พิมพ์หน้านี้
|
1. อิทธิพลของอิหร่านต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง ในทศวรรษ 1980 ภายหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ของ Mohammad Reza Shah Pahlavi เป็นสาธารณรัฐอิสลาม อิหร่านพยายามส่งออกแนวคิดปฏิวัติอิสลามออกไปในภูมิภาค แต่หลังการสิ้นสุดของสงครามอิหร่าน-อิรัก ในปี 1988 อิหร่านค่อย ๆ เปลี่ยนจากการแพร่ขยายแนวคิดปฏิวัติเป็นการสร้างฐานอำนาจในภูมิภาค โดยพยายามสร้างและขยายวงอิทธิพลของตนออกไป การรุกรานคูเวตของอิรักในปี 1990 เป็นสิ่งเร้าที่เร่งการเปลี่ยนแปลงของอิหร่านไปสู่ฐานอำนาจในภูมิภาค ในขณะช่วงวิกฤตการณ์อิหร่านยึดถือนโยบายเป็นกลางในการดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะที่เรียกว่า Active Neutrality กล่าวคือ เป็นผู้คอยเฝ้าดูอยู่ข้างสนาม หลีกเลี่ยงการส่งกำลังทหารเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือสหรัฐฯทางอ้อมในการขับไล่กองกำลังอิรักออกจากคูเวต อิหร่านยังรักษาความเป็นกลางอย่างสม่ำเสมอในขณะที่เกิดสงครามกลางเมืองขนาดย่อมขึ้นในอิรักหลังจากถูกขับไล่จากคูเวต และการสังหารหมู่ชาว Kurd และมุสลิม Shia อิหร่านก็วางเฉยเช่นเดียวกับสหรัฐฯและกองกำลังพันธมิตร นี่แสดงให้เห็นถึงการจบลงของการแพร่ขยายแนวคิดปฏิวัติอิสลามในนโยบายต่างประเทศของอิหร่าน หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย เป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับอิหร่านในการครอบงำประเทศเกิดใหม่ที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะประเทศที่มีลักษณะร่วมที่คล้ายกันกับอิหร่านทั้งในเรื่องศาสนาและชาติพันธุ์ อิหร่านหันมาให้ความสนใจกับการมีอิทธิพลในด้านความมั่นคงของภูมิภาค และกิจกรรมทางการค้า โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด คือ การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาค และเป็นศูนย์กลางของการขนส่งสินค้าและบริการระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอัฟกานิสถานรวมถึงจีน หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯทั้งการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายโดยล้มล้างระบอบตาลีบานในอัฟกานิสถาน และการโค่นล้ม Saddam Hussein ในอิรัก ทำให้อิหร่านกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจและอิทธิพลในภูมิภาค เพราะ การล้มล้างระบอบตาลีบานโดยความร่วมมือกับพันธมิตรฝ่ายเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านนั้น เท่ากับว่าสหรัฐฯร่วมมือกับอิหร่านโดยอ้อมในการปลดปล่อยอัฟกานิสถาน หลังจากนั้นอิหร่านก็พัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐบาลที่สนับสนุนสหรัฐฯของ Hamid Karzai และมีส่วนร่วมอย่างมากในการฟื้นฟูอัฟกานิสถานโดยเฉพาะในเขตเมือง Herat ทางตะวันตกของอัฟกานิสถาน แต่ที่สำคัญมากกว่าการล้มล้างระบอบตาลีบานก็คือ การโค่นล้ม Saddam Hussein ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของอิหร่านตั้งแต่ในอดีต นอกจากนั้นรายได้จากการส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ชัยชนะของกลุ่ม HAMAS ในการเลือกตั้งในปาเลสไตน์ และความสำเร็จของ Hezballah ในการต่อสู้เพื่อต่อต้านอิสราเอล ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เงาของอิหร่านขยายออกไปครอบงำภูมิภาคมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้นพันธมิตรของสหรัฐฯก็หวาดกลัวต่ออิทธิพลของอิหร่านที่เพิ่มมากขึ้น และต้องประสบกับปัญหาแรงกดดันจากภายในในการวิพากษ์วิจารณ์การเป็นหุ้นส่วนกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความร่วมมือกับสหรัฐฯในระยะยาวได้
2. บทบาทของอิหร่านในฐานะผู้เล่นที่มีอิทธิพลในอิรักและอัฟกานิสถาน
อิหร่านเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลในอิรักอย่างมาก อิหร่านและอิรักมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน อิหร่านและอิรักเป็นเพียงสองประเทศในโลกที่มุสลิม Shia เป็นประชาชนส่วนใหญ่ คือ 95% ในอิร่าน และอย่างน้อย 60% ในอิรัก อิหร่านมีรากฐานความสัมพันธ์ทางศาสนาอย่างแน่นแฟ้นกับครูสอนศาสนานิกาย Shia ในอิรัก นอกจากนั้นชาวมุสลิม Shia ในอิรักจำนวนมากโดยเฉพาะทางตอนใต้ของอิรักก็สืบเชื้อสายมาจากมุสลิม Shia ในอิหร่าน หลังจากการโค่นล้ม Saddam Hussein ชาวอิหร่านจำนวนมากรวมทั้งพวกที่ถูกเนรเทศโดย Saddam Hussein ก็พากันกลับเข้ามาในอิรัก อิหร่านมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่แข็งแกร่งในอิรัก กล่าวคือมีความสัมพันธ์กับพรรค Al-Dawa และสภาสูงสุดเพื่อการปฏิวัติอิสลามในอิรัก (Supreme Council of Iraqs Islamic Revolution) ยังมีการฝึกสมาชิกกองกำลังบาเดอร์ (Badr Brigade) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของสภาสูงสุดเพื่อการปฏิวัติอิสลามในอิรัก อิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มของ Muqtada al-Sadr ซึ่งมีอิทธิพลในเขตเมือง Kufah อิหร่านยังมีความสัมพันธ์กับสองพรรคการเมืองใหญ่ของชาว Kurd คือ พรรค Patriotic Union of Kurdistan และพรรค Democracy Party of Kurdistan นอกจากนั้นสื่อของอิหร่านทั้งวิทยุและโทรทัศน์ซึ่งถ่ายทอดเป็นภาษาอาหรับได้รับความนิยมอย่างมากทางตอนใต้ของอิรัก นโยบายของรัฐบาลอิหร่านต้องการที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนอิรักจากฐานราก ความไม่แน่นอนในอนาคตของอิรักเปิดโอกาสให้ทางเลือกของอิหร่านสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับกองกำลังฝ่ายต่าง ๆ ในอิรัก และดำเนินการอะไรก็ตามที่สามารถทำให้ความรู้สึกของชาวอิรักโน้มเอียงไป อิหร่านมีเป้าหมายที่สำคัญสี่ประการในอิรัก คือ 1.การป้องกันการก่อตั้งของกลุ่มต่อต้านอิหร่าน และระบอบที่ครอบงำโดยมุสลิม Sunni ในแบกแดด อิหร่านกังวลต่อการฟื้นคืนของพรรค Baath และการตัดสินใจของสหรัฐฯที่ยังคงการทำงานของหน่วยอิหร่านในหน่วยงานข่าวกรองของ Saddam Hussein (Saddams Mokhaberat) ซึ่งสามารถสร้างความเป็นปรปักษ์กับอิหร่านขึ้น อิหร่านพึงพอใจกับรัฐบาลในยุคหลัง Saddam และไม่ได้เกรงกลัวการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยในอิรัก เพราะแม้ตุรกีซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และเป็นสมาชิกของ NATO แต่ก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่ออิหร่าน และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศของอิหร่านแต่อย่างใด ดังนั้นในกรณีของอิรักจึงไม่น่าจะแตกต่างกัน 2.การสนับสนุนการกระตุ้นมุสลิม Shia ตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 มุสลิม Shia ที่ถูกข่มและควบคุมไว้ใน เลบานอน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอิรัก ได้ฟื้นคืนชีพ การโค่นล้ม Saddam Hussein มุสลิม Shia ได้ถูกปลดปล่อยและเข้มแข็งขึ้น อิหร่านสนับสนุนและช่วยเหลือการปลดปล่อยนี้นี่จึงเป็นเหตุผลซึ่งสอดคล้องกับสหรัฐฯที่เรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นในอิรัก เพราะอิหร่านมั่นใจว่ามุสลิม Shia จะชนะการเลือกตั้งและครองเสียงส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าอิหร่านต้องการให้อิรักปกครองโดยใช้หลักศาสนาอย่างในอิหร่าน เพราะอิหร่านมีความกังวลว่าจะเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝ่าย Sunni และ Kurd นอกจากนั้นอิหร่านยังมีความกังวลกับโอกาสที่กลุ่ม Jihadist และ Wahhabi fundamentalist จะปลุกระดมมุสลิม Sunni ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างมุสลิม Sunni และ Shia ซึ่งอาจนำอิหร่านเข้าไปสู่ความขัดแย้ง อิหร่านยังมีการใช้สำนวนจูงใจที่สนับสนุนการจลาจลของชาวอิรัก แม้ว่าจะไม่ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนในนโยบาย อย่างไรก็ตามอิหร่านปฏิเสธการสนับสนุน แม้ว่าเจ้าหน้าที่อิรักบางคนจะกล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการจัดหาอาวุธให้กองกำลังของ Muqtada al-Sadr อิหร่านหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวโทษหรือวิจารณ์การกระทำทั้งของกลุ่ม Muqtada และการจลาจลของมุสลิม Sunni ส่วนหนึ่งเพราะอิหร่านตระหนักดีว่า Muqtada เป็นที่นิยมในหมู่มุสลิม Shia และเขาถูกมองว่าเป็นผู้ต่อต้านผู้นำสายกลางอย่าง Ayatollah Sistani ส่วนหนึ่งเพราะการจลาจลนั้นเป็นการต่อต้านการยึดครองอิรักของสหรัฐฯ และอีกส่วนหนึ่งเพราะอิหร่านต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองกำลังของมุสลิม Sunni อิหร่านสรรเสริญการจลาจลในอิรักว่าเป็นขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติใหม่เพื่อต่อต้านผู้รุกรานต่างชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอิหร่านจะสนับสนุนการจลาจลของมุสลิม Shia ตราบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากสหรัฐฯ 3.การประกันว่าอิรักจะไม่ถูกแบ่งแยกออก ป้องกันการเกิดกระบวนการ Balkanization อิหร่านยอมไม่ได้ที่จะเกิดเขตปกครองตนเองของชาว Kurd ในอิรัก เพราะหากการสร้างรัฐ Kurd สำเร็จจะส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในอิหร่านต้องการที่จะแยกตัวออกไปเป็นเขตปกครองตนเอง 4.อิหร่านต้องการเข้าไปมีบทบาทในการฟื้นฟูอิรักเพื่อขยายอิทธิพลเข้าไปในเมืองที่มีประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม Shia ที่เคร่งศาสนา ดังเช่นที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในเมือง Herat ในอัฟกานิสถาน ภายหลังการโค่นล้ม Saddam Hussein ได้สร้างยุทธศาสตร์ใหม่ของอิหร่านขึ้นมา คือ การป้องกันไม่ให้สหรัฐฯสร้างฐานทัพถาวรในอิรัก โดยการสร้างฐานทัพนั้นสหรัฐฯต้องได้รับความยินยอมจากรัฐบาลอิรักอย่างเป็นทางการ อิหร่านจึงต้องส่งอิทธิพลต่อความเห็นของชาวอิรัก และเรียกร้องให้ชาวอิรักประณามและต่อต้านสนธิสัญญาใด ๆ ที่มีลักษณะยอมทำตามความต้องการของสหรัฐฯ บทบาทของอิหร่านในอัฟกานิสถาน อิหร่านเริ่มเข้าไปมีอิทธิพลในอัฟกานิสถานตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยให้ความช่วยเหลือทางการเงินและอาวุธยุทโธปกรณ์แก่กลุ่มต่อต้านสหภาพโซเวียตที่เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน หลังจากนั้นให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลตาลีบาน แต่ตั้งแต่สหรัฐฯและพันธมิตรล้มระบอบตาลีบานในปี 2001 อิหร่านก็ใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของรัฐบาลใหม่ขยายอิทธิพลเข้าไปในอัฟกานิสถานโดยใช้วิธีการคล้ายกับสหรัฐฯ คือ การฟื้นฟู การศึกษา และการโฆษณาชวนเชื่อ อิหร่านบริจาคเงินมากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการฟื้นฟูอัฟกานิสถานโดยเฉพาะในเขตตะวันตก อิหร่านสร้างสถานีตรวจตราบริเวณชายแดนในการต่อต้านการค้าเฮโรอีน มีการตัดถนน ก่อสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนั้นโครงการของอิหร่านยังร่วมถึงการสร้างศูนย์การแพทย์ และสถานีปฏิบัติการวิจัยแหล่งน้ำ สถานทูตอิหร่านในอัฟกานิสถานเปิดมุมอิหร่านในหอสมุดของมหาวิทยาลัยคาบูล โดยจัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งคอมพิวเตอร์ หนังสือ นิตยาสารจากอิหร่าน และพยายามเผยแพร่วัฒนธรรมโบราณของอิหร่านและความสำเร็จในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ของอิหร่านอ้างว่ามุมอิหร่านได้รับความนิยมมากกว่ามุมอเมริกัน เหตุผลหลักมาจากประสิทธิภาพจากการใช้อินเตอร์เน็ท เพราะมุมอเมริกัน ทางการสหรัฐฯปิดกั้นเว็บไซด์หลายพันเว็บไซด์ แต่อิหร่านให้บริการอินเตอร์เน็ทอย่างเสรี สถานีวิทยุของอิหร่านโฆษณาชวนเชื่อกระแสต่อต้านอเมริกัน (Anti-American) ไปยังอัฟกานิสถานโดยเฉพาะในบริเวณชายแดนและทางตะวันตก โดยกระจายเสียงจากเมืองใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน อิหร่านให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โรงเรียนสอนศาสนานิกาย Shia สายอนุรักษ์นิยม และผู้นำกลุ่มติดอาวุธเก่าที่มีความสัมพันธ์กับหน่วยข่าวกรองของอิหร่าน อิหร่านสนับสนุนเงินจำนวนมากกับเครือข่ายโรงเรียนสอนศาสนานิกาย Shia และกิจกรรมการกุศลในเขตตะวันตกของอัฟกานิสถาน โรงเรียนสอนศาสนาเหล่านี้โดยเฉพาะในเมือง Herat มีความพยายามที่จะเผยแพร่อุดมการณ์ Shiite (Shia) Fundamentalism โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่โรงเรียนสอนศาสนา Sadaqia อิหร่านพยายามสร้างภาพของตนในฐานะเจ้าของภูมิภาค โดยใช้วิธีการเดียวกับสหรัฐฯในสมัยสงครามเย็นในการสร้างและขยาย Soft Power คือ ไม่มีกิจกรรมทางทหาร มีแต่กิจกรรมทางการเมืองและสังคม อิหร่านต้องการให้อัฟกานิสถานมีเสถียรภาพแต่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีและอยู่ภายใต้อิทธิพลของอิหร่าน ท่าทีของอิหร่านอาจกล่าวได้ว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจสหรัฐฯซึ่งอิหร่านมองว่าล้มเหลวในการสร้างเสถียรภาพทั้งในอัฟกานิสถานและอิรัก จึงอาจสรุปได้ว่ายุทธศาสตร์หลักของอิหร่านต่ออัฟกานิสถาน คือ การผลักดันให้สหรัฐฯถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน ป้องกันการกลับสู่อำนาจของกลุ่มตาลีบาน และรักษาอิทธิพลของอิหร่านในเขตตะวันตกของอัฟกานิสถานให้เป็นไปในทางที่ต้องการ (ส่วนหนึ่งจากรายงานเรื่อง นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่ออิหร่าน วิชา ร.386 ความสัมพันธ์และนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ปีการศึกษา S/49 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) |
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |