วันพุธ ที่ 26 มีนาคม 2551
เงิน...ซื้ออะไรก็ได้จริงหรือ
Posted by
TaTee
,
ผู้อ่าน : 236
, 12:05:21 น.
| หมวดหมู่ :
Dhamma
พิมพ์หน้านี้
|

ทุกวันนี้ที่โลกเราวุ่นวายไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งชิงดีกัน ฆ่าฟันกัน ตั้งแต่ระหว่างคนในครอบครัว เพื่อนฝูง จนถึงระหว่างประเทศต่างๆในโลก ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เงิน เป็นสาเหตุหลักอันหนึ่งของความขัดแย้งดังกล่าว
หลายคนเชื่อว่าเงินสามารถซื้อได้แทบทุกอย่าง จะมีข้อยกเว้นก็แต่ ซื้อชีวิตให้ยืนยาวเท่าที่ต้องการไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินแทบจะซื้ออะไรจริงๆไม่ได้เลยสักอย่าง หากไม่มีเหตุปัจจัยอื่นพร้อม เช่น การให้ผลของกรรม หรือการมีวิบากจิตเกิดขึ้น
ท่านคงเคยกำเงินพร้อมจะไปซื้อของบางอย่าง แต่ของเกิดหมดหรือเลิกผลิตไปแล้ว ท่านคงเคยจองห้องพักพร้อมที่จะไปเที่ยวพักผ่อน แต่พอถึงเวลาไป ดันไม่ว่างหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด จนต้องยกเลิกการเดินทางดังกล่าวไป ท่านคงเคยเห็นเศรษฐีที่มีเงินมากพอจะซื้ออาหารที่แพงขนาดไหนกินก็ได้ แต่ก็ไม่ได้กินของที่อยากกิน เพราะดันแพ้อาหารดังกล่าว หรือเกิดป่วยจนต้องให้อาหารทางสายยาง ท่านคงเคยเห็นเศรษฐีที่มีเงินมากพอจะไปเที่ยวที่ไหนในโลกก็ได้ แต่เกือบตลอดชีวิตกลับต้องอยู่กับบ้านหรือดูแลกิจการแทน ในขณะที่บางคนซึ่งไม่ได้ร่ำรวย แต่มีโอกาสได้ไปเที่ยวทั่วโลก ตัวอย่างข้างต้นน่าจะพอทำให้ท่านเริ่มตระหนักถึงความจริงที่ว่า เงินแทบจะซื้ออะไรจริงๆไม่ได้เลย ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึง ความสุข ที่หลายคนคิดว่าเงินซื้อได้ เพราะความสุขดังกล่าว ที่คาดหวังว่าจะได้หลังจากเสพสิ่งต่างๆ ทางตา หู จมูก ฯลฯ อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ เช่น เศรษฐีบางคนมีเงินไปเที่ยวเมืองนอก แต่ใจกลับรุ่มร้อน หาความสุขแทบไม่ได้เลย ในขณะที่คนกวาดถนนบางคน ไม่มีเงินไปเที่ยวไหนไกล แต่กลับมีความสุขใจมากกว่า
ไม่เพียงเท่านั้น เงินไม่สามารถทำให้เกิดจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตกระทบสัมผัส ซึ่งเป็นทางที่เราใช้เสพสิ่งต่างๆได้ หากไม่มีเหตุปัจจัยพร้อมให้วิบากจิตดังกล่าวเกิดขึ้น การเห็น การได้ยิน ฯลฯ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ตัวอย่างเช่น บางคนไม่ได้ร่ำรวยอะไรแต่มีโอกาสได้เห็นหรือเข้าเฝ้าในหลวง ในขณะที่เศรษฐีร้อยล้านบางคนไม่มีโอกาสดังกล่าวเลย
อันที่จริง เงิน มิใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขอย่างแท้จริง แต่การมีทรัพย์สินเงินทองเป็นผลของกรรมจากการให้ทาน (ไม่งั้นทุกคนที่ทำงานหนักเท่ากัน คงจะรวยกันหมดแล้ว) โดยทรัพย์สินเงินทองที่ว่า เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ถูกใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายเท่านั้น แต่การได้เห็น ได้ยิน ฯลฯ จะเกิดขึ้นได้จริงๆ ก็ต้องเป็นการให้ผลของกรรม ที่เรียกว่าวิบากเท่านั้น
ดังนั้น เงินที่ทุกคนแสวงหาเพื่อจะใช้ซื้อความสุขในรูปแบบต่างๆ ย่อมไม่ใช่ปัจจัยที่แท้จริง แต่เป็นบุญกุศลที่ได้ทำไว้แล้วต่างหาก ที่เป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้น (เช่น การเห็น การได้ยิน ฯลฯ) เราจึงควรหมั่นเจริญกุศลทุกประการ รวมทั้งละเว้นการกระทำความชั่ว แทนที่จะเที่ยวแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง เพื่อใช้บำรุงบำเรอตนแต่เพียงอย่างเดียว
สำหรับความรู้ความเข้าใจในพระธรรม ขอกราบขอบพระคุณ : - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ - มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา - www.dhammahome.com ขอบคุณรูปประกอบจาก Google.co.th
|