พิมพ์หน้านี้
|
ต้องบอกก่อนว่าที่ไม่ได้อัพบล๊อกไปหลายวันเพราะคอมพิวเตอร์คู่กาย ดันมีปัญหาหน้าจอดับไปซะอย่างนั้น กว่าจะหาทางจัดการได้ก็ปาเข้าไปหลายวันเลย พอแก้ไขเสร็จ ก็รีบมาอัพให้ได้อ่านกันทันที ขออภัยแฟนๆที่ติดตามอ่านทุกคนนะครับ ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีใครคอยตามอ่านหรอก พูดให้กำลังใจตัวเองไปอย่างนั้นแหละ เริ่มเลยดีกว่า เด็กไทยอยากทำงานในวงการ สื่อมวลชน สูงเป็นอันดับสอง รองจากอันดับหนึ่งคือวงการบันเทิง ซึ่งเป็นข่าวที่เผยแพร่ในหนัวสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับหนึ่ง ในฐานะที่ผมทำงานอยู่ในวงการนี้เห็นข่าวว่าเด็กอยากเข้ามาทำงานกันมากขึ้นก็รู้สึกดีใจผสมแปลกใจอยู่ในที อันดับหนึ่งคือวงการบันเทิง อันนี้ไม่สงสัยติดใจอะไร เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าเข้าไปอยู่ในวงการนี้ ทั้งดังและเงินดี (ส่วนประเด็นเรื่องว่ามันฉาบฉวยแค่ไหนถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) พอมาเห็นอันดับสองว่าเป็นวงการสื่อมวลชนนี่สิ อืมมม...น่าสนใจแฮะ ตอนแรกผมนึกว่าน่าจะเป็นการเงิน การตลาด หรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ พอมาเป็นสื่อมวลชน ก็เลยคิดเล่นๆว่า สงสัยยุคนี้ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ใครก็สามารถมาเป็นนักข่าวเป็นสื่อมวลชนได้ไม่ยาก ฉะนั้นถ้าเกิดตกงานก็ไปหาอะไรทำเกี่ยวกับสื่อนี่ละกัน(ฮา) นั่งเปิดเนตสร้างเว็บไซท์ตัวเอง มีกล้องสักตัว มีความรู้เรื่องอุปกรณ์นิดหน่อยก็เรียกตัวเองว่าเป็น 'นักข่าว' ได้แล้ว เอาง่ายๆ ถ้าคุณว่างๆลองมาเขียนบล๊อกใน โอเคเนชั่น แห่งนี้ดูก็ได้ คุณก็ถูกเรียกว่า Citizen Reporter ได้แล้ว แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าวิธีการเป็นวิธีการได้มาซึ่งฐานะนักข่าว หรือที่เราคุ้นเคยกันในฐานะ 'ฐานันดรที่ 4' ของสังคม(อยากรู้ว่าทำไมเขาเรียกแบบนี้ มันมีที่มาค่อยเล่าให้ฟังทีหลังนะ) นั่นก็คือ เด็กๆรุ่นใหม่ทุกวันนี้เขารู้ว่าเขาจะนำสิ่งรอบกายที่พัฒนาขึ้นทุกวันๆมาใช้ประกอบอาชีพ หรือทำมาหากินกันได้อย่างไร ไม่ว่าจะเว็บไซท์ต่างๆอย่าง ยูทูบ ไฮ5 เว็บบล๊อกต่างๆ โทรศัพท์มือถือที่รับส่งข้อมูลได้สารพัดและรวดเร็ว ไอพอด ไอโฟน และอีกหลายไอ (หวังว่าในอนาคตคงจะมี ไอเกิร์ลบ้างนะ) พวกเขาก็รู้จักนำเอาคุณสมบัติสุดวิเศษทำอะไรก็ได้ มาเชื่อมต่อกันเพื่อส่งต่อสร้างอะไรบางอย่างให้เกิดผลจากโลกออนไลน์ไปสู่โลกออฟไลน์ หรือนำเรื่องของโลกออฟไลน์ไปเล่นสนุกต่อในโลกออนไลน์ได้ไม่รู้จบ ดาราไทยตบกันในที่จอดรถห้างดังตอนบ่าย ตอนเย็นคนไทยที่อยู่มุมไบก็อาจจะรู้ข่าวทั้งหมดได้แล้ว นอกจากเรื่องเทคโนโลยีอันทันสมัยที่เอื้อให้มาเป็นสื่อมวลชนได้ไม่ยากแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เดี๋ยวนี้การเข้ามาเป็นสื่อมวลชน จะนักข่าว ผู้ประกาศข่าว พิธีกรรายการข่าวอะไรก็ตาม มันก็คือจุดเริ่มต้นของการเปิดตัวสู่สาธารณะเพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นคนดัง ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงต่อไปได้อีก เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า นักข่าวก็ต้องทำได้หลายอย่างในคนเดียว ทั้งคิดประเด็นทำข่าว ลงพื้นที่สำรวจ หาข่าว เขียนข่าว เผยแพร่ ต้องรายงานข่าวได้เอง ต้องออกโทรทัศน์ได้เอง ต้องเป็นผู้ดำเนินรายการเอง ในด้านงานข่าวก็จะได้ 'อิน' กับข่าวที่ตัวเองดูแลอยู่ จะได้ลงลึกได้เวลานำเสนอจะได้เห็นภาพรวมเข้าใจว่าจุดไหนสำคัญจุดไหนตัดออกได้ สรุปย่อทั้งหมดได้ นั่นทำให้การทำงานข่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น และแน่นอนว่าคนที่จะออกโทรทัศน์ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีบุคลิครูปร่างหน้าตาที่ใช้ได้ระดับหนึ่งล่ะ เพราะอย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้ทุกสำนักต่างบอกว่า เราจะนำเสนอข่าวที่น่าดูน่าชมไม่น่าเบื่อแบบเก่าอีกต่อไป ฉะนั้นคนที่จะอยู่หน้าจอให้เราดู ให้เราติดตาม คนนั้นภายนอกก็ต้องน่าชมด้วยจริงไหม แล้วก็จริงๆ ตอนนี้คุณก็จะเห็นคนดังที่เกิดมาจากวงการสื่อมวลชน เกิดจากการเป็นนักข่าว เป็นพิธีกร ผู้ประกาศข่าว มากขึ้นๆ นักข่าวบางคนหน้าตาดีเสียยิ่งกว่าดาราซะอีก(ฮา) เผลอๆเราอาจจะเรียกไม่ถูกว่า คนนี้เป็น 'ดารา' หรือ 'นักข่าว' กันแน่ พอเป็นแบบนี้มันทำให้ผมคิดว่า การที่เด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจวงการสื่อมวลชนมากขึ้น เพราะ ซึ่งพอเด็กที่เข้ามาทำงานในวงการนี้แล้ว ระยะหนึ่งเราก็จะรู้ว่า เด็กคนนั้นจัดอยู่ในสื่อมวลชนกลุ่มที่ 1 หรือ 2 ถ้าให้ผมเลือกผมอยากเห็นเด็กที่อยากเป็นสื่อมวลชนจริงๆ แม้จะมีอยู่น้อยก็ไม่เป็นไร ดีกว่าเน้นปริมาณให้เข้ามามากๆ แต่คนเหล่านั้นกลับไม่มีความรักในสิ่งที่ตัวเองทำ ผมไม่อยากเห็นตัวปลอมเดินชนกันไปมา เพราะสุดท้ายคนเหล่านั้นเขาก็จะจากไปในที่สุด และทิ้งผลงานแย่ๆที่ทำไปวันๆไว้ให้เด็กรุ่นต่อไปได้ดูเป็นตัวอย่าง และผมกลัวว่าเด็กรุ่นต่อไปจะเห็น 'วงการสื่อมวลชน' ผิดไปว่าแท้ที่จริงแล้วมันก็คือ 'วงการบันเทิง' ที่ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่ง...ก็เท่านั้นเอง |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||