พิมพ์หน้านี้
|
จอห์น เกรียร์สัน หัวหอกคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวในวงการภาพยนตร์สารคดีประเทศอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 30 ให้คำนิยามหนังในทางนี้ว่า เป็นงานสร้างสรรค์ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเป็นจริง และนั่นก็เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในการสร้างหนังสารคดีที่มุ่งนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาให้ผู้ชมได้รับรู้ แม้ว่าในทุกวันนี้ด้วยเหตุผลทางการตลาดเป็นสำคัญทำให้เราได้ชมภาพยนตร์ในแนวนี้น้อยลง แต่ถ้ามองย้อนกลับไปแล้ว โลกภาพยนตร์ก็มีสารคดีชิ้นดีมากมายให้เราได้พูดถึงอยู่ไม่น้อย ในช่วงทศวรรษที่ 60 สหรัฐอเมริกาถูกเรียกว่าเป็นยุคของ บุปผาชน เมื่อชนชั้นแรงงานในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สามารถพัฒนาตัวเองจนขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางของประเทศได้ จากความมั่งคั่งที่เพิ่มมากขึ้นนี้เองทำให้วัยรุ่นเกิดความฟุ่มเฟื่อยมากขึ้น กลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับความยากไร้ พอมากขึ้นก็เกิดกระแสต่อต้านลัทธิวัตถุนิยม คนหนุ่มคนสาวในสมัยนั้นต่างปลีกตัวออกจากสังคม เรียกตัวเองว่า ฮิปปี้ หันหน้าเข้าหาดนตรีและยาเสพติด แสวงหาความรัก อิสรเสรี และความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าหาไม่ได้แล้วในสังคมกระแสหลัก
บทสรุปของเทศกาลดนตรีในคราวนั้น มีผู้จบชีวิตลงทั้งสิ้น 3 คน หนึ่งจากการเสพยาเกินขนาด หนึ่งจากอุบัติเหตุถุงนอน และอีกหนึ่งจากนั่งร้านพัง ยังไม่นับรวมการแท้งลูกอีกสามราย ขณะเดียวกันที่นี่ก็เป็นสถานที่ให้กำเนิดชีวิตใหม่ของเด็ก 2 คนด้วยเช่นกัน งานในครั้งนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์วงการดนตรี เช่นกันกับที่นิตยสาร Rolling Stone ที่จัดให้ 3 วันในวู๊ดสตอก ติดหนึ่งใน 50 เหตุการณ์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของดนตรีร็อคแอนด์โรลไปตลอดกาล พอออกฉายในปี 1970 ผลงานของ ไมเคิล วัดไลช์ ที่มีลูกมืออย่างมาร์ติน สกอร์เซซี่, จอร์จ ลูคัส และ เทลม่า ชูนเมคเกอร์ สามารถคว้ารางวัลออสการ์ในฐานะภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จ ทั้งยังได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องหมายของวัฒนธรรมโดย United States Library of Congress ในปี 1994 ภาพยนตร์ในฉบับ Directors Cut ก็ออกจำหน่าย พร้อมทั้งมีการเพิ่มภาพฟุตเทจที่ยังไม่เคยเห็นที่ไหน รวมไปถึงภาพการแสดงของวงเจฟเฟอร์สัน แอร์เพลนและเจนิส จอพลิน เข้ามา
หนังนำเสนอภาพของฝูงชนที่มาร่วมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งเสพยา มีเพศสัมพันธ์ และทำอะไรก็ตามแต่ที่ใจนึก ตัดสลับกับการสัมภาษณ์เพื่อนำพาผู้ชมให้ไปรู้จักกับชีวิต และความคิดของกลุ่มคนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสังคมของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งนำเสนอภาพการแสดงบนเวทีของศิลปิน 20 คน จากที่ขึ้นแสดงทั้งหมด 32 คน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในยุคนั้น เช่น เจมี่ เฮนดริกซ์, ซานตาน่า และริชชี่ ฮาเวนส์ หนังพาเราไปพบกับความรู้สึกของประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบของสถานที่จัดงานที่มีต่อฝูงชนจำนวนมากมีแห่แหนมายังพื้นที่สงบเงียบของพวกเขา เราจะเห็นภาพของการสูญกัญชา และ เราจะได้ฟังวิถีคิดของคนชายขอบ แต่เหนืออื่นใด เราจะได้เห็นภาพของชีวิตจริงของผู้คนกว่า 5 แสนคนที่มารวมตัวกันตลอดระยะเวลา 3 วัน ตัวหนังไม่ได้ตัดสินว่าการใช้ชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้นั้นถูกหรือผิด ควรหรือไม่ เพียงแต่บอกเล่าเหตุการณ์ในคราวนั้นทุกแง่ทุกมุม และนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ส่วนที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้ชมที่จะไปตัดสินกันเอาเอง |