พิมพ์หน้านี้
|
บ็อบ ดีแลน นักร้องผู้เป็นตำนานบอกกว่า วีรบุรษคือคนที่รู้ว่าความรับผิดชอบนั้นมาพร้อมกับอิสรภาพ ขณะเดียวกันกับที่ คริสโตเฟอร์ รีฟส์ ผู้รับบทเป็นซูเปอร์แมนกล่าวว่า ฮีโร่คือคนธรรมดาที่มีความอุตสาหะและมีชัยเหนือความคิดที่ชั่วร้ายต่างๆ ในสังคมปัจจุบันการที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นที่รู้จักของคนหมู่มาก เปลี่ยนจาก Nobody มาเป็น Somebody จากคนเดินดินกลายมาเป็นฮีโร่ของปวงชน ช่างเป็นเรื่องที่ง่ายดาย ดังเช่นวรรณกรรมคลาสสิกเรื่องที่เห็นและเป็นอยู่ ของ เจอร์ซี โคซินสกี ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของคนทำสวนที่กลายมาเป็นที่นับน่าถือตาของคนหมู่มากได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันวัน ทั้งๆที่เขาคนนี้ไม่มีการศึกษา วันๆเอาแต่ทำสวนและนั่งดูโทรทัศน์ แต่สื่อก็ทำให้ชายที่แสนจะธรรมดาคนหนึ่งกลายมาเป็นฮีโร่ของชาวอเมริกันได้เพียงข้ามคืน ผิดกับในหนังเรื่อง Days of Glory ที่ทหารชาวแอฟริกันซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อชัยชนะเหนือเยอรมันของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่พวกเขากลับถูกลืมเลือนและไม่เคยได้รับการยกย่องมาจนถึงปัจจุบัน หนังสัญชาติอัลจีเรียเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อฝรั่งเศสสูญเสียทหารในการต่อสู้ไปมากมายจนแทบจะไม่มีนักรบเหลืออยู่ พวกเขาจึงหันมาหาทหารยังประเทศที่อยู่ภายใต้อาณานิคม ซาอิด, อับเดลกาเดอร์, เมสซาด และ ยัสเซอร์ ต่างคนต่างที่มาและมีจุดมุ่งหมายในการเข้าสู่สงครามต่างกัน บางคนมาเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า บางคนมาเพราะรักชาติ และขณะเดียวกันกับที่บางคนมาเพื่อพิสูจน์อุดมการณ์ของตน ทั้ง 4 ถูกเกณฑ์มาเพื่อเข้าร่วมรบในกองทัพพร้อมกับคนอื่น ๆ อีก 130,000 คน เพื่อปลดปล่อยดินแดนพ่อจากการยึดครองของนาซี ทั้งๆที่ทหารเหล่านี้ไม่เคยเห็นและเหยียบย่างพื้นแผ่นดินของฝรั่งเศสมาก่อน แต่ทั้งหมดก็รบด้วยความรักและภักดีต่อดินแดนน้ำหอมโดยไม่มีข้อกังขา ซึ่งความหาญกล้าดังกล่าวกลับถูกประวัติศาสตร์ลืมเลือนโดยตั้งใจ นี่คือหนัง 1 ใน 5 เรื่องสุดท้ายที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมครั้งล่าสุด และได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์ โดยเป็นผลงานการกำกับการแสดงของราชิด โบชาเร็บ ผู้กำกับซึ่งเคยฝากผลงานไว้ในเรื่อง Little สิ่งหนึ่งที่หนังสงครามเรื่องนี้พยายามนำเสนออยู่ตลอดก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันและการไม่ได้รับการยอมรับของทหารแอฟริกัน ทั้งถูกมองข้ามจากการเลื่อนตำแหน่ง แม้ว่าจะรบอย่างหนักกว่าคนฝรั่งเศสแต่ยศถาบรรดาศักดิ์กลับตกไปเป็นของทหารชาวเมืองน้ำหอม หรือจะกินมะเขือเทศสักลูกยังต้องประท้วงเพื่อให้ได้มา รวมถึงจดหมายที่ส่งหาคนรักก็ถูกเปิดอ่าน ไม่ถูกส่งต่อและโดนกีดกันไม่ให้ได้ลงเอยกับหญิงชาวฝรั่งเศส ฉากที่ซาอิดทะเลาะกับเมสซาด แล้วอับเดลกาเดอร์เข้ามาห้ามพร้อมทั้งพูดว่า ทุกคนที่อยู่ในกองทัพล้วนเท่าเทียมกัน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเชื้อชาติ สะท้อนให้เห็นแนวคิดของอับเดลกาเดอร์ที่ค่อนข้างเชื้อมั่นถึงความเท่าเทียมกันในสังคมและสิทธิที่ตนเองพึ่งจะได้รับ ทั้งยังเป็นเหมือนการเสียดสีฝรั่งเศสกลายๆถึงพฤติกรรมที่ทหารของพวกเขาปฏิบัติต่อคนที่มาจากชาติที่ด้อยกว่า นอกจากนี้หนังยังแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในกันและกันของผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ใต้อำนาจ รวมไปถึงสะท้อนความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการเอาตัวเองเป็นใหญ่ของฝรั่งเศส ฉากหนึ่งที่ชัดมากๆก็คือตอนที่มีการประกาศว่าคืนนี้จะมีการแสดงมาให้ชม ทหารต่างพากันส่งเสียงยินดี แต่ปรากฏว่าโชว์ที่นำมาแสดงกลับเป็นการเต้นบัลเล่ย์ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ชาวแอฟริกันไม่เข้าใจ ไม่เคยรู้จักมาก่อน และเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คุ้นเคยจนพาลกันเดินออกมาร้องรำทำเพลงตามแบบของตน แต่ละฉากที่ปรากฎขึ้นมาราวกับจะบอกให้โลกรู้ว่าการรบในคราวนั้นฝรั่งเศสทำประหนึ่งว่าทหารอาณานิคมที่ถูกเกณฑ์มาเป็นเหมือนทาสที่มาทำงานรับใช้เจ้านายโดยที่ไม่มีสิทธิมีเสียงใดๆทั้งสิ้น หนังทำขึ้นมาเหมือนเป็นการเสียดสีฝรั่งเศส ยกย่องทหารจากชาติอาณานิคมและเพื่อเรียกร้องความเสมอภาคให้กับทหารเหล่านั้นด้วยทางหนึ่ง เมื่อมาถึงตอนจบ เราจะทราบว่าฝรั่งเศสยุติการให้เงินบำนาญกับทหารจากชาติอาณานิคมที่เข้าร่วมสงคราม แม้จะมีการเรียกร้องหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ยังไม่เกิดผล และเรื่องนี้ยังคงไม่มีข้อยุติมาจนถึงปัจจุบัน หนังเล่าเรื่องไปตามช่วงเวลาและสถานที่ตามหน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นขั้นตอน เหมือนการนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆมาวางต่อกันให้เป็นเรื่องเป็นราว ที่น่าสนใจก็คือในการเปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุการณ์ ในแต่ละครั้งจะใช้ภาพขาว-ดำของวิวทิวทัศน์มุมสูงเหมือนเรามองจากบนท้องฟ้าจากนั้นก็จะมีเงาของเมฆลอยมาและภาพก็จะค่อยๆเปลี่ยนมาเป็นภาพสี สำหรับผู้ที่หวังว่าจะได้เห็นฉากสงครามที่มีระเบิดตูมตามบู๊ล้างผลาญดุเดือดรวมไปถึงการตัดต่อที่ฉับไหวตามแบบฮอลีวู้ดคงต้องผิดหวัง เพราะแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับสงคราม แต่ด้วยความที่ Days of Glory เล่าเรื่องตามแบบยุโรปและประเด็นหลักก็ไม่ได้พูดถึงการฆ่าฟันกัน หากแต่มุ่งไปที่เรื่องราวของตัวละครและความคิดของทหารที่มารบเพื่อแผ่นดินที่พวกเขาไม่เคยได้เห็นมากกว่า เราคงบอกไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้จะคว้ารางวัลออสการ์แน่ๆ แต่การที่สามารถผ่านเข้าชิงได้นั้น พอที่จะทำให้คิดไปได้ว่าเพราะเนื้อหาว่าด้วยการยกย่องฮีโร่ที่ถูกลืม แถมวีรบุรุษเหล่านั้นยังเป็นมุสลิม ซึ่งเหมาะกับภาวะตึงเครียดระหว่างศาสนาที่อเมริกากำลังเผชิญหน้ากับผู้นับถือศาสนาอิสลาม บางทีการได้เข้าชิงของหนังเรื่องนี้อาจจะช่วยให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาดีขึ้นมาบ้างก็ได้ Days of Glory ช่วยให้เราเห็นความจริง และความเหลื่อมล้ำที่ยังคงปรากฎอยู่บนโลกใบนี้ โลกที่ความเท่าเทียมกันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ความดีงามเป็นเรื่องที่ถูกลืม ทั้งยังเป็นโลกที่ฮีโร่เกิดมาจากหน้าหนังสือพิมพ์และจอโทรทัศน์ หาใช่มาจากการสิ่งที่ทำและสิ่งที่เป็นจริงๆ |
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||