วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม 2551
ชีวิตที่เต็มไปด้วยโทสะ
Posted by
TaTee
,
ผู้อ่าน : 260
, 11:56:26 น.
| หมวดหมู่ :
Dhamma
พิมพ์หน้านี้
|

ทุกคนรู้จักความโกรธหรือโทสะเป็นอย่างดี ไม่มีใครที่ไม่เคยโกรธ และเชื่อว่าไม่มีใครที่อยากจะโกรธ เพราะเราทำร้ายตนเองทุกครั้งที่โกรธ โดยสังเกตได้ว่า ความโกรธนำมาซึ่งความร้อนใจ กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ทั้งนี้เพราะโทสะเกิดร่วมกับโทมนัสเวทนา (ความรู้สึกไม่สบายใจ) เสมอ นอกจากนี้ เมื่อความโทสะมีกำลังจนทำให้ล่วงอกุศลกรรมบท เช่น การด่าทอ หรือทำร้ายผู้อื่น อกุศลกรรมนั้นย่อมส่งผลให้เกิดอกุศลวิบากในภายภาคหน้า
ความโกรธเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของ โทสะมูลจิต (อกุศลจิตที่มีโทสะเป็นมูลเหตุ) ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทำให้เราอยากตอบโต้หรือทำร้ายผู้อื่น ไม่ว่าจะด้วยกายหรือวาจา ซึ่งเป็นโทสะอย่างหยาบที่เรารู้ได้ไม่ยาก นอกจากนี้โทสะมูลจิตยังรวมถึง ความหงุดหงิด ความกลัว ความวิตกกังวล ความเศร้าโศก ความน้อยใจ ความคับข้องใจ ความเหงา ความคิดถึง จนถึงโทสะที่ละเอียดขึ้น อย่างความขุ่นใจเพียงเล็กน้อย จึงพอสรุปได้ว่า ขณะใดที่เกิดโทสะ จิตไม่พอใจในอารมณ์ขณะนั้น
เมื่อทราบลักษณะของโทสะดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน ชีวิตเราเต็มไปด้วยโทสะ เช่น ตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ไม่อยากลุกจากที่นอน ต้องรีบทำธุระส่วนตัวด้วยความเร่งรีบ ด้วยกลัวว่าจะสาย แล้วเดินทางฝ่าการจราจรที่ติดขัดอันชวนหงุดหงิดใจ หลายครั้งต้องทำงานด้วยความเร่งรีบให้ทันเส้นตาย บางครั้งก็เกิดความไม่พอใจหรือคับข้องใจกับเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านาย นอกจากนี้แล้ว ในแต่ละวันยังมีเรื่องอื่นๆให้ต้องวิตกกังวลหรือหัวเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกเมีย พ่อแม่ เพื่อนฝูง หรือการเงินและความเป็นอยู่ ฯลฯ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโทสะก็คือ โลภะ หรือความติดข้องต้องการนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เวลาที่เราสูญเสียบุคคลที่เรารัก ย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจนั่นเอง นอกจากนี้ ความไม่รู้ไม่เข้าใจในสภาพธรรม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโทสะได้ เช่น ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องกรรมเรื่องวิบาก ย่อมเกิดโทสะได้ง่ายเมื่อถูกผู้อื่นด่าว่า เพราะไม่รู้ว่าการที่ต้องได้ยินคำพูดที่ไม่ดีนั้น เป็นอกุศลวิบาก หรือผลของอกุศลกรรมที่ตนได้ทำแล้วนั่นเอง
โทสะ เป็นอกุศลเจตสิก ที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นอกุศล แม้บางครั้งจะไม่ทำให้เราล่วงอกุศลกรรมบถก็ตาม แต่เมื่อเกิดหลายครั้งเข้า ก็สามารถสะสมในจิตจนมีกำลังขึ้น ทำให้ล่วงอกุศลกรรมบถได้ในวันข้างหน้า อย่างหลายคนที่เห็นในข่าวหรือเรารู้จัก ว่าเป็นคนเงียบๆเฉยๆไม่เอาเรื่องใคร แต่พอวันหนึ่งเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ก็เกิดบันดาลโทสะ จนสามารถทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่นได้ ทั้งนี้เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่า แต่ละคนได้สะสมโทสะมามากน้อยเพียงใดแล้วในสังสารวัฏฏ์ เราจึงไม่ควรประมาทอกุศลแม้เพียงเล็กน้อยย่างโทสะ และจนกว่าจะบรรลุความเป็นพระอนาคามี ผู้ละความยินดีในกามคุณ 5 ได้ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) โทสะจึงจะไม่เกิดอีกเลย
หมายเหตุ : - อกุศลจิตมี 3 ประเภท คือ 1. โลภมูลจิต จิตที่มีโลภะเป็นมูลเหตุ 2. โทสมูลจิต จิตที่มีโทสะเป็นมูลเหตุ 3. โมหมูลจิต จิตที่มีโมหะเป็นมูลเหตุ
สำหรับความรู้ความเข้าใจในพระธรรม ขอกราบขอบพระคุณ : - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ - มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา - www.dhammahome.com
ขอบคุณรูปประกอบจาก Kingdavid.wordpress.com
|