• popzilar
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : popzilar@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-11
  • จำนวนเรื่อง : 23
  • จำนวนผู้ชม : 4666
  • จำนวนผู้โหวต : 12
  • ส่ง msg :
Inspired by POPZILAR
Book can change your life. Inspired can change your world.
Permalink : http://www.oknation.net/blog/popzilar
วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน 2550
POPZILAR TALK 3
Posted by popzilar , ผู้อ่าน : 315 , 09:47:00 น.  
พิมพ์หน้านี้


วันนี้เป็นการสนทนาระหว่างผมกับผู้ชายคนหนึ่งที่...

เคยเรียนได้ F วิชาออกแบบแต่ชนะประกวดแบบได้ที่ 2 ของโลก

เคยชนะการประกวดแบบแต่ไม่ได้ถูกสร้างเพียงเพราะอายุยังน้อย

สถาปนิกที่ได้สอนนักศึกษาคณะแพทย์มหิดล

เขาบอกว่าวงการออกแบบไทยไม่เจริญเพราะค่านิยมบ้าเห่อบูชาฝรั่งหัวทองมากกว่าคนไทยกันเอง

และยังมีอีก...

พี่นิค หรือ คุณสุรชัย แย้มศิริ สถาปนิกหนุ่มใหญ่ไฟแรงแห่ง VANGUARD ARCHITECTS ที่ไปสร้างผลงานประดับไว้ทั่วโลกตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แต่ผลงานในเมืองไทยกลับนับนิ้วได้เลย เอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนั้น อยากรู้ต้องตามอ่านครับ

                        11 หน้า A4 คือจำนวนหน้าที่ผมถอดเทปออกมา และตั้งใจจะลงทั้งหมดด้วย ใครไม่ชอบอ่านบทสัมภาษณ์ยาวๆไม่แนะนำครับ แต่ถ้าน้องที่สนใจอยากทำงานในวงการนี้ ต้องอ่าน!!

                        ส่วนใครไม่ได้จะเป็นสถาปนิกแต่สนใจเรื่องบ้านเมืองของเรา เมืองหลวงแห่งนี้ กรุงเทพของเรา ก็ห้ามพลาดเช่นกัน

                        ใครอ่านแล้วชอบบทสัมภาษณ์ยาวๆแบบนี้อีก ลงคอมเม้นท์ไว้นะครับ จะได้รู้ว่ามีคนชอบอ่านบทสัมภาษณ์ฮาร์ทคอร์แบบนี้ จะได้หามาให้อีก โอเคมั้ย

                        ใครทนอ่านผ่านหน้าจอคอมฯไม่ไหวแนะนำให้สั่งปริ๊นออกมานั่งอ่านหรือพกติดตัวไปอ่านระหว่างเดินทางมีเวล่าว่างก็แทนก็ได้ แล้วถ้าชอบส่งเสริมด้วยการซีร๊อกแจกเพื่อนฝูงหรือบอกให้เขามาอ่านในบล๊อกนี้ก็ได้

                        ถ้าพร้อมแล้วลุยไปกับคำถามคำตอบมันส์ๆได้เลย

“ที่นี่เราพยายามวางนโยบายทุกคนให้ศิลปะมาก่อนธุรกิจ มาก่อนต้องมาก่อนเงินทอง เป็นปรัชญาของผมที่นำมาใช้

ผมพยายามทำออฟฟิศให้เป็นเหมือนโรงเรียนสอนศิลปะ ผมเป็นติวเตอร์ให้ความเป็นกันเอง

ผมใช้ชีวิตเดินทางเยอะ ปีที่แล้วลองนับเล่นๆ ผมเดินทาง 250 วันต่อปี  ดูงาน พักผ่อนหาแรงบันดาลใจ

เพราะแรงบันดาลใจส่วนมากเลยมาจากการเดินทางไปที่แปลกๆ ให้ตัวเองหลุดออกจากอะไรเดิมๆ เน้นการเรียนนอกสถานที่เป็นหลัก และองค์ความรู้ต่างๆเกิดจากการสังเกตเป็นหลัก

                        ที่นี่(บริษัทของคุณนิค)เรามีครบวงจร มีตั้งแต่คิดจนสร้างเสร็จ อย่างวิศวกรของที่นี่ก็จะกลายเป็นว่ารับในแง่การดีไซน์เป็นหลัก อะไรที่แปลกๆจะชอบ มันท้าทาย คิดมาเถอะฉันจะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ จนกลายเป็นวิศวดีไซน์เนอร์กันไปหมดแล้ว”

มันยากไหมครับที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันระหว่างการจินตนาการกับวิทยาศาสตร์ที่เน้นลอจิค

                        จริงๆอาชีพของผมเป็นการผนวกศิลปกับลอจิคความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันนะ ซึ่งมองให้ลึกลงไปอีก อาชีพนี้เป็นการเพ้อฝันนะ เพ้อฝันมากเลย มีพื้นที่ว่างๆอยู่ที่นึงเราจะเนรมิตอะไรมันขึ้นมาตรงนั้น

                        อาชีพสถาปนิกเป็นอาชีพที่เปลี่ยนสังคมเปลี่ยนวัฒนธรรมได้ เวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศเราไปดูอะไร เราไปดูสถานที่ต่างๆของเขาใช่ปะ นอกจากช้อปปิ้งแล้วก็ไปดูความอลังการของอาคารสถานที่ต่างๆ แล้วใครทำหล่ะ ก็คือสถาปนิก

                        พอเราคิดแบบนี้ก็มีความสุข เวลาทำงานอะไรได้ดั่งใจลูกค้าชอบด้วย

คุณนิคคิคอย่างไรกับในบ้านเรา

                        ผมว่าบ้านเราเป็นนักก๊อปตัวยง นักก๊อปปี้ ไม่ค่อยเห็นใครมาต่อยอด ก๊อปปี้คือเลียนแบบ แต่ต่อยอดคือต่อความรู้ พูดว่าไงดีหล่ะ เปรียบเหมือนเอดิสันคิดการทำหลอดไฟฟ้าขึ้นได้มา ถามว่าเราต้องไปคิดหลอดไฟใหม่ไหม ก็ไม่จำเป็น แต่เราจะต้องคิดรูปแบบการนำหลอดไฟฟ้าไปใช้อย่างไร  เช่นคิดโคมไฟที่มันสวยๆ  คิดอะไรที่มันต่อยอดจากแค่หลอดไฟฟ้าออกไปอีก

                        แต่พี่กล้าพูดเลยว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ เราเอาแบบอย่างมาจากสิงค์โปร์สไตล์ แล้วสิงคโปร์ก็เอาแบบอย่างมาจากออสเตรเลียสไตล์ พูดง่ายๆนึกภาพร้อยกว่าตึกรวมอยู่ในเกาะๆเดียว แล้วร้อยกว่าบริษัทสถาปนิกรวมอยู่ที่นั่น เวลาที่มันคิดอะไรแปลกๆใหม่ๆ มันจะไปด้วยกันหมด ไอ้สิ่งเนี่ยมันทำให้เรา(สถาปนิกไทย)เวลาบินไปเที่ยวเพราะมันใกล้ที่สุดก็ไปดูไปเห็นแล้วก็ก๊อปปี้มา

                        ตัวพี่ยังยอมรับเลยว่ามันสวยจริงๆ แต่เขา(สถาปนิคสิงค์โปร์)ต่อยอดมาจากออสเตรเลีย แล้วเอาดีเทลของยุโรปไปใส่ ก็กลายเป็นสไตล์ของเขา

                        แต่ของเราพวกรีสอร์ตที่ภูเก็ตมันก็คือแบบสิงคโปร์สไตล์เลย

คือคนในวงการมองก็จะรู้เลย

                        ใช่  แล้วมันก็ลุกลามไปถึงเชียงใหม่แล้วตอนนี้ รู้สึกจะมีเครือโรงแรมอะไรสักแห่งก็ไปจ้างสถาปนิกสิงคโปร์มาออกแบบโดยตรง มันก็กลายเป็นตัวเพาะพันธ์อย่างดีเลย เพราะใครๆก็ไปดูโรงแรมนี้เป็นต้นแบบ

อีก แล้วบ้านเราก็เกิดเป็นวัฒนธรรมการเอาตามกัน ซึ่งจริงๆรากของไทยไม่ใช่อย่างนั้น

แล้วไทยสไตล์เรามีไหม

                        มีๆๆ แต่ตอนนี้โดนสิงคโปร์สไตล์กลบหมดแล้ว

ถ้าตอนนี้มองตึกในกรุงเทพ คุณนิคว่าตึกไทยมีความเป็นไทยสไตล์อยู่

                          ผมมองตึก SCB PARK เป็นไทยสไตล์แต่ก็ทะลึ่งเป็นสถาปนิคชาวยุโรปออกแบบ ชาวต่างชาติคนนี้เขามาอยู่กรุงเทพนาน 20 กว่าปี เขาเอาความเป็นไทยมาใช้ ดูที่หัวตึกสีทองเหลี่ยมๆดูเหมือนชฎา เขาจับตรงนี้มาใช้ ส่วนมากหัวตึกจะเป็นหัวตัด

                        ความเป็นไทยมีอยู่สองอย่าง คือเอาความเป็นไทยมาเป็นหัวเชื้อ และอีกอย่างคือการคิดใหม่ ออฟฟิศผมกำลังอยู่ในทางที่สอง

ผลงานที่ออกมาจากแนวทางที่สองมีอะไรบ้างครับ

                        ที่เสร็จแล้วก็มี โรงเรียนอนุบาลอุ่นรักครับ อันนี้แรงบัลดาลใจได้มาจากริมทะเล เรานึกถึงเด็กเล็กๆเวลาเขานุกถึงปลาดาวหอยเขาจะนึกออกเป็นรูปทรง เราก็เลยอยากสร้างโรงเรียนที่เป็นรูปทรงจากสัตว์ทะเลต่างๆ อยู่ที่สมุย เสร็จเมื่อ สองปีที่แล้ว ป.1 ถึง ป.6 มีตึกหนึ่งจะคล้ายๆฟองน้ำก็เปรียบเหมือนการดูดซึมความรู้ต่างๆ

                        งานที่สองที่สิงคโปร์คือตึก Community Club Center ให้ทุกคนมาเอนจอยกับตึกนี้ มีห้องสมุด มีร้านกาแฟ มีลานกีฬา โรงยิม อะไรต่างๆรวมอยู่ในตึกนี้ นึกถึงการหล่อหลอมเอาทุกวัฒนธรรมมารวมกันเป็นเกลียว ทำร่วมกับสถาปนิกสิงคโปร์ เมื่อปี 1998

                        เพราะการทำงานต่างประเทศเราต้องทำงานร่วมกับคนท้องถิ่นเพื่อเซ็นอนุญาติต่างๆ ก็มีบินไปดู คนไปใช้เยอะเลย

ในบ้านเราจะมีแบบนี้ได้บ้างไหม

                        ยาก(หัวเราะ) เพราะไรรู้ไหม เพราะทัศนคติของนายทุนที่เขาคิดว่าจ้างสถาปนิกหัวทอง ที่เป็นฝรั่งแล้วรู้สึว่ามันดี  แก้ยาก

                        ผมเลยใช้ทฤษฎีที่เรียกว่า ป่าล้อมเมือง ผมเลยไปออกแบบต่าประเทศเพื่อสร้างเครดิตแล้วพอสุกงอมทำมาได้สัก 10 ปี ก็กลับมาจับตลาดเมืองไทย กลายเป็นคนมีคนเชื่อขึ้นมาเฉยเลย

                        อย่างสมัยเรียนพี่ไม่อายที่จะบอกว่าเป็นคนเรียนไม่เก่ง คือมีความคิดเป็นของตัเวองสูง ได้ C ได้ F เกรดดีไซน์ ก็สงสัยว่า เอ๊ะ เราเรียนไม่เก่ง หรือเราไปไม่ถูกทางหรืออะไรสักอย่างไม่รู้ แล้วตอนนั้นมีจัดประกวดแบบระดับโลก เราก็อยากเทสต์ฝีมือว่าเราอยู่ในระดับไหน ก็เลยไปส่งปรากฏว่าได้ที่ 2 ของโลก(ยิ้ม)

                        เชื่อไหมชีวิตเปลี่ยนเลย พอกลับมาเรียนออกแบบตัวไหนอะไรก็ได้ มันได้ A หมดเลยนะ มันตลกอ่ะ ก็เลยเอาความคิดนี้มาใช้ในชีวิตจริงของการทำงาน เราก็ไปออกแบบงานในต่างประเทศ อินเดีย ยุโรป อิตาลี คนไทยก็ โอ้โห ไม่ธรรมดา ก็ให้ออกแบบได้งาน คือทั้งหมดมันอยู่แค่เชื่อหรือไม่เชื่อ เท่านั้นเอง

กลายเป็นว่าปัญหาอยู่ที่ความคิดคนไทยไม่ใช่เรื่องฝีมือหรืออะไร

                        อื้ม ใช่ ผมเลยมีความคิดดีๆที่หวังดีกับพวกนักเรียนเด็กรุ่นใหม่ว่าอยากจัดนิทรรศการอาคิเทค ที่เราเคยไปทำบ้าๆบอๆไว้ เพื่อโชว์งานที่ Unique ไอเดียแรงๆ แล้วได้สร้างจริงๆ ให้นิสิตนักศึกษาที่เรียนหรือเพึ่งจบมาใหม่รู้สึกว่า การที่เราเข้าไปทำงานกับสถาปนิกเมืองไทยแล้วทำให้ไอเดียไฟในตัวมันดรอปไปให้กลับมาใหม่

                        ทำงานแบบไม่มีการทำโมเดลเพื่อการทดลองเลยคือถ้าตัดโมเดลคือต้องขายจริงเลย ทำที่ลูกค้าอยากได้เท่านั้นต้องได้เงินถึงทำ แต่จะไม่มีมาตัดโมเดลเพื่อดูความงามเพื่อมาศึกษาทำขึ้นมาดูเล่นๆเอง

                        แต่ที่ออฟฟิศผมยังทำ เช่นตึกๆหนึ่งตัดโมเดลออกมาสิบแบบ ปรับทีละนิดๆ จนเพอร์เฟคเลย เรายังยอมที่จะทำแบบนั้น ผมรู้วึกว่าการทำโมเดลขึ้นมาจริงๆสัมผัสได้มันดีกว่าดูจากคอมพิวเตอร์แน่นอน แต่โมเดลคือของจริง

แล้วจะมีออฟฟิศที่มีแนวคิดแบบนี้อยู่มากน้อยแค่ไหน

                            ก็...มันอาจจะมีนะ แต่อาจยังไม่โดนสะกิดเท่าไหร่ อย่างที่บอกผมกว่าจะมาถึงจุดนี้ก็เป็นสิบปี ก่อนที่จะมาเปิดบริษัทของตัวเองก็เคยไปทำทื่อื่นก่อนและก็โดนเชิญออก(ยิ้ม) เพราะเวลาเราเข้าไปที่ไหนเราก็จะมีวิธีของเราแล้วเขาบอกว่ามันเปลืองนะ ทำไมต้องตัดกระดาษหรือทำอะไรขนาดนี้ด้วย ไม่ต้องทดลองเลิกทำไม่ได้เหรอ

                        พอเรามาเปิดออฟฟิศเอง เราก็เลยรับคนที่มีปัญหาเหมือนกับตัวเองให้มาอยู่รวมๆกัน 30 กว่าคนที่เป็นแบบเรา เพราะคนเหล่านี้พอไปที่อื่นก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

                        จะมีอยู่หลายๆคนที่ผมบอกว่า เฮ้ยคุณไปดื่มด่ำกับจินตนาการให้พอเลยในงบเท่านี้ทำไปเลย หมดก็ไม่เป็นไร ก็จะมีทีมแบบนี้อยู่ ซึ่งในความฟุ้งๆก็จะมีสะเก็ดที่กระเด็นออกมาแล้วเราก็ดึงเอาสะเก็ดเล็กๆนั้นมาใช้ เหมือนตอนเด็กที่เรามักจะคิดฟุ้งไปเรื่อยแต่มันก็จะมีบางอย่างที่เอามาใช้ได้

                        ก็กลับมาที่งานที่ผมจะจัดขึ้นว่ามันจะไม่ใช่งานที่สวยงาม เอาก้อนดินน้ำมันมากอง เอากองกระดาษที่พังยับมาให้ดู แม้กระทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างทำไปแล้วสถาปนิกบอกไม่ได้ไม่ดีเอาใหม่ ไอ้เศษดีเทลนั่นจะเอามาโชว์ด้วย กรอบหน้าต่างใหญ่ๆ ที่คิดขึ้นเองอะไรต่างๆ ของแบบนี้จะเยอะมาก กะว่าจะขนงานที่ทำมาทั้งสิบปีไปหมดเลย กะจะโล่งทีเดียวด้วยเลย ล้างใหม่

                        ฉะนั้นคนที่เข้ามาดูก็อยากจะเน้นพวกนายทุน ที่แบบเฮ้ยหันมาดูหน่อยสิ อย่างสยามพารากอน ก็ไม่ใช่นะ เขาไปจ้างคู่สามีนิวยอร์กมา ซึ่งจริงๆถ้าจะเอาที่นิวยอร์กและเก่งกว่านั้นอีกก็มี แต่สรุปก็คือเอาแค่ Look Good ขอแค่ Good Will พอก็เลยได้สถาปนิกต่างปนะเทศมา ซึ่งยังไม่ใช่ระดับท๊อปเท็นจริงๆ เพราะวงการสถาปนิกด้วยกันเรารู้นี่ว่าใครเป็นใคร

                        แบบเนี่ยก็น่าเสียดายโอกาศสำหรับสถาปนิกเมืองไทยที่มีเก่งๆอยู่

เจอแบบนี้ คุณนิคสอนลูกศิษย์ยังไง

                        พี่แค่ไปเพาะความคิดให้อยู่ในหัวสมองเขา อย่างเช่นพี่จะสอนให้เขาเป็นคนสังเกต สังเกตก็คือการต่อยอดนี่เอง พี่ประทับใจนะอย่างโน๊ตอ่ะที่เขามาทอล์คโชว์ คนพวกนี้เขาสังเกตนะ สังเกตธรรมชาติสิ่งต่างๆแล้วก็มารวบรวมเป็นเรื่องราว

                        เหมือนกันสถาปนิกก็ต้องสังเกตธรรมาติ สิ่งแวดล้อม สิ่งที่เขาทำ แล้วเอามาประยุกต์ต่อยอด เราก็สอนลูกศิษย์เสมอว่าทำยังไงก็ได้ทำให้ตัวเองรัก ฉะนั้นเบื้องหลังการสอนอาจารย์ที่เป็นอาจารย์จริงๆก็จะไม่ค่อยชอบพี่ เพราะพี่มาถึงคลาสวันแรกบอกในห้องเลยว่า อ๊ะใครอยากเรียนวิชานี้ยกมือ ใครไม่อยากเรียนไม่ต้องเข้าเรียน อาจารย์ให้เกรด B ไปก่อนเป็นอย่างต่ำ เพราะคนที่ไม่อยากเรียนแล้วมาอยู่ในกลุ่มเขาจะดึงให้คนอื่นเสียสมาธิด้วย ตัวเขาเองก็ไม่ได้อะไรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า

                        สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มเล็กลง เราสอนง่ายขึ้น ได้คุณภาพมากขึ้น อาจารย์คนอื่นก็ไม่เข้าใจ คณบดีรู้แล้วตกใจ ซึ่งในความจริงมันต้องเป็นอย่างนั้น

                        ผมสอนออกแบบ คนที่เรียนก็ต้องรักการออบแบบ แต่คนไหนไม่ชอบบ้านมีธุรกิจเป็นของตัวเองจบไปก็ต้องไปทำต่อ แต่มาเรียนแล้วอยากได้เกรดดีๆพอ ผมก็ให้ B ไปเลย แล้วไม่มีเช็คชื่อไม่อะไรเลย ลูกศิษย์ก็อึ้ง งง เจอกันครั้งหน้าก็จะได้รู้กันเลยว่าใครอยากเรียนบ้าง

แล้วเหลือเท่าไหร่ครับ

                        มันมากันเต็มห้องเลย(หัวเราะ) งงเหมือนกัน ก็มันส์ดี

ชื่อบริษัทมาจากไหนครับ

                        มาจากภาษาฝรั่งเศษ แปลว่า ล้ำยุค ล้ำสมัย ผู้นำของศิลปะ เป็นทัพหน้าที่ไปลุยสิ่งต่างๆ ผมรู้สึกชอบความหมายของมัน เลยเอามาใช้ ฉะนั้นใครที่มาจ้างเรา ก็จะมีอะไรใหม่ๆไปให้เขา หลังจากสิบปีที่ผ่านมาเราเมมาทำตลาดในเมืองไทยใครที่มาจ้างเราก็จะรู้แบ็คกราวของเราว่างานแบบสุดๆ ไอเดียสุดๆเลย

คือคุณนิคก็ไม่ได้แอนตี้ หรือไม่ทำงานในเมืองไทย แต่เอาเวลาไปใช้ทำแบบ ป่าล้อมเมือง

                        ใช่ๆ ไม่งั้นเราก็พูดจนเหนื่อยไม่มีใครเชื่อ เพราะสังคมของเราเป็นแบบนั้นจริงๆนะ  สังคมเรามันอยู่กับค่านิยม

แล้ววงการนี้มันจะโตไปได้ไหมครับ

                        มันคงต้องมีคนแบบนี้เยอะๆไง ตอนนี้ถามว่ามีเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ เพราะสถาปนิกเมืองไทยต่างคนต่างอยู่ หากินกันไป เผลอๆหมั่นไส้กันเองก็มี

                        คือสังคมไทยเป็นสังคมที่ยึดติดค่านิยม เราดูให้ขาดจนรู้ว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน รู้ว่าอ้อ ชอบแบบนี้ใช่ไหม ฉะนั้นเราก็ไปเอารางวัลเกียรติยศจากเมืองนอกมา

                        เรื่องเส้นสายก็อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องไปตีด้วย เมืองไทยใครจะได้งานดีๆสังเกตเส้นสายถึงกัน ไม่ใช่ความเก่งนะ คอนเน็คชั่นซะส่วนใหญ่

ฟังดูแบบนี้แล้วเหนื่อยนะ

                        อื้ม เหนื่อย

มองไปที่ฝั่งนายทุนบ้าง การจะสร้างอาคารตึกทีหนึ่งก็ต้องลงทุนเป็นเงินเยอะมากเป็นหลักร้อยหลักพันล้าน เขาก็คงรู้สึกเสี่ยงที่จะมาเล่นตามความคิดของสถาปนิก ก็เลยไม่มีตึกไหนในบ้านเราที่ดูโดดเด่นเลย ปัญหานี้จะทำยังไงดี

                ก็อยู่ที่ความมั่นใจไง สมมุติถ้าไม่ชาเส้นสาย ก็เกิดไม่ได้เลย เอาง่ายๆเราจะไปจ้างคนมาออกแบบบ้านเรา จะทำยังไง ก็เริ่มจากถามเพื่อนว่า เฮ้ยมีใครที่รู้จัก แนะนำมาหน่อย ก็แบบนี้ทั้งนั้น มันไม่มีใครดูจากตัวผลงาน เออ เก่งดีว่ะ แล้วก็ติดต่อเรียกมาคุยหน่อย ไม่ค่อยมี

                        เพราะสังคมไทยยังเป็นสังคมพี่น้อง พรรคพวก อะไรพวกเนี่ย เมืองไทยใครอยากโตต้องเข้าสังคม เผอิญผมไม่ใช่ ผมไม่ค่อยเข้าสังคม พูดแล้วก็เหมือนถ้าเปรียบเป็นจอมยุทธ์ก็ฝึกวิทยายุทธอยู่บนเขา นานๆจะลงมาประลองสักทีนึง

แต่ถ้าคนวงในก็จะรู้ว่า จอมยุทธท่านนี้ก็เป็นหนึ่งในตองอูเหมือนกัน ใครอยากทดสอบฝีมือไปหาคนนี้ได้

                        (หัวเราะ) น่าจะอะไรแบบนั้น เราเน้นฝึกฝีมือมากกว่า เราอยู่ในกลุ่มที่ชอบทำอะไรสนุกๆ เช่นเจอคนหนึ่งมีบ้านแล้วเราอยากทำบ้านให้ก็ลองไปนำเสนอ แล้วเขาชอบดูงานแล้วเจ๋งว่ะ รู้ใจหมดเลย ทั้งที่ไม่ใช่คนรู้จักหรือเพื่อน มันก็จะเริ่มเอียงๆล่ะ พอมาเปรียบเทียบ 2 ฝั่ง คนหนึ่งเป็นเพื่อน คนหนึ่งเป็นใครก็ไม่รู้แต่ชอบตัวงาน ออกแบบมให้เหมือนรู้ใจมากกว่า ถ้าไม่ยึดติดที่ตัวคนก็จะเปิดใจให้ทางเราล่ะถูกมั้ย โอกาสได้งานช่วงหลังๆจะเป็นแบบนี้ทั้งนั้น

                        ดังนั้น การได้งานจากการแนะนำมันชิลชิลอะ ยังไงก็ได้งานอยู่แล้วไม่ต้องแข่ง แต่พี่เนี่ยกว่าจะได้งานทีหนึ่ง โหมันต้องขายงานอย่างเข้มข้นสุดๆ เพราะเราไม่มีเส้นสายมาช่วยเลย

พูดถึงผังเมืองทีฮ่องกง

                        เมื่อ 5 ปีที่แล้วเราเสนอ Proposal ไปแข่งกับสถาปนิกทั่วโลก แล้วก็เข้าตากรรมการทั้งทีเขาไม่รู้จักเราเลย จนมาปีนี้ มีอีกฝั่งหนึ่งให้ทำเลยมาเชิญเราเข้าไปร่วมด้วย

ในกรุงเทพฯตอนนี้ยังมีพื้นที่เหลือพอให้สร้างอะไรที่มันเห็นแล้วตื่นตะลึงที่เจ๋งๆอีกไหม

                           มีๆ มีพื้นที่แต่ยังไม่มีใครทำ เออ น่าแปลกใจ ฮ่องกงก็มีที่ไหนก็มี คือจะมีอะไรทีเจ๋งๆอ่ะ สิงคโปร์ก็มี ESPLANADE ตึกหนามทุเรียน ที่ไหนก็มี ออสเตรเลีย เยอรมัน จีนก็มีที่เซี่ยงไฮ้ ลอนดอนก็มี แต่เมืองไทยไม่มีนะ(หัวเราะ) แปลก เป็นเพราอะไรก็ไม่รู้

คิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ

                        ก็นี่ไงนายทุนมีค่านิยมต้องจ้างฝรั่ง แต่พอมาจ้างของเจ๋งๆ ก็มาเจอกับรักษ์นิยมว่าจะไปจ้างฝรั่งแพงๆทำไมๆไม่เอาคนไทย ก็มารบกันแล้วก็หายไปทุกครั้ง นึกออกม๊ะ

                        อ่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆสยามพารากอน เห็นง่ายที่สุด สมมุตว่างานนี้มันเป็นงานวัฒนธรรมจริงๆ ก็จะมีกระทรวงวัฒนธรรมมายุ่ง พอมายุ่งเสร็จเขาก็จะห้ามสถาปนิกต่างชาติเล่น แล้วก็หาสถาปนิกไทย แต่สถาปนิกไทยก็ถูกค่านิยมหาว่าไม่เก่ง มันก็หักล้างกัน โครงการดีๆก็เลยไม่เกิด พอมีโครงการดีๆนายทุนก็ไปให้ต่างชาติพื้นที่มันก็หมดไปเรื่อยๆ และถึงแม้ว่ามีโครงการดีๆเกิดก็จริงแต่ไม่ภูมิใจ พูดแบบนี้ดีกว่า เราเห็นแบบนี้แล้วเราเสียดาย

                        เรื่องแบบนี้เล่าไปมันก็เหมือนเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจของพวกเราเอง อย่างการจัด EXPO คือในโลกเราทุก 4 ปีจะมีการจัก EXPO ครั้งใหญ่ของทุกวงการมารวมกัน ครั้งล่าสุดจัดที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2006 งานนี้คืองานที่เตรียมเทคโนโลยีต่างๆ ใครมีดีอะไรเอามาโชว์กัน เช่นที่ผ่านมาฮอลแลนด์ เขาเก่งเรื่องเพาะปลูก เขาก็นำสเนอว่าเขาสามารถปลูกพืชโดยที่ไม่ใช้น้ำเลย แล้วตัวอาคิเทคเจอร์สุดๆเลย ใช้ไฟจากดวงอาทิตย์ ใช้ลมะรรมชาติ รวมองค์ความรู้ทั้งหมดอยู่ในตึกเดียว ยิ่งเยอรมันแสดงศักยภาพเต็มที่ด้วยการใช้จอคอมพิวเตอร์น่าจะล้านกว่าเครื่องสร้างเป็นห้องๆหนึ่งให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของการเปลี่ยนบริบทของธรรมชาติด้วยคอมพิวเตอร์ คือเอาคนเข้าไปยืนท่ามกลางจอคอมพิวเตอร์แล้วฉายภาพเดียวกันหมดแล้วเวลาเปลี่ยนภาพก็เปลี่ยนหมดทุกจอให้เรารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงโดยใช่เทคโนโลยีนั่นคือสิ่งที่เขาโชว์

                        ส่วนญี่ปุ่นก็สร้างตึกทั้งตึกด้วยกระดาษทั้งหมด แล้วภายในตึกก็แสดงรถไฟหัวจรวดที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งสิ่งเหล่าเนี่ย 4 ปีมีครั้งหนึ่ง ใช้เวลาไปอยู่ที่นั่นอาทิตย์หนึ่งยังดูไม่หมดเลย

แล้วของไทยหล่ะครับ

                ของเราทำคล้ายๆศูนย์ประชุมย่อส่วนเล็กๆแล้วข้างในมีอะไรรู้เปล่า มีขายของเอาผลไม้ไทยไปขาย มันจบเลยอ่ะ เห็นภาพม๊ะ ที่อื่นเขายิ่งใหญ่มากมาประลองความคิดกัน 4 ปีมีครั้งเดียว แล้วของเราได้เท่าเนี้ย เราไปนี้อายมาก

ใครเป็นคนคัดเลือกว่าจะให้ใครทำงานไปโชว์ในงานนี้

                        ก็กระทรวงวัฒนธรรม แล้วไปจ้างสถาปนิกอะไรก็ไม่รู้แล้วก็กินกันอ่ะ อย่างปีที่แล้วถ้าได้ข่าวที่เจเอสแอลได้รับมอบหมายให้ไปทำพาวิลเลี่ยนที่ญี่ปุ่น ก็สู้ใครไม่ได้เลยแต่ทะลึ่งเอาเงิน 150 ล้าน ซึ่งผมไปดูจริงๆแล้วใช้จริงๆแค่ 80 กว่าล้านเอง ที่เหลือเอาไปทำอะไรไม่รู้ เห็นแล้วพูดง่ายๆว่า เสี่ยวอ่ะ คือไม่พอใจอย่างมาก

                        แล้วที่อื่นเจ๋งอีกล่ะ เห็นแล้วก็เจ๋งๆๆ แต่เห็นของเราแล้วมันก็รู้สึกเซงๆอะ ใจผมนะอยากออกแบบมากเลยนะ แต่เข้าไม่ถูกไง ครั้งหน้าเนี่ยก็อยากจะทำแต่ไม่รู้ว่าจะไปติดต่อที่ไหนกับใครไม่มีใครมาบอกวิธี

                        อย่างประเทศอื่นเขาจัดประกวดนะให้สถาปนิกทั่วประเทศมาแข่งรวมกัน มีพื้นที่ให้สองไร่ โชว์ศักยภาพเลย แต่ของเราไม่รู้ว่าทำยังไงถึงได้ไป

                        เราได้อะไรหลายๆอย่างจากการเดินทางไปดู แต่พอไปดูกลับมาแล้วเราก็ท้ออ่ะ อย่าง 6 ปีที่แล้ว พี่เห็นแล้วพี่เข่าอ่อนเลย วัสดุก่อสร้างเขานำเราไป 40 ปีแล้วอ่ะ แทนที่เห็นแล้วเฮ้ยไม่ได้ปลุกไฟในตัว กลายเป็นโห มันห่างไกลกันมาก(หัวเราะ)

คิดว่านิทรรศกาลที่จะจัดจะเป็นการเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักได้ไหมครับ

                        ก็ไม่ได้คิดคาดหวังตรงนั้นนะ แค่อยากให้เด็กๆที่เรียนรู้ว่า เออ จบมาแล้วยังทำงานตามฝันของคุณได้นะ พอเขาเห็นแบบนี้เขาก็จะได้ไปต่อสู้กับสิ่งที่บริษัทเขาเป็นอยู่ เผื่อมันจะเปลี่ยนทื่อื่นให้ดีขึ้นหรือดีกว่าเราอีก เพราะข้อเสียของที่นี่คือไม่มีคอนเน็คชั่น ฉะนั้นถ้าที่อื่นมีคอนเน็คชั่นอยู่แล้วและปรับตัวเก่งขึ้นก็จะรุ่งเลยนะ

                        จะได้ช่วยกันพัฒนาวงการออกแบบให้ไปได้ไกล เราไม่ได้มองแบบคนเห็นแก่ตัว ถ้าทั้งวงการมันดีประเทศมันก็ดี สวยหมดไม่มีงานขี้เหล่เลย ทุกวันนี้บ้านเรายังมีตึกแถวหรืออาคารที่พี่เรียกว่าบ้าอ่ะ(หัวเราะ)

บางทีขับรถไปดูโครงการต่างๆแล้ว อ้าวเฮ้ย บ้านกูไปเป็นเมืองขึ้นเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ว่ะเนี่ย มันตลกอะ

                        คือถ้าเซ้นต์ตรงนี้มีอยู่ในสถาปนิกทุกคนมันก็จะบอกนายทุนแล้วว่า เฮ้ยแบบนี้ไม่ได้นะ ภูมิใจหน่อยดิเอาความเป็นไทยมาประยุกต์มาใช้หน่อยไหม แล้วเมืองเราก็จะน่าอยู่เป็นสไตล์เราเอง

ถ้าถามว่าตอนนี้รวมๆกรุงเทพฯเราสวยไหมครับ

                        กลางคืนสวย (หัวเราะ) เอาเป็นว่าถ้าเป็นการคุยกันสนุกๆผมก็จะบอกว่า พี่ไม่ได้อะไรจากเมืองหลวงนี้ คนอื่นอาจจะได้ แต่พี่มองไม่ค่อยเห็นช่วยบอกหน่อยละกัน ตอนนี้ไม่ค่อยมีตึกที่ถ่ายงานแล้วก็ อู้หู ว้าว ไม่มี จะมีก็แต่อินทิเรีย เรื่องนี้บ้านเราเก่งนะ โอเคเลย  ข้างในเก่งแต่ข้างนอกไม่ค่อยโดน  หาน้อยที่ผ่านแล้วจะหยุดถ่ายรูป

                        โดยรวมๆก็ถือว่า อื้มโอเค กลางๆบ้านเมืองที่อื่นเป็นยังไงก็ก๊อปปี้มา ให้มันเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว

ผลงานที่ขายได้สร้างเสร็จแล้วมีกี่ชิ้นแล้วครับ

                        ในเมืองไทยน่าจะ 20 ชิ้น เมืองนอกน่าจะ 100 ชิ้น

แล้วงานที่ขายไมได้ละครับ

                        เป็นร้อยเหมือนกัน

ส่วนมากที่ขายไม่ได้เพราะอะไร

                        ค่านิยม ตอบง่ายๆเลย ค่านิยม ออกแบบไปเขาบอกว่ารองประธานตัดสินใจ เราก็รอมาสองปีแล้ว (หัวเราะ) เงียบไปเลย ขาดการติดต่อเรา แล้วก็อย่างที่บอกบางครั้งนายทุนที่เขาดูกระแสก็ไม่ค่อยเอาเรา อย่างตอนนี้ต้องออกเป็นเมืองนอก แมนฮัทตันงี้ ไอเลิฟนิวยอร์กงี้ ปารีส โวก เพราอะไรก็ค่านิยมไง คนไทยชอบฝรั่ง ลองเป็นศรีอยุธยาสิมีคนซื้อไหม รัตนโกสินทร์ ทวารวดีไม่มีใครซื้อ เรื่องแบบนี้มันก็คงแก้ยากอ่ะ

 ความคิดแรกสุดเวลาที่งานที่ขายไม่ได้คิดอะไรครับ

                        ก็เก็บไว้ก่อน เผื่อมีวันหนึ่งนำมาใช้ได้

หอพัก AIT

                         ดูไปก็ธรรมดานะ เหมือนหอพักทั่วไป แต่ไม่ธรรมดา มีที่ให้แสงลง การการใช้ลูกเล่นไป Approach ตัวอาคาร ซึ่งหอพักทั่วไปจะทึบๆไม่ให้คุณภาพชีวิตมาก ของเราจับคู้ห้องให้ยึกยักเกิดรูปทรงในงบประมาณที่จำกัด อันนี้ประกวดแบบชนะ ก็ได้สร้างจริง

เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแล้วคิดจะเปิดโรงเรียนสอนเองไหมครับ

                        โอ้ย ยังไม่คิดครับ ตอนนี้ก็มีไปสอนวิชาสาขาอื่นแล้วนะ จะไปสอนที่มหิดลคณะแพทย์ สอนความงาม เพราะพวกเนี่ยจบมามันเป็นนายทุนเราไง ต้องให้มันเปลี่ยนความคิดเขา

                        ตอนนี้นะ ได้ไปสอนจนรู้เลยว่านายทุนจบมาจากคณะอื่นไม่ใช่สถาปัตย์ แล้วเราไปสอนเรา คนที่เขาก็ถูกหัวหน้าออฟฟิศบีบลูกศิษย์ไม่ให้ทำอย่างที่เราบอกสอนไปก็ไม่มีประโยชน์ งั้นเราก็ไปสอนพวกนายทุนเลยดีกว่า พวกเด็กคณะแพทย์คณะมนุษย์ศาสตร์ เขาจบไปจะได้เข้าใจความงามที่เรามองกับเมือง

                        อย่างที่สอนที่มหิดล การผ่าการรักษาการแพทย์จรรยาบรรณต่างๆ ทำให้มันเกิดความงามขึ้นมา

เข้าไปสอนได้ไงครับ

                        ก็เสนอกับคณบดี ซึ่งเขาก็ใจกล้าให้สอน เป็นวิชาเลือก งงไหม(ยิ้ม) อาจารย์เขาก็มานั่งฟังนะ อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ เพราะเราพูดเรื่องความงามที่เป็นระดับพื้นฐาน

ที่เป็นสากล

                        ใช่ ที่เป็นสากลเลย ใช้ได้กับทุกอย่างได้หมด

มีงานไหนที่อยากให้ลูกค้าซื้อมากเลยแต่ก็ไม่ได้ทำ

                        มีๆ นี้เลย หอศิลป์ฯที่ปทุมวัน ตอนนี้ก่อสร้างอยู่ แบบนี้ที่ชนะประกวดแบบได้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเขามองว่าเรายังเด็กอยู่เลยไม่ให้ทำ แม้ว่าเขาซื้อแบบเราแล้วด้วยนะ แต่มาดูอายุ โอ้ย แค่ 27 เองนี่ ไม่เอาไม่มีประสบการณ์ เขาก็เปลี่ยนแบบกลายมาเป็นแบบที่สร้างอยู่ตอนนี้ โดยใช้แบบของพี่เอาไปพัฒนาให้ใกล้เคียงแต่ไม่สุดๆแบบของพี่ ของพี่จะใช้พื้นต่อเนื่องตลอด และมีความเป็นไทยอยู่

(งานนี้จะเอาไปโชว์ในงานที่จะจัดปลายปีนี้ด้วย)

                        คือพอทำงานกับราชการก็ติดอีก สถาปนิกที่จะประกวดแบบราชการคุณต้องเคยสร้างงานมาไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท เราก็คิดในใจจะบ้าหรอ เพึ่งจบแต่อยากทำ อันที่สองคือต้องเป็นสถาปนิกที่ผ่านการออกแบบมาแล้วกว่า 10 ปี ... อ่าว จบเลยเรา

คิดอะไรอยู่ตอนนั้นที่รู้ว่าไม่ให้ทำ

เขาไม่ให้ทำเพราะเราไม่มีประสบการณ์แต่ใจมันอยากจะทำอ่ะ ก็เลยส่งไป

เจ็บใจไหมครับ

                         ตอนนี้ไม่เจ็บใจล่ะ มีคนบอกอย่าไปเจ็บใจ เพราะเดี๋ยวเราก็ไปทำงานเมืองนอกแทน  ตอนนี้ต้องลืมและให้อภัยทุกอย่าง แต่ตอนนั้น อื้ม เจ็บใจ(หัวเราะ)

                        เมืองนอกเขาไปดูเลยนะว่าคุณอายุเท่าไหร่ เคยทำงานมาเป็นเงินเท่าไหร่

การที่พี่นิคไปออกแบบงานเมืองนอกเพราะต้องการบอกอะไรกับคนไทยรึเปล่า

                        การที่ต้องทำแบบนี้จริงๆเพราะเรารักเมืองไทย อยากออกแบบในไทยนี่แหละ แต่แค่ว่าเขายอมรับน้อยจัง ทุกวันนี้นะสถาปนิกเมืองไทยที่ยังทำงานกันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ยังขาดความเข้มข้นทางความคิด ไอ้ส่วนน้อยมันได้ลงหนังสือกันหมดแล้ว

                        อยากเห็นไหมพวกสถาปนิกที่เขาทำงานกันเข้มข้น บินไปดูที่เยอรมันได้เลย มันสวยหมดเลย แสดงว่ามันเข้มข้นกันมาก เบอร์ลินนี่หายห่วงเลยแข่งกันหมด พูดง่ายๆตึกข้างๆดียังไง ของเราที่จะสร้างต้องดีกว่า แล้วมันก็แข่งกันไปทุกๆตึก ไอ้ตึกที่ไม่สวยที่สุดของเขาก็ยังสวยเลย

                        ใกล้หน่อยก็สิงคโปร์ ก็สวยหมด ถ้าไม่สวยเขาก็ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ รัฐบาลตอนนี้เขาก็ไล่ทุบทิ้งตึกรุ่นเก่าๆตึกที่ไม่สวย

เหมือนเปลี่ยนเมืองเลย

                        อ่า ใช่ๆ แต่สิงคป์เขาทำง่ายเพราะเขาไม่มีราก ถ้าอยากดูที่มีรากต้องไปยุโรป การทุบการเก็บอะไรเขามีหลักการหมด

ได้เห็นแบบนี้แล้ว อาคารแปลกๆ เจ๋งๆ แบบเมืองนอกจะมีโอกาสมาตั้งในบ้านเราบ้างไหมเนี่ย

                        เนี่ยพี่ก็ภาวนา ว่านายทุนบ้านเราต้องเปิดโอกาสให้สถาปนิกแข่งกันงานถึงจะดีไม่ใช่ไม่ต้องแข่ง

เพราะการแข่งกันมันจะได้คิดเยอะ

                        จนถึงวันนี้นะ มันทำให้พี่จับได้ว่าการศึกษาเราไม่ดี เราไม่เคยเอาเด็กป.4 ไปเดินมิวเซียมเลย ลองไปดูญี่ปุ่นสิขนมาเป็นคันรถเลย เด็กๆเขาก็ฝั่งความคิดกันแล้วอ่ะ

                        บ้านเรามีไหมอ่ะ เป็นแฟนกันชวนกันไปเดินเที่ยวดูงานศิลปะอ่ะ ไม่ค่อยหรอก พี่เนี่ยชวนแฟนไปดูงานศิลปะแฟนพี่ก็ อะไรน๊ะ (ยิ้ม) จนตอนนี้เขาชินละ ต้องเริ่มจากคนใกล้ตัว สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นในเจนเนอเรชั่นพี่แน่นอน

พี่นิคอยากบอกอะไรเพิ่มเติม

                        สถาปนิกเป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้สังคมให้เมืองไทยมันดี แต่จริงๆมันอยู่ที่เจ้าของเงินมากกว่า เมื่อใดที่เจ้าของเงินมีทัศนคติมีวิชั่นมีมุมมองที่ดี ที่อยากทำให้งานของตัวเองหรือตึกของตัวเองเป็นสวนหนึ่งของอารยธรรม ถ้าคิดได้ตรงนี้จะดีมาก

                        เพราะทุกวันนี้นายทุนที่คิดจะสร้างงานไม่ค่อยคิด คิดแต่กำไรให้มากที่สุด กำไรนี่ดีไม่ได้อยากให้ทำแล้วขาดทุน แต่การทำกำไรไม่ใช่ตะบี้ตะบันกำไรมันอย่างเดียวแล้วพอไม่สนใจอะไรแล้ว  การที่คุณขายคอนโด ห้องแถวอะไรก็ตามยังไม่มีการคิดถึงว่าของเราจะเป็นหนึ่งในอารยธรรมของประเทศเลย แล้วเงินมันมหาศาลอ่ะ ลงทุนกันเป็นพันๆล้าน แล้วถามว่าคุณให้อะไรกับผืนดินที่อยู่ตรงนั้น คุณให้อะไรกับอากาศที่ผ่านตัวตึกคุณบ้าง ให้อะไร ก็ไม่ได้ให้อะไร

                        คุณทำห้องให้มันสวย ทำฟังค์ชั่นให้คนซื้อเก็งกำไรได้ เลือกโลเคชั่นให้มันดีก็คิดอยู่แถวๆแค่นี้เอง แต่ลืมไปเลยว่าแล้วตัวตึกข้างนอกที่เห็นง่ายที่สุดให้อะไรกับคนไทยหรือใครก็ตามที่มาเห็นตึกคุณ สวยก็คือสวยที่ขายได้ ปล่อยง่ายใช่มั้ย สวยที่ถูกที่สุด ดีที่สุด ก็อยากจะบอกนายทุนที่จะลงทุนอะไรก็ตามที่คนจะเห็นมันเยอะ

                        เพราะอย่าลืมว่าความสำคัญของตึกอย่างหนึ่งก็คือคนเห็นมันเยอะ คิดง่ายๆตึกในเมืองหลวงคนเห็นกี่คน อีกสิบปีคนเห็นตึกคุณกี่คนหล่ะ ก็น่าจะทุ่มเทความคิดให้กับความงามเยอะๆ ถ้าอันไหนที่คนไม่เห็นเลยไปตั้งอยู่ในป่าอันนั้นก็เรื่องของคุณ   

                        เหมือนฟังเพลงถ้าคุณฟังในห้องในรถใส่หูฟังได้ยินคนเดียวจะเปิดเพลงแนวไหนก็ได้ตามใจที่คุณชอบ แต่ถ้าต้องไปเปิดเพลงในที่มีคนได้ยินเยอะๆ มันควรจะเป็นเพลงแนวไหนยังไงถึงจะเหมาะ

การทำงานล่ารางวัลละครับ

                        มันเป็นเงื่อนไขที่พี่ต้องทำต่างหาก เพราะพี่ไม่รู้จักใครเลย ก็เลยต้องทำสิ่งนี้เพื่อปรู๊ฟตัวเราเอง มันจำเป็นต้องทำมากกว่า

เมื่อถึงคลาสสุดท้ายในการสอนพี่นิคจะบอกอะไรกับลูกศิษย์ครับ

                         สอนให้ลูกศิษย์มีความอ่อนไหวในทุกสิ่งที่ทำ จะบอกแบนี้ให้อ่อนไหว ถ้าทำไม่ดีก็ต้องรู้สึกว่าทำไม่ได้ ถ้าทำดีก็ต้องรู้สึกว่าชอบมัน และเป็นสิ่งจำเป็นกับอาชีพนี้ด้วย เพราะศิลปินหรือนักออกแบบอะไรก็ตาม ควรจะต้องร้องไห้กับสิ่งที่ตัวเองชื่นชมชื่นชอบ เคยไหมเจอเรื่องราวดูหนังอ่านหนังสือแล้วร้องไห้ ถ้าเคยก็แสดงว่าเรามีความอ่อนไหวอยู่ในหัวใจเราแล้ว

                        เพราะอาร์ติสคือผู้นำเอาความอ่อนไหวของธรรมชาติของโลกมาให้เราสัมผัสให้เกิดความงาม

คือถ้าเรามองอะไรแล้วเฉยๆไม่ได้รู้สึกอะไรเลยก็อาจจะไม่เหมาะกับงานแบบนี้

                        อ่าๆ ใช่ๆ คนที่มาเรียนก็ต้องกระเทาะความหนาในหัวใจออกให้หมด

จริงๆต้องถามเป็นคำถามแรก แต่ขอยกมาเป็นคำถามสุดท้าย ทำไมถึงอยากเป็นสถาปนิกครับ

                        โห คงตั้งแต่เกิดมาเลยมั้ง ชอบปั้นดินน้ำมัน ชอบวาดรูป ชอบอะไรพวกเนี่ย จริงๆก็ชอบจิตกรรม ปติมากรรมนะ แต่รู้สึกว่ามนุษย์ไม่ได้เข้าไปใช้กับมันได้เยอะ ก็เลยเลือกสถาปัตย์นี่แหล่ะ พี่เป็นคนชอบความจริงนะวิทยาศาสตร์ พี่เลยติดว่างานเนี่ยเจ๋งว่ะ รวมกันของสองความคิด เพราะเราได้เอาตัวเข้าไปใช้อยู่อาศัยกับมัน

                        แล้วอาชีพนี้ต้องเอาตัวอยู่ตรงกลางเป๊ะเลยนะ ต้องเป็นศิลปินผสมกับนักวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์ต้องช่างคิดช่างสังเกต ส่วนศิลปินต้องอ่อนไหวชอบทำงานอาร์ตความสวย  จะไปด้านวิทยาศาสตร์มากไปก็ไม่ได้ตึกก็ออกมาแข็ง จะเอาแต่ความจริงถูกประหยัด ตึกก็ออกมาไม่สวย

                       ป.ล. รูปผลงานต่างๆของพี่นิค ตามไปดูได้ที่ Photo Gallery ครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
กิ๊บก๊าบ วันที่ : 01/11/2007 เวลา : 13.47 น.
http://www.oknation.net/blog/shaolinshanshan
ขอบคุณทุกๆคำชมและทุกๆเสียงตอบรับคะ ถ้าผู้เขียนมีอะไรขาดตกบกพร่อง ต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยคะขอบคุณคะกิ๊บก๊าบ

ไม่ได้เจอกันตั้งนานแวะมาทักเพราะคิดถึงคะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน