พิมพ์หน้านี้
|
ใกล้ช่วงที่ประเทศไทยจะถึงโอกาสพิเศษสุดสำคัญที่ในหลวงของเราจะมีอายุครบ 80 ปีในเดือนธันวาคมนี้ ผมก็ขอมีส่วนร่วมในโอกาสนี้ผ่านบล็อกของตัวเองก็แล้วกัน ด้วยการนำบทสัมภาษณ์ที่ผมได้พูดคุยกับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจและความสำคัญของการทำ ความดี ให้กับสังคมและคนรอบข้าง คุณอี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ คือชายหนุ่มคนที่ผมพูดถึงครับ หวังว่าบทสัมภาษณ์นี้คงจะมีประโยชน์กับผู้อ่าน และถ้าแม้มีเพียงหนึ่งคนที่อ่านเสร็จแล้วหันมาทำความดี ก็ถือว่าบทสัมภาษณ์นี้ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว และขอให้บุญกุศลที่เกิดขึ้นจงส่งไปถึงคุณอี้ และพ่อหลวงของเราครับ ใครชอบบทสัมภาษณ์นี้ ช่วยกันเผยแพร่ บอกต่อ ส่งต่อกันได้เลยครับ จะด้วยวิธีไหนก็ได้ไม่หวง ไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตอะไรเลย แต่ถ้าจะขอบคุณก็เพียงแค่โพสแจ้งผมสักนิดนึงว่า ท่านได้นำบทสัมภาษณ์นี้ไปเผยแพร่ในที่ใดบ้างก็เพียงพอแล้ว
ตอนนี้หลายคนก็มีภาพของคุณอี้ที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำอะไรเพื่อสังคมเป็นหลักหรือส่วนมาก เพราะเวลาที่คนเห็นคุณอี้ก็จะเห็นจากงานทำนองนี้ จริงๆก็เลือกนะครับ ก่อนที่จะหายจากวงการ ตอนนั้นเรารู้สึกว่าชีวิตเราถูกเลือกถูกออกแบบและถูกกำกับจากคนอื่นตลอดเวลา แล้วอารมณ์ความรู้สึกต่างๆมันก็จะต้องเคลื่อนไหวไปตามบทที่คนอื่นกำหนดและอยากเห็นอยากเป็น ซึ่งภายหลังมันก็รู้สึกว่า หนึ่งมันไม่มีอิสระ สองคือมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่เล่นบทร้ายเยอะ ก็เกิดความเครียด มีผลต่อจิตใจ โอ้โห พอมองย้อนกลับไปดูตัวเองแล้ว มันก็มีเงินมีทองเข้ามานะ แต่เวลาที่มันหายไป เราเอาไปทุ่มเทกับสิ่งที่มันเป็น สิ่งที่มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วก็จริงๆชีวิตมันน่าจะมีมุมดีบ้าง ด้วยวินาทีนั้นที่คิดว่าชีวิตมันน่าจะมีมุมดีบ้าง แว้บแรกนั้นล่ะ ทำให้ตอนที่ถ่ายละครก็ลองไปทำความดี ไปทำอาสาสมัคร ไปช่วยเด็กที่ด้อยโอกาสตามชนบท ก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น เราก็มีคุณค่ามากขึ้น ผิดกับตอนที่เล่นเป็นผู้ร้ายในละคร คนก็จะมองเราเป็นคนไม่ดี ด่าเราดูถูกเรา พูดจาก็แบบเหยียดๆเรา คือเขาอิน แต่เราก็ไม่ว่าอะไร แต่เรารู้สึกว่า เอ๊ะ แล้วทำไมเราต้องมาเป็นแบบนี้ แต่ตอนนั้นก็ยังหาตัวเองไม่เจอว่าแล้วจะไปทำอะไรหล่ะ ช่วยที่ไปทำงานอาสาสมัครก็ต้องเรียกว่าเก้ๆกังๆเหมือนกัน ทำอะไรไม่ถูก กระดากๆอยู่เหมือนกัน ว่าเออ เราจะทำอะไรยังไงตรงไหน เพราะคนอื่นเขาก็ไม่เชื่อว่าเราจะทำอะไรแบบนี้ได้ แม้แต่ตัวเราก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่าเราจะทำได้ แต่อาศัยว่าเราช่วยพ่อแม่มาตลอด มันเป็นฐานเดิมเป็นภูมิคุ้มเดิมของเรา มันเลยไม่อายที่จะทำอะไรที่ต้องลงไปช่วยเขา ไปคลุกกับเขา ต้องความกระตือรือร้นที่มันมีอยู่และด้วนความพยายามที่มีอยู่ไม่จำกัด ก็ทำให้เราก้าวกระโจนเข้าไปในทุกๆงานที่มันท้าทาย พูดถึงเรื่องที่เด็กไทยมองว่างานช่วยเหลือสังคม ทำอะไรให้ส่วนรวม เช่น เก็บขยะ หรือทำอะไรให้คนอื่น ไม่ใช่งานของคนที่มีเกียรติ แต่เป็นสิ่งที่ถ้าทำคือกำลังถูกลงโทษ ใช่ครับ คือ มูลนิธิฉือจี้ เป็นมูลนิธิใต้หวันที่โด่งดังมาก แล้วก็มีสมาชิกหลายหมื่นคนในประเทศเขา เขาสร้างระบบให้คำนึงถึงประเทศชาติ และทำงานหลายด้าน มีงานในภารกิจเขาประมาณ 8 อย่าง เช่น สาธารณสุข สังคม การศึกษา ด้านสุขภาพ อะไรมากมาย ผมได้มีโอกาสไปช่วยอยู่หลายปีแล้ว เขาจะสอนให้เราไปช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากที่มันมีกระจายอยู่ทั่วไปหมด ของเมืองไทยเขาก็มาช่วยทำความสะอาดให้ผู้ป่วยติดเชื้อให้โรงพยาบาลบ้าง ในสถานที่ห่างไกลบ้าง อย่างสึนามิก็ได้เจอกันได้ช่วยกันเยอะมาก กลับมาที่ระบบการศึกษาของไทยเราที่สอนให้เป็นเจ้าคนนายคน แต่ความเป็นเจ้าคนนายคนที่แท้จริงกลับไม่เข้าใจว่า ต้องทำงานอย่างมีความรับปิดชอบต่อส่วนรวมมากขึ้น อยู่ตำแหน่งสูงความรับปิดชอบก็สูงขึ้นด้วย พูดง่ายๆก็คือต้องรับใช้ประชาชนให้มากขึ้น แต่เรากลับไปคิดว่าอำนาจสูงต้องตอบสนองตัวเองได้มากๆ อยากทำอะไรก็ได้ ก็ตีความกันผิด เวลาเปลี่ยนไป ระบบการศึกษาก็เปลี่ยนไป ตะวันตกเขาก็ประยุกต์การล่าอาณานิคมในรูปแบบต่างๆ อย่างทรัพยากรธรรมชาติของต่างประเทศ เขาถือว่าเขามีสิทธิเขามีอำนาจที่จะครอบครองได้ ถ้ามีเงินซื้อ ใครจะเป็นเจ้าของอะไรก็ได้ ขอเพียงมีเงินซื้อ เหมือนยุคแรกเขายึดครองทางทหาร ต่อมาก็ทางวัฒนธรรม มาตอนนี้ก็เป็นเศรษฐกิจ ที่ทุกคนต่างก็ทำทุกอย่างเพื่อเงินเพื่อทอง สิ่งเหล่านี้ก็เข้าไปครอบงำในระบบการศึกษา ทุกคนก็คิดว่าขอเพียงทำเพื่อเงินได้ มันไม่ผิด เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะทำเพื่อเงิน ทุกคนก็เห็นเงินเป็นใหญ่ แล้วยิ่งในใจมนุษย์มันมีกิเลสอยู่แล้วในตัวทุกคน พอมันโดนกระตุ้นจากภายนอกมากๆมันจะกลายเป็นอิสระบนความเป็นทาส คือมันทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง แต่ก็ทำไปเพราะเป็นทาสของกิเลส กลับมาที่มูลนิธิที่ว่านี้ เขาจึงพยายามปลูกฝั่งตั้งแต่เด็ก สร้างเด็กรุ่นใหม่ให้ทำเพื่อผู้อื่น ช่วยกันเก็บขยะ เก็บเศษกระดาษ เก็บในไม้ เพราะเด็กๆไม่มีความอายเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ไม่เหมือนพ่อแม่หรือครอบครัวไทยที่เวลาเห็นลูกทำอะไรแบบนี้จะคิดว่าเป็นงานสกปรก งานน่ารังเกียจ เป็นงานชั้นต่ำ เด็กก็ถูกปลูกฝังว่างานเหล่านี้เป็นงานชั้นต่ำ เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องลงโทษเด็กว่าถ้าเธอทำผิดเธอต้องไปเก็บขยะ เด็กก็เลยเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากไปทำ ทุกคนก็อยากมีหน้ามีตา แล้วสังคมก็ไปกำหนดตัววัดว่าคนที่มีหน้ามีตา ก็คือดูที่เครื่องแบบ ดูที่วัตถุสิ่งของ คนก็พยายามหาวัตถุสิ่งของมาโดยไม่คำนึงถึงวิธีการได้มา ยอมเป็นหนี้เป็นสินอะไรต่างๆ เรื่องเหล่านี้มันควรจะเริ่มต้นที่โรงเรียน แต่เมืองไทยกลับกลายเป็นว่าโรงเรียนเองที่ปลูกฝังเด็กให้เข้าใจผิด ถ้าเธอทำผิด เธอคุยกันในห้อง เธอต้องไปเก็บขยะรอบโรงเรียน จริงๆมันก็เป็นเรื่องวิสัยทัศน์ด้วยนะครับ เป็นวิธีคิดของคนในสังคม แต่ก็ต้องบอกว่า กว่าผมจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ ผมก็เคยลองผิดลองถูกมากมาย เคยเห็นแก่ตัวมามากมายเหมือนกัน อย่างตัวผมทำงานในวงการมา จนผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่คำตอบเท่าที่ควรละ มันได้เงินหล่ะ แต่ความสุขหรือสิ่งที่อยู่ภายในมันว่างเปล่า มันกลวงไปหมดเลย เราทำทุกอย่างเพื่อเงินจนมันเครียดมากเลย ใครชวนทำอะไรคิดเป็นเงินเป็นทองไปหมด มีคนคอยกำหนดราคา ทุกอย่างถูกตีค่าไปหมดเลย นิดหน่อยก็คิด จนเราแบบ บางอย่างเราทำฟรีบ้างได้ไหม พอเราคิดแบบนั้นก็เริ่มมีคนมาแสวงหาผลประโยชน์จากเรา ดังนั้นมันเลยต้องบาลานซ์กัน ทางสายกลาง ก็เลยไม่อยากออกตัวว่าฉันเป็นคนดีเหลือเกิน เป็นคนทำงานเพื่อสังคม ไม่ใช่ เราก็เป็นคนที่อยู่กลางๆ เป็นคนที่ต้องหาเลี้ยงตัวเอง หาเลี้ยงครอบครัวด้วย แล้วก็มีงานส่วนหนึ่งที่มีใจที่อยากจะทำเพื่อสังคมด้วย และจริงๆการทำงานเพื่อนสังคมลึกๆแล้วก็เป็นการทำเพื่อตัวเอง ในแง่ของสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ไม่งั้นมนุษย์ก็จะไม่มีเหตุผลพอที่จะบอกว่าทำเพื่อสังคมทำไมในเมื่อตัวเองก็ยังเอาไม่รอดเลย เมื่อเรารอดแล้วก็ต้องทำให้สังคมรอดด้วย ไม่งั้นเมื่อเราตายไปหมดลมหายใจไปมันก็ไม่มีอะไรมันก็เท่านั้น ลองคิดถึงวินาทีที่คุณต้องจากโลกนี้ไปจริงๆ คิดทุกวันๆ ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่เราจะทำอะไร แล้วผมเชื่อว่าหลายคนจะคิดออกเลย บางอย่างที่เราเครียด บางอย่างที่เราไปแค้น บางอย่างที่เรากลุ้มใจไปกังวลใจ มันจะหายไปเลย เพราะมันจะรู้สึกไม่มีประโยชน์ แล้วคุณคงจะได้คำตอบเหมือนที่ผมได้คำตอบกับตัวเองว่า ก็คือการทำประโยชน์ การทำหน้าที่การทำความดี การเรียนรู้ธรรมะ การพัฒนาจิตพัฒนาใจพัฒนาคนรอบข้างอะไรแบบนี้ครับ หลายคนก็ให้การชื่นชมคุณอี้ว่าเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ที่เห็นแก่ส่วนรวมเห็นแก่สังคม แล้วตัวคุณอี้เองเห็นว่ายังไงบ้าง กับคำพูดเหล่านี้ ถ้าพูดจากใจจริงๆเลยนะ อยากบอกว่า ไม่กล้ารับ เพราะว่ายังรู้สึกว่า อันนี้พูดตรงๆเลยว่ายังต้องใช้เวลาพิสูจน์กัน อันนี้พูดจากใจเลยว่าไม่อยากให้ยึดติดกัน ผมกลัวที่สุดเลยว่าถ้ามีวันหนึ่งที่ผมเกิดทำอะไรผิดพลาดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ด้วยความหุนหันหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วทำสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น สิ่งที่ผมทำดีมาตลอดจะพังคลืนมาหมดเลย ฉะนั้น มองผมเป็นตัวอย่างบ้างได้ แต่อย่ามองผมเป็นต้นแบบอะไรเลย ผมคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลา ทุกวันนี้ที่ผมทำงานอยู่ก็คือแบ่งครึ่งเลย รายการทุกรายการที่ผมทำก็เลือกสรรแล้ว ว่ามีประโยชน์เป็นสิ่งที่ดีถึงทำ เราก็คิดถึงคนดูหรือผู้ชมจะได้อะไรบ้างก็ตอบว่าใช่ แต่การทำแบบนี้ก็ไม่กล้าเรียกว่าเป็นการทำเพื่อสังคมเพราะเราก็ได้รับผลประโยชน์จากการทำงาน เราได้ค่าจ้างได้รับค่าตอบแทน แต่ที่กล้ายอมรับได้บ้างก็อาจจะเป็นงานส่วนที่เราทำฟรี ทำงานอาสาสมัครโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใดๆเลยทั้งสิ้น ก็อาจจะมีส่วนนั้น ถ้าจะดูเป็นต้นแบบอะไรได้บ้าง ก็ขอให้เลือกดูตรงที่ว่าวิธีการทำงานที่แบ่งครึ่งงานว่าโอเคคุณมีงานส่วนที่เป็นรายได้เข้ามาเลี้ยงดูจะหาเท่าไหร่ก็แล้วแต่ๆไม่ไปเบียดเบียนโกงกินใครมา กับอีกส่วนหนึ่งที่หาเวลามาทำงานด้านอาสาสมัครบ้าง ดูที่งานดีกว่า เพราะผมกลัวว่าสังคมไทยจะเป็นสังคมที่ยึดติดกับตัวบุคคลมากเกินไป และผมก็ไม่อยากเป็นคนนั้นด้วย เพราะมันไม่มีอิสระ ทุกวันนี้ผมคิดอยู่เสมอ ที่ผมเปลี่ยนแปลงมาเป็น จิตต์อิสระ ก็เพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านี้ เราไม่ต้องการความดัง ถ้าอยากดังจริงมันมีวิธีโปรโมตที่ดังมากกว่านี้อีกเยอะ ผมไม่ต้องการให้คนมารู้ว่าผมทำอะไรบ้าง อันนี้ผมทำนะ อันนี้ผมทำฟรีนะ ถ้าทำแล้วต้องบอกคนอื่นผมรู้สึกละอายและอายด้วยที่ต้องมานั่งสร้างภาพ อะไรที่มันทำจากใจมันสบายใจกว่า สบายใจกว่าเยอะ แล้วเวลาที่เราไปทำงานกับคนพิการหรือเด็ก เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเราไปหาผลประโยชน์จากเขา อันนี้เป็นสิ่งที่เราละอายใจและกลัวที่สุด ดูกันไปนานๆดีกว่าครับ ถ้านึกออกตอนนี้ ก็เหมือนแวนโก๊ะอ่ะ ที่ภาพวาดของเขากว่าจะได้รับการยอมรับมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ก็หลังจากที่เขาตายไปแล้ว แล้วสำหรับวันหนึ่ง ของคุณอี้คิดว่าตัวเองทำงานเยอะไหม ก็ถือว่าทำงานหนักมาก บางวันก็ตื่นตี 4 มีสถานที่ต้องไปไกล เดินทางบรรยายต่างจังหวัด ทำงานทุกวัน แต่ถ้าถามว่ามันเหนื่อยหน่ายไหม มันอาจจะมีก็คงเป็นธรรมดาแต่ก็จะไม่หยุด ลึกๆเมื่อก่อนเคยคิดจะหยุดงานพวกนี้บ้างเหมือนกัน แต่พอมีคนโทรมาก็ไม่ยอมปฎิเสธเขาสักที อีกอย่างหนึ่งคนที่พอจะเป็นที่ยอมรับในสายตาเด็กๆ เขาอาจจะต้องเป็นที่โดดเด่นมีชื่อเสียงพอเขาถึงจะเชื่อเนี่ย แล้วมาทำงานด้านนี้อย่างจริงจังเนี่ย อย่างถ้าผมทำ ผมก็ชวนคนนั้นคนนี้มาทำก็ยังไม่มากเท่าไหร่ ผมเลยคิดว่าถ้าผมหยุดไปคนหนึ่งคนอื่นๆเขาก็อาจจะหยุดไปด้วย มันก็ยิ่งจะเสียโอกาสกับคนอื่นไป ตอนนี้เรายังมีอายุที่พอจะใกล้เคียงกับเขาได้บ้าง สมมุติเด็กวัยรุ่นเด็กมหาลัยกับเราก็ยังไม่แก่เกินไป วันหนึ่งที่เราสัก 35 หรือ 40 เขาคงไม่ฟังเราแล้วต่อให้ดังแค่ไหนเขาคงไม่ฟังเราแล้ว ฉะนั้นตอนนี้ผมอายุยี่สิบปลายๆก็คิดว่าระยะห่างยังไม่ไกลเกินไป ก็น่าจะใช้ช่วงเวลาตอนนี้และองค์ประกอบอื่นๆรวมกัน พยายามนำมาทำประโยชน์ให้กับเด็กๆเยาวชนดีกว่า ตอนนี้ก็ทำกองทุนสื่อธรรมะเพื่อเยาวชน อันนี้เป็นสิ่งที่ทำขึ้นเอง แล้วก็ทำโครงการเผยแผ่พุทธธรรมะเพื่อเยาวชน อันนี้คือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจจากใจเองจริงๆเลย ทำมาหลายปีแล้วกว่าคนข้างนอกจะรับรู้ว่าเราทำ เวลาเราทำงานอะไรถ้าเราเลือกงาน ถึงระดับหนึ่งงานมันก็เลือกเราเอง ถ้าชีวิตใครเหงา ลองใช้ชีวิตแบบเขาแล้วคุณจะไม่มีแม้กระทั้งเวลาเศร้าเลยหล่ะ
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |