|

ชื่อเรื่องนี้คงค้านความรู้สึกของท่านอยู่พอควร เพราะเราถูกสอนให้มีความหวัง ให้อยู่ด้วยความหวังมาตลอด รวมทั้งถูกสอนไม่ให้หมดหวังอีกด้วย
แท้ที่จริงแล้วความหวังก็คือ กิเลสที่เรียกว่า โลภะ นั่นเอง เป็นสภาพธรรมที่เป็นอกุศล มีลักษณะติดข้อง ต้องการ อยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ฯลฯ ซึ่งเมื่อได้มาแล้ว ก็ตั้งความหวังใหม่ให้สูงขึ้นไปอีก ไม่มีวันจบสิ้น
หากไม่ได้ดังหวัง ก็จะเสียใจ ไม่พอใจ โมโห ฯลฯ จนถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นก็มี ซึ่งก็เป็นสภาพธรรมที่เป็นอกุศลอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า โทสะ นั่นเอง
ด้วยเหตุที่โลภะเป็นปัจจัยให้เกิดโทสะ การที่เราหวังอะไรย่อมนำมาซึ่งความทุกข์เมื่อไม่สมหวัง ซึ่งจะทุกข์มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่า ได้ตั้งความหวังไว้มากน้อยเพียงใด ส่วนผู้ที่สมหวัง ก็จะเกิดความพอใจอยู่เพียงแค่ระยะหนึ่ง แล้วก็จะต้องการมากขึ้นไปอีกคือ ตั้งความหวังใหม่ให้สูงขึ้น เพราะไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่อีกแล้วนั่นเอง จึงไม่พ้นจากโลภะและโทสะไปได้เลย
ชีวิตที่อยู่ด้วยความหวังจึงเป็นชีวิตที่ต้องดิ้นรน มากไปด้วยความเร่าร้อน จะหาความสุขสงบเย็นแทบไม่ได้เลย ทั้งตอนที่ตั้งความหวัง ทำทุกอย่างเพื่อให้สมหวัง และตอนที่ผิดหวัง หรือแม้แต่ตอนที่สมหวังแล้ว ก็ทำให้เกิดความติดข้อง กลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ได้มาด้วยความยากลำบาก จึงต้องเป็นทุกข์อยู่เกือบตลอดเวลา ด้วยเหตุที่กิเลสไม่สามารถดับกิเลสได้
อีกทั้งการที่จะสมหวังหรือได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมา ล้วนแล้วแต่เป็นผลของกรรม ไม่ต้องหวัง ก็ย่อมได้อยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงผลของกรรมชั่วด้วย เพราะกรรมยุติธรรมที่สุด ไม่มีการเลือกข้างเลือกฝ่าย เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อมกรรมก็ให้ผลทันที รวมทั้งให้ผลแล้วก็หมดไป ไม่ยั่งยืน
ดังนั้นแทนที่เราจะอยู่ด้วยความหวัง ก็ขอให้อยู่ด้วยปัญญา เพราะการอยู่ด้วยปัญญาจะนำพาชีวิตสู่ความสุขสงบเย็น ซึ่งเป็นความสุขที่ยั่งยืนกว่า ไม่ต้องทุกข์เพราะความผิดหวัง ไม่ต้องหลงเพราะความสมหวัง แต่เพราะปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆเหมือนความหวังที่เป็นกิเลส จึงต้องมีการศึกษาพิจารณาพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ รวมทั้งการอบรมเจริญกุศลทุกประการ เพื่อที่การอยู่ด้วยความหวังจะลดลง ในขณะที่ปัญญาเจริญมากขึ้น
สำหรับความรู้ความเข้าใจในพระธรรม ขอกราบขอบพระคุณ : - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ - มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา - www.dhammahome.com รูปประกอบโดย TaTee
|