พิมพ์หน้านี้
|
คงปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้ พ.ศ.นี้ หนังหลายต่อหลายเรื่องไม่ได้รับโอกาสให้พิสูจน์ตัวเองในโรงภาพยนตร์ ทั้งนี้อาจจะเป็นเนื้อหาของหนังที่ไม่ ขาย คนดูกลุ่มใหญ่ การนำออกฉายจึงเป็นอะไรที่ไม่คุ้ม สู้การผลิตออกมาจำหน่ายเป็นวีซีดี หรือดีวีดี ไม่ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ตามแง่ของธุรกิจ แต่บางคราวในฐานะคนดูหนัง และคิดเสมอว่าการตีตั๋วเข้าไปนั่งชมผ่านจอสีขาวผืนใหญ่ยังคงมีเสน่ห์เสมอ ก็อดพึมพำในใจไม่ได้ว่า เฮ้อ...อีกเรื่องแล้วหรือ หลังจากที่ทราบข่าวว่า ผู้กำกับฝีมือละเมียดอย่าง แอนโทนี่ มิงเกลล่า กลับมากำกับหนัง ( หนังว่าด้วยเรื่องราวของวิลล์ ฟรานซิส วิศวกรออกแบบภูมิทัศน์ที่ร่วมหุ้นลงขันกับเพื่อนเปิดบริษัท โดยงานล่าสุดที่ได้รับมอบหมายคือการเข้ามาบูรณะย่านคิงส์ครอส ในกรุงลอนดอน นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องย้ายครอบครัวที่ประกอบด้วยลิฟ หญิงคนรักและลูกสาวมาอยู่ที่นี่ ซึ่งเพียงวันแรกๆก็เจอดีจนได้เมื่อบริษัทถูกยกเค้า แต่ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว นั่นทำให้วิลล์ต้องมาซุมดูว่าโจรที่มาขโมยนั้นเป็นใคร และสุดท้ายแล้วเขาก็พบว่าเด็กผู้ชายที่ชื่อ มิโร คือหนึ่งในสมาชิกแก็งค์นั้น ชายหนุ่มติดตามหัวขโมยไปที่บ้าน และที่นั่นเขาก็ได้พบกับอมิรา แม่ของมิโร หญิงสาวชาวบอสเนียหน้าตาดี ซื่อ และรับซ่อมแซมเสื้อผ้าเป็นอาชีพเสริม ด้วยความที่ชีวิตคู่เริ่มจะระหองระแหง มีปัญหากระทบกระทั่งไปมา ในแต่ละวันไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้น วิลล์ก็เลยเลือกที่จะสานสัมพันธ์และเป็นชู้กับมารดาของคนที่เขามาตามจับ ซึ่งนั่นก็นำพาไปสู่บทสรุปของเรื่องราวต่างๆ ด้วยความที่เล่าเรื่องไปเรื่อย เรียบๆ ตลอดระยะเวลาร่วมๆ 2 ชั่วโมง หนังของผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก The English Patient จึงชวนง่วงเหงาหาวนอนอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าใครนั่งดูไปจนจบก็จะพบกับสาระที่แฝงอยู่มากพอสมควร คำพูดของนายตำรวจในเรื่องที่พูดว่า เชื่อเถอะเราทุกคนเคยทำผิดกฏหมายกันทั้งนั้น เป็นสิ่งที่บอกกับเรากลายๆว่า หนังเรื่องนี้จะพูดถึงประเด็นการทำความผิดของมนุษย์ ไม่เฉพาะแต่ผิดกฎที่บ้านเมืองตราขึ้นมาเท่านั้น หากแต่หมายรวมถึงหลักศีลธรรมในใจคนอีกด้วย ชื่อหนังนั้นตามภาษาทนายแล้วก็คือ การทำลายและบุกรุก หรือรู้จักในอีกคำๆหนึ่งก็คือ Burglary เป็นอาชญากรรมที่ว่าด้วยการลักเล็กขโมยน้อย ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่ตัวละครในเรื่องประพฤติปฏิบัติอยู่ ต่างกันก็เพียง คนหนึ่งทำผิดกฏหมาย ส่วนอีกคนทำผิดหลักแห่งความดีงาม สัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่หนังใส่เข้ามา คือ ภาพของสุนัขจิ้งจอกที่ปรากฏขึ้น 2-3 ครั้ง ก็เป็นเหมือนตัวแทนการขโมย เพราะสัตว์ชนิดนี้ก็มีนิสัยชอบลักกินอยู่เป็นนิจ มิโรงัดแงะและบุกรุกเข้าไปในบริษัทของวิลล์เพื่อขโมยสิ่งของ ขณะที่ตัวพระเอกเองก็บุกรุกเข้าไปขโมยหัวใจของหญิงสาวคนหนึ่ง ทั้งๆที่ตัวเองก็มีเจ้าของอยู่แล้ว แบบนี้ใครผิดมากกว่ากัน และใครกันควรที่จะถูกกล่าวโทษมากกว่า ? เมื่อมองตามความเป็นจริงแล้วนั้น บางครั้งบางทีหลักการของบ้านเมืองกับหลักประพฤติของจิตใจก็แยกจากกันได้ไม่เด็ดขาด แม้มิโรจะถูกตำรวจจับในท้ายที่สุด แต่อย่างไรเสียก็ต้องมีการร้องขอความเห็นใจจากเจ้าทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกอยู่ดี เพราะผู้กระทำผิดเป็นเพียงเด็กอายุ 15 ปี หันมาดูทางฝั่งวิลล์กันบ้าง หลังจากพูดออกมาว่าตัวเองนั้นมีด้านมืดไม่ต่างไปจากคนทั่วไป ว่าแล้วเขาก็เลยแสดงมุมนั้นให้เราเห็นด้วยการไปมีสัมพันธ์สวาทกับหญิงคนอื่น แต่ตัวกระตุ้นที่ทำให้วิศวกรหนุ่มต้องออกไปหาสิ่งที่เขาเรียกว่า ความรัก นอกบ้าน ก็เพราะความรู้สึกที่ตัวเองเหมือนถูกทิ้ง กลายเป็นคนวงนอกสำหรับแฟน และลูกสาว แม้ว่าจะพยายามให้ความรักและความเอาใจใส่ขนาดไหนก็ตาม แต่ความเชื่อของสาวคนรักที่ว่า พ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยงมีทางไปด้วยกันได้ ใครจะมารักเด็กคนอื่นที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตน ก็เหมือนเป็นอุปสรรคสำคัญขวางกันความพยายามของวิลล์ ความรู้สึกของครอบครัวที่ร้าวฉานถูกเปรียบเทียบเหมือนกับจานที่ตกแตก ฝ่ายชายบอกให้ทิ้งมันไว้แบบนั้น ไม่ต้องเก็บขึ้นมา ขณะที่ฝ่ายหญิงพยายามต่อจานที่กลายเป็นเศษซากให้กลับมาเหมือนเดิม สิ่งที่หล่อนเพียรผสานอยู่ตรงหน้าไม่ใช่กระเบื้องหลายชิ้น หากเป็นความสัมพันธ์ของตัวเองกับแฟนหนุ่มมากกว่า ตอนเรียน อาจารย์ท่านหนึ่งถามว่า ถ้ามีเวลา 10 วินาทีตรงนี้ตอนนี้ คุณจะเลือกมองอะไร บางคนตอบว่ามองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง หลายคนบอกว่ามองสมุดที่ตนเองเลคเชอร์ และมีอีกไม่น้อยเลือกที่จะมองไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่ไม่มีสักคนเลือกที่จะมองไปยังคนที่นั่งอยู่ข้างๆกาย ฉากที่นางเอกระเบิดอารมณ์ถามพระเอกว่า ทำไมถึงต้องออกไปแสวงหาความรัก ทำไมไม่มองมาที่ฉัน จึงเหมือนเป็นการบอกกับเราว่า คนบางคนมีรักแท้ยืนอยู่ตรงหน้า แต่กลับมองซ้ายแลขวาไปหาสิ่งอื่น กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายหรือไม่ก็สูญเสียสิ่งมีค่านั้นไปเสียแล้ว หนังจบลงอย่างสุขสมหวังไปนิด จริงอยู่ที่ตัวละครได้เรียนรู้แล้วถึงความผิดพลาดที่ตนสร้างขึ้น แต่ถ้าเลือกให้ตัวละครเอกถูกลงโทษมากกว่าแค่การทนทุกข์เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ก็น่าจะให้บทเรียนที่น่าจดจำมากกว่า นานมาแล้ว มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า บนทางเดินแห่งความรัก มักมีคำถามของความถูกต้องเสมอ การก้าวผ่านนั้นแสนยาก แต่การทนทุกข์กับความรู้สึกนั้นกลับยากยิ่งกว่า เพราะความรักคืออิสระ และความถูกต้องคือกำแพง ดังเช่น วิลล์ ชายหนุ่มมีเสรีที่จะรัก ขณะเดียวกันเขาก็ทำลายกำแพงของความถูกต้องจนพังทลายลงไม่มีชิ้นดี แม้จะพยายามก่อให้มันกลับคืนสภาพเดิมอย่างไรก็ตาม รอยร้าวเหล่านั้นก็ยังคงอยู่และไม่มีวันที่จะจางหายไปไหน |
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |