พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อครั้งที่ เซลีน ตัดสินใจลงจากรถไฟซึ่งมุ่งหน้าไปปารีสเพื่อใช้เวลาหนึ่งคืนกับชายหนุ่มที่เพิ่งพบอย่าง เจสซี่ ใน Before เรารู้จัก จูลี่ เดลพี กันดีจากบทของเซลีนในหนังที่มีบทพูดคุยยาวเป็นห่างว่าวทั้งสองเรื่องข้างต้น หลังจากใช้ชีวิตในวงการมาร่วมๆ 30 ปี (เธอเล่นหนังเรื่องแรกตอนอายุ 9 ขวบ) ก็ถึงเวลาที่สาวสวยผู้นิยชมชอบการตัดเย็บเสื้อผ้าจะลงมือสร้างภาพยนตร์เป็นของตัวเองสักที แม้ตัวเธอจะเคยชิมลางกำกับมาก่อนหน้านี้แล้วในหนังฟอร์มเล็กมากๆ 2-3 เรื่อง แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นเข้าตาคนดูเหมือนอย่าง 2 Days in จากการเปิดตัวฉายเพียง 10 โรงที่สหรัฐอเมริกา แต่ทำเงินไปได้กว่า 170,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ทำให้เรื่องราวของคนรักที่ชื่นชอบการทะเลาะกึ่งเจ๊าะแจ๊ะของเดลพีกลายมาเป็นหนังอินดี้ที่ประสบความสำเร็จมากเรื่องหนึ่ง ส่งให้สาวเจ้าได้ทุนสร้างหนังเรื่องใหม่ต่อทันที บรูซ แฮนดี้ จากนิตยสาร Vanity Fair บอกว่า จูลี่ เดลพี พิสูจน์พรสวรรค์ในการสร้างหนังของตัวเธอเองแล้ว หนังที่เดลพีทุ่มทุนทั้งกำกับ เขียนบท ร่วมโปรดิวซ์ แต่งเพลง ตัดต่อ และนำแสดงเอง เล่าเรื่องราวของ มาริยง ช่างภาพสาวที่มีปัญหาทางการมองเห็นเพราะแก้วตาเป็นรอยปุปะทำให้มองโลกได้ไม่เต็มตา เธอกำลังจะเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาหลังจากที่ไปเที่ยวเวนิซ พร้อมด้วย แจ็ค แฟนหนุ่มชาวอเมริกัน อาชีพมัณฑนากร แต่ก่อนที่จะบินกลับไปแผ่นดินลุงแซม มาริยงเลือที่จะแวะพักที่บ้านเกิดอย่างปารีสสักสองวัน เพื่อรับแมวที่ฝากแม่เลี้ยงไว้และพบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของความรักและเป็นดั่งเรือนนอนของความโรแมนติกแห่งนี้ไม่ได้ช่วยคู่รักที่มักหาโอกาสทะเลาะกันเล็กๆทุกครั้งที่โอกาสเอื้ออำนวยผสานความเข้าใจกันมากขึ้น ซ้ำยังไปกระเทาะรอยร้าวบางๆให้ลุกลามใหญ่โต มาริยงพบกับแฟนเก่ามากหน้าหลายตา แถมยังมีข้อความสองแง่สองง่ามในมือถือของเธอที่แจ็คไปอ่านเจอเข้าซะอีก ก็ส่งให้ความรักของทั้งสองทำท่าว่าจะจบลงที่เมืองหลวงของฝรั่งเศสนี้เสียแล้ว ถ้าใครเคยดู Before แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผลงานของหญิงสาวหลายบทบาทคนนี้จะได้อิทธิพลมาจากหนังรักภาคต่อข้างต้น เพราะว่าเจ้าตัวมีส่วนร่วมในการเขียนบททั้งสองภาค จนถ้าจะบอกว่า 2 Days in แม้จะมีปารีสเป็นฉากหลังเฉกเช่นกับเรื่องรักภาคกลางวันของเจสซี่กับเซลีน แถมยังเดินคุยกันไปตามที่ต่างๆเหมือนกันอีกต่างหาก แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องรักของมาริยงและแจ็คผิดแผกออกไปก็คือ อารมณ์ขัน และความมี ชีวิตชีวา หนังเต็มไปด้วยมุกเรียกเสียงฮา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโต้ตอบไปมาระหว่างคู่รัก ที่แม้บางคราวจะดูเป็นประเด็นที่ซีเรียส อย่าง หญิงสาวไปเจอแฟนเก่า ชายหนุ่มก็เลยอยากรู้ว่าคบกันไปถึงขั้นไหน มีอะไรต่อมิอะไรกันรึเปล่า ดูจริงจัง แต่สรุปสุดท้ายก็ดึงเสียงหัวเราะออกจากปากผู้ชมได้ บทเจรจาและสถานการณ์ต่างๆ ในหนัง นอกจากจะทำหน้าที่เรียกเสียงแห่งความสุขจากผู้ชมแล้ว ยังสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แถมยังกัดจิกได้เป็นอย่างดี เช่น อาการหวาดกลัวการก่อการร้ายเกินเหตุของหนุ่มอเมริกันอย่างแจ็ค หรือ การเปรียบเทียบออรัล เซ็กซ์ให้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสงครามในอิรัก ความที่แจ็ค ซึ่งรับบทโดย อดัม โกลด์เบิร์ก เป็นคนอเมริกันและต้องมาใช้ชีวิตสองวันในดินแดนต่างบ้านต่างภาษา ปัญหาที่พบก็คือ อาการ Lost in Translation พ่วงด้วย Culture Shock ความไม่เข้าใจทางการสื่อสารและตกใจกับวัฒนธรรมที่แปลกไป เป็นตัวผลักดันให้แจ็คตกอยู่ในสถานการณ์ที่ชวนอึดอัด โดยเฉพาะฉากที่หญิงสาวมีปากเสียงเป็นภาษาฝรั่งเศสกับแฟนเก่าต่อหน้าชายหนุ่ม แจ็คได้แต่นั่งนิ่งเพราะไม่รู้เลยว่าอดีตคู่รักกำลังถกเถียงกันเรื่องอะไร ซึ่งเมื่อไม่เข้าใจในกันและกันเสียแล้ว การที่คนสองคนจะรักกันก็ยากขึ้นเป็นเท่าทวี ที่น่าสนใจก็คือ หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาของแจ็คและมาริยง ไล่ตั้งแต่เรื่องบนเตียงไปยังปัญหาสงครามในดินแดนตะวันออกกลาง ไม่มีครั้งไหนเลยที่พวกเขาจะเงียบเข้าหากัน ทุกครั้งที่เริ่มจะมีปากเสียงก็จะมีมุกตลกเข้ามาเปลี่ยนเรื่อง จากอารมณ์ที่เริ่มบูดก็กลายเป็นสดใหม่ แต่นั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งสองดูเหมือนไม่รู้จักกันและกันเลย แจ็คเก็บเงียบในสิ่งที่ควรจะถามเมื่อเกิดความสงสัยในตัวคนรัก เช่นกันกับมาริยงที่กลับเฉยเสียเมื่อควรอธิบายถึงเรื่องราวซึ่งคิดว่าแฟนหนุ่มของตนไม่น่าจะเข้าใจ ความมีอารมณ์ขันของทั้งคู่กลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้พูดคุยกันจนจบในสิ่งที่ขัดแย้งกัน มุกตลกจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันการเผชิญหน้ากันของคนรักคู่นี้ ปัญหาจึงค่อยๆสะสม หนังพิสูจน์ให้เราเห็นว่า บางครั้งการพูดก็ไม่ได้เป็นเครื่องหมายหรือเป็นตัวบ่งว่าเราเข้าใจกัน หากสิ่งที่เอ่ยวาจาใส่กันนั้นไม่ได้ตอบหรือถามในสิ่งที่เป็น สิ่งที่สงสัย ประกอบกับการไม่คุยกันให้จบ เช่นนี้ บางทีการนิ่งคิด ได้ทบทวน ได้เอาใจใส่ต่ออีกฝ่ายต่างหากที่จะทำให้เรียนรู้ เข้าใจ และรู้จักคนที่อยู่ข้างกายมากขึ้น ปัญหาที่แจ็คกับมาริยงเผชิญเป็นเรื่องธรรมดาสามัญประจำชีวิตคู่ เธออาจจะใส่แว่นตาหนา ดูเฉยๆ เขาอาจจะไว้หนวดดูรกรุงรัง บ้างคราวก็ทะเลาะ บ้างครั้งก็ผิดใจ แต่ถึงที่สุดแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าและกำลังต่อปากต่อคำกับเราอยู่นั้น เป็นคนที่เราเลือกแล้วว่าจะรักเขาไปตลอด เมืองหลวงของฝรั่งเศสอาจจะเป็นต้นกำเนิดของเรื่องรักมากมาย บรรยากาศอบอวนไปด้วยความโรแมนติก แต่ก็เป็นจุดสิ้นสุดของคนหลายคู่ด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณอยู่ที่ไหน จะสองวันในปารีส สี่เดือนในลอนดอน หรือสามปีที่นิวยอร์ก แต่เป็นความรักและความเข้าใจที่คุณมีต่อคนรักต่างหาก สถานที่ไม่สำคัญเท่าใจของคนแน่นอน |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||