พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อวานผมพอจะมีเวลาช่วงเย็นๆ หลังออกจากออฟฟิศเลยแวะไปดู Lions for Lambs ก่อนกลับบ้าน ที่สนใจไปดูเพราะช่วงนี้ ไม่ค่อยมีหนังแนวนี้ออกมาสักเท่าไหร่ โดยส่วนตัวผมชอบหนังแนวบู๊กันด้วยคำพูด เฉือนกันด้วยบทสนทนา และถล่มกันด้วยความคิดที่สลับซับซ้อน ชิงไหวชิงพริบ อะไรทำนองนี้ ก็เลยไปดู(คนเดียว) รอบสองทุ่มครึ่ง ออกมาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ
ดูจบก็ชอบครับ เป็นหนังที่เล่าผ่าน 3 เหตุการณ์ 3 คู่ 6 คน ที่ต้องบอกว่าเป็น 'คนละเรื่องเดียวกัน' ของจริง เหตุการณ์แรก เป็นเรื่องของ อาจารย์อายุมากที่เห็นแววความเก่งกาจของเด็กในคลาสที่ตัวเองสอน กับนักศึกษาอายุน้อยที่ไม่รู้ว่าตัวเองดีอะไร อาจารย์คนนี้ถึงได้สนใจตัวเขานัก แต่เขากลับไม่ยอมเข้าเรียน เพราะความคิดที่ต่างกัน เหตุการณ์ที่สอง เป็นเรื่องของคู่หูร่วมชั้นเรียนที่มีความคิดเห็นต่อการใช้ชีวิต ต่อการเป็นนักศึกษา ต่อการเป็นพลเมืองสหรัฐ และต่อความเป็นอเมริกาจนนำพาให้เขาเลือกเป็นทหารรับใช้ชาติ เหตุการณ์ที่สาม เป็นเรื่องของ นักการเมืองที่อยากเป็นประธานาธิบดี โดยหวังใช้สื่อเป็นช่องทางสร้างชื่อให้ตัวเอง แต่ดันเจอกับนักข่าวสาวใหญ่มากประสบการณ์ที่รู้ว่า นักข่าวไม่ได้โง่ขนาดนั้น ผมว่าใครก็ไปดูเรื่องนี้ได้ ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องมีอาชีพการงานแบบตัวละครในหนัง เพียงแต่ถ้าคุณทำงานตรงกับตัวละคร ก็น่าจะทำให้คุณมีความเข้าอกเข้าใจมีความคิดที่ใกล้เคียงกันได้ว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ ครู นักการเมือง เยาวชนคนรุ่นใหม่ ทหาร และสื่อมวลชน ต่างก็เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์มีผลกระทบกับความเป็นไปในสังคม มีอิทธิพลทางความคิดต่อประชาชนอยู่พอสมควร สิ่งที่หนังส่งมาให้ผมก็คือ 'เรายึดมั่นถือมั่นสิ่งไหน ในการทำหน้าที่และการมีชีวิตอยู่ของเรา' ครู จะสอนสั่งลูกศิษย์ของคุณโดยยึดมั่นสิ่งใดเป็นสำคัญ เยาวชน จะดำเนินชีวิตต่อไปในวันข้างหน้าอย่างไร จะโตเป็นผู้ใหญ่แบบไหน นักการเมือง คุณจะดำเนินนโยบายออกกฎหมาย หรือกระทำการใดๆต่อประเทศชาติบ้านเมืองโดยยึดถืออะไร สื่อมวลชน คุณจะนำเสนอสิ่งที่คุณได้รับรู้มาต่อสาธารณะโดยมีจุดยืนอย่างไร และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำหน้าที่อะไร คุณมี 'จุดยืน' หรือข้างที่คุณเลือกจะ 'ยืนอยู่' ตรงไหน
ในฐานะที่ผมเป็นสื่อมวลชน คู่ที่ผมอินมากกว่าคู่อื่นก็คงเป็น การปิดห้องให้ข่าวแบบ Exclusive ตัวต่อตัว ระหว่างนักการเมืองหนุ่ม กับนักข่าวรุ่นแม่ หนังบอกเราว่า เธอเริ่มอาชีพนักข่าวตอนที่นักการเมืองคนนี้อายุเพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้นเอง ฝ่ายหนึ่งก็ให้ข่าวลับเฉพาะที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ในขณะที่อีกฝ่ายก็ได้รับข่าววงในแบบสื่ออื่นต้องอิจฉา ถ้านำเสนอออกอากาศไปรับรองว่า เรตติ้งพุ่งแน่ๆ แต่เผอิญว่าข่าวทั้งหมดที่ได้ยินนั้น มันคือการโปรโมทตัวเองล้วนๆ คำถามคือ เราจะยังนำเสนอข่าวที่คนๆหนึ่งสร้างขึ้น เพื่อปูทางเขาสู่การเป็นผู้นำประเทศคนต่อไปและช่องก็ได้เรตติ้งกระฉูดจากข่าวนั้น หรือกลั่นกรองเอาแต่ข้อเท็จจริงที่มีสาระมีคุณค่าต่อสังคม แล้วค่อยนำเสนอออกไปแทน (แม้จะมีโอกาสกระชากเรตติ้งหาเงินทองได้ ก็ไม่ทำ) (ขณะที่ผมนั่งเขียนบล๊อกนี้ ผมก็ยังพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองอยู่เหมือนกัน) ในหนังมีฉากหนึ่งที่นักข่าวสาวใหญ่กลับถึงออฟฟิศ แล้วบอกเพื่อนร่วมงานว่า แม้จะเป็นการนั่งคุยแบบตัวต่อตัว ยาว 1 ชั่วโมง แต่ข่าวห่วยแตกมาก ยกตัวเองตลอด ไม่มีอะไรให้น่านำเสนอเลย ลืมไปเถอะ เพื่อนเธอบอกว่า หน้าที่ของเราคือการรายงานข่าว รายงานมันออกไปไม่ว่ามันจะเป็นยังไง อย่าเอาความคิดเห็นส่วนตัวใส่ลงไปในนั้น ความคิดเห็นส่วนตัวก็ส่วนหนึ่ง หน้าที่ก็ส่วนหนึ่งแยกให้ออกจากกัน คุณก็อายุมากแล้ว คุณยังมีแม่ที่ต้องดูแล คุณคิดว่าจะมีช่องไหนรับคุณทำงานตอนนี้ ครับ ถึงจะเป็นนักข่าวเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทั้งสองคน 'ยึดถือ' ต่างกัน ผมถามตัวเองเวลาว่างๆหรือมันแว้บเขามาในหัว และแอบคิดไปถึงว่าแล้วทุกคนในสังคมเราทุกวันนี้ พวกเราแต่ละคนที่มีหน้าที่อาชีพการงานต่างๆ กำลังเลือก 'ยึดถือ' อะไรกันอยู่ |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |