทำงานทางการเมืองได้ แต่ก็สามารถทำงานเพื่อสังคมแสดงให้ประชาชนเห็นว่าถึงแม้ไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองแต่ก็ยังทำงานเพื่อสังคมประชาชนจะได้ไม่ลืม แล้วครบระยะเวลา5ปีเมื่อสามารถกลับมาลงเลือกตั้งได้ประชาชนจะได้ให้การตอบรับเราอย่างเดิมแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มไทยรักไทยที่เหมือนเจออุบัติเหตุทางการเมืองครั้งใหญ่ในอนาคต หากเป็นการต่อสู้ในระบบรัฐสภาตามที่คุณจาตุรนต์ว่าไว้ คงต้องอาศัยการใช้ การเมืองแบบตัวแทน หรือ นอมินี เพราะแกนนำไทยรักไทยในอดีตทั้งจาตุรนต์ ฉายแสง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ สมศักดิ์ เทพสุทิน จากกลุ่มมัชฌิมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จากกลุ่มธรรมาธิปไตย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ จากกลุ่มลำตะคอง ที่เคยถูกตั้งความหวังไว้ว่าจะมาเป็น นอมินี ให้กับระบอบทักษิณได้ ก็เป็นอันต้องยุติบทบาททางการเมือง 5 ปี ตามคำวินิจฉัยของศาลหากเหลียวมองมองไปยังพรรคการเมืองที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคไทยรักไทยก็คงมีแต่พรรคชาติไทยที่สามารถต่อกรกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ และมีความเป็นไปได้สูงที่อดีตกลุ่มส.ส.ของไทยรักไทยทั้งจากภาคเหนือ ภาคอีสาน จะไปรวมกับพรรคชาติไทย เพราะต้องไม่ลืมว่าในอดีต ส.ส.เหล่านี้ก็ย้ายพรรคไปย้ายพรรคมาอยู่แล้วกลุ่มของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตามองว่าอดีตส.ส.เขตของไทยรักไทยจะยกพลเข้าไปซบอกด้วยความอาวุโสทางการเมืองมีอยู่ เสริมทัพด้วยนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ไม่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองและอดีตทายาททางธุรกิจของคุณทักษิณอย่างนายบุญคลี ปลั่งศิริ ที่เตรียมผันตัวเองลงมาสู่เวทีการเมืองอย่างเต็มตัว ก็คงไม่ต่างอะไรกับการบริหารของคุณทักษิณนัก
อ้างอิง http://hilight.kapook.com/view/11588
|