วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน 2551
ชีวิตที่จมอยู่กับโลภะ
Posted by
TaTee
,
ผู้อ่าน : 229
, 12:35:07 น.
| หมวดหมู่ :
Dhamma
พิมพ์หน้านี้
|

คนเราไม่ชอบโทสะหรือความโกรธ เพราะโทสะนำมาซึ่งความไม่สบายใจเสมอ รวมทั้งโทสะสังเกตเห็นหรือรู้ได้ง่าย ทุกคนจึงพยายามที่จะไม่โกรธ หรือหาทางละโทสะกัน
แต่มีกิเลสอีกตัวหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรังเกียจกัน กิเลสตัวที่พูดถึงก็คือ โลภะ หรือ ความติดข้องต้องการ ที่เรามักเรียกกันว่า ความอยากนั่นเอง
ในชีวิตประจำวันของคนเราล้วนจมอยู่กับความอยากหรือโลภะ อยากกินโน่นกินนี่ อยากดูหนังดูละคร อยากเห็นคนหรือสิ่งต่างๆ อยากได้เงินทองสิ่งของต่างๆ อยากไปเที่ยวพักผ่อนในสถานที่ต่างๆ รวมถึงความรักใคร่ ความผูกพัน ความหวัง ความปรารถนา จนถึงความอยากได้บุญได้กุศล ได้ความสุขสงบใจ ฯลฯ ล้วนเป็นลักษณะของโลภะ
เช่นเดียวกับโทสะ โลภะ เป็นอกุศลเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นอกุศล มีทั้งโลภะขั้นหยาบที่รู้ได้ง่าย อย่างเวลาอยากได้อะไรมากๆ ต้องไปหามาให้ได้ ซึ่งบางครั้งทำให้ล่วงอกุศลกรรมบท (เช่น ลักขโมยหรือโกหกเพื่อให้ได้มา) จนถึงโลภะขั้นละเอียดที่หลายคนไม่รู้ว่ามีอยู่ เช่น ความต้องการที่จะลุกขึ้นยืนหรือนั่งลง หรือความพอใจในความสงบจากการนั่งสมาธิเป็นต้น
โลภะละได้ยากกว่าโทสะ เพราะเรามักมองไม่เห็นโทษของโลภะ รวมทั้งโลภะสามารถเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา (ความรู้สึกสบายใจ) ที่คนทั่วไปเรียกว่าความสุขได้ เลยทำให้คนส่วนใหญ่ไม่คิดจะละโลภะที่ทำให้เกิดความพึงพอใจ โดยบางคนก็ยังไม่รู้เลยด้วยว่าเป็นโลภะ
เช่นเดียวกับอกุศลธรรมทั้งหลาย โลภะไม่ว่าขั้นหยาบหรือละเอียด ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ในที่สุด เพราะการหลงติดในอารมณ์ที่น่าพึงพอใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งเป็นวิบาก (การให้ผลของกรรมทางทวารทั้งห้า) ที่ไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมได้ ในขณะที่ได้รับวิบากที่ดีก็เกิดโลภะความติดข้องต้องการอีก แต่เมื่อได้รับวิบากที่ไม่ดี (อกุศลวิบาก) ก็เกิดโทสะได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่ชอบไม่น่ายินดี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นอกุศลธรรม
การอบรมเจริญปัญญา จนประจักษ์สภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงเท่านั้น เราจึงจะละโลภะได้หมดสิ้น ซึ่งต้องเป็นไปตามลำดับขั้น อย่างพระโสดาบันผู้ดับมิจฉาทิฏฐิได้แล้ว ก็ย่อมดับได้เพียงโลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับมิจฉาทิฏฐิเท่านั้น ในขณะที่โลภมูลจิตอื่นที่ไม่เกิดร่วมกับมิจฉาทิฏฐิยังคงมีอยู่ จนกว่าจะบรรลุความเป็นพระอรหันต์จึงจะดับโลภะได้เป็นสมุจเฉท
หมายเหตุ : - อกุศลจิตมี 3 ประเภท คือ 1. โลภมูลจิต จิตที่มีโลภะเป็นมูลเหตุ 2. โทสมูลจิต จิตที่มีโทสะเป็นมูลเหตุ 3. โมหมูลจิต จิตที่มีโมหะเป็นมูลเหตุ
สำหรับความรู้ความเข้าใจในพระธรรม ขอกราบขอบพระคุณ : - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ - มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา - Dhammahome.com
ขอบคุณรูปประกอบจาก Mylittlestar.info
|