พิมพ์หน้านี้
|
นอกเหนือไปจากรถรางแล้ว ดูเหมือนว่าสิ่งที่เชิดหน้าชูตาอีกอย่างของนครซานฟรานซิสโกก็คือ สะพานโกลเด้นท์ เกต ซึ่งทำหน้าที่เป็นทางเชื่อมระหว่างอ่าวซานฟรานซิสโกและมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อให้ผู้คนสัญจรไปมาระหว่างสองฝากฝั่ง หลังจากสร้างเสร็จในปี 1937 มันได้กลายเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกยุคใหม่ เป็นสะพานที่ยาวเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา และสีแดงที่เราเห็นของสะพาน (จริงๆเป็นสีที่มีชื่อเรียกว่า International Orange) ดึงดูดผู้คนกว่า 9 ล้านคนให้เดินทางมาเที่ยวที่นี่ทุกปี ดูเหมือนว่าผู้คนจะมองเห็นแต่ด้านที่สวยงามของสะพานสายนี้ จนเมื่อปี 2003 บทความของแทด เฟรนด์ ที่ชื่อว่า Jumpers ซึ่งตีพิมพ์ใน The New Yorker ก็พาผู้อ่านไปพบกับข้อมูลชวนน่าตกใจ เมื่อบอกว่า โกลเด้นท์ เกต เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีคนมาฆ่าตัวตายเป็นอันดับต้นๆของโลก ตั้งแต่เปิดมาจนถึงปี 2005 มีคนเลือกมาจบชีวิตลงที่นี่แล้วกว่า 1,200 ราย หรือเฉลี่ย 2 สัปดาห์จะมีคนกระโดดลงจากสะพานหนึ่งคน จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางการจึงต้องมีการติดตั้งโทรศัพท์เตือนภัยฉุกเฉินไว้ให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาได้ติดต่อเจ้าหน้าที่เมื่อเห็นใครก็ตามซึ่งมีทีท่าว่าจะจบชีวิตตัวเองลงใต้ผืนน้ำ ทั้งนี้ จากบทความดังกล่าวนี้เองที่เป็นแรงดลใจให้กับ อีริค สตีล คนสร้างหนังและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ ที่เรารู้จักกันดีจากเรื่อง Shaft และ Angelas Ashes สนใจที่จะสร้างหนังสารคดีเพื่อถ่ายทอดว่าทำไมและเพราะอะไรผู้คนที่ถึงเลือกตราสัญลักษณ์แห่งนครซานฟรานซิสโกเป็นที่ยุติลมหายใจของตัวเอง นั่นจึงเป็นที่มาของ The Bridge ตลอดปี 2004 สตีลและทีมงานนำกล้องไปติดตั้งตามมุมต่างๆของสะพานเพื่อจับภาพอิริยาบถของผู้คนที่ผ่านไปมา เหนือสิ่งอื่นใดเขาสามารถจับภาพของคนที่กระโดดลงจากสะพานได้กว่า 19 ราย จากทั้งหมด 24 รายที่ฆ่าตัวตายในปีนั้น แน่นอนว่า คำถามที่ตามมาเมื่อเราดูหนังจบก็คือ ผู้กำกับได้พยายามช่วยเหลือชีวิตคนเหล่านั้นหรือไม่ หรือคิดเพียงว่าจะจับภาพวินาทีที่ตัวเองต้องการเท่านั้น ทั้งนี้ พอไปอ่านบทสัมภาษณ์ของสตีลก็พบว่าตัวเขาและทีมงานได้ช่วยชีวิตคนที่คิดฆ่าตัวตายไว้หลายรายเช่นกัน เพราะเขาจะมีโทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ถ้าเห็นใครก็ตามที่น่าสงสัย ตัวหนังพาเราไปพบกับภาพของสะพานโกลเด้นท์ เกตในมุมมองที่สวยงามต่างๆมากมาย ตัดสลับกับภาพวิถีชีวิตของผู้คนบนสะพานที่บ้างมาท่องเที่ยว บ้างมาขี่จักรยาน และบ้างมาพลอดรัก รวมทั้งเราจะได้เห็นภาพของผู้คนที่กระโดดลงจากสะพานเต็มๆตา นอกจากนี้ผู้กำกับยังตามไปสัมภาษณ์บุคคลซึ่งแวดล้อมกับผู้ที่มาจบชีวิตลง ณ สะพานแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนฝูง รวมไปถึงคนที่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งบางคนก็มีส่วนช่วยชีวิตคนที่คิดสั้นเหล่านั้นไว้ได้ ขณะที่บางคนก็ช่วยไว้ไม่ได้ และเห็นคนกระโดดลงไปต่อหน้าต่อตา ว่ากันว่า หนังสารคดี (Documentary) ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆกับที่คนเรารู้จักถ่ายภาพลงบนแผ่นฟิล์มเลยทีเดียว จอห์น เกรียร์สัน คนสร้างหนังผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงต่อการเคลื่อนไหวของภาพยนตร์สารคดีในประเทศอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 30 ให้คำจำกัดความของหนังในทางนี้ไว้ว่า เป็นงานสร้างสรรค์ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเป็นจริง เช่นนี้ ภาพยนตร์สารคดีจึงทำหน้าที่บอกเล่าสิ่งที่เป็นไปในสังคม รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆให้ผู้คนรับรู้ นำเสนอ Fact เป็นที่ตั้ง และไม่ควรตัดสินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกหรือผิด ซึ่งสตีลก็ทำให้หนังของเขานำเสนอแง่มุมที่ว่ามาได้ในระดับหนึ่ง เขาไม่ได้บอกว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ผิด (โดยส่วนตัวเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรอย่างยิ่ง) เพราะอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องของปัจเจก เช่นกันกับที่เขาไม่ได้สนับสนุนให้คนมาฆ่าตัวตายไม่ว่าจะที่โกลเด้น เกตหรือที่ไหนก็ตาม อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าหนังจะนำเสนอความคิดจากด้านเดียว คือ ความคิดของผู้คนที่เกี่ยวพันกับคนที่มาฆ่าตัวตาย ณ สัญลักษณ์แห่งนครซานฟรานซิสโก โดยไม่มีมุมมองจากด้านอื่นๆ เช่น จากนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญในแขนงนี้ว่าทำไมหรือเพราะอะไรสะพานแห่งนี้ถึงกลายมาเป็นสถานที่ฆ่าตัวตายยอดนิยม ทั้งๆที่สถานที่ตรงนี้ไม่เป็นส่วนตัว สามารถมองเห็นหรือถูกรบกวนได้ง่าย รวมทั้งอาจพาไปสำรวจมุมมองของคนนอกซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์เมื่อมองมายังสิ่งที่เกิดขึ้น หรืออาจจะไปถามความคิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่คอยดูแลไม่ให้ใครมาฆ่าตัวตาย ณ สถานที่นี้ เป็นต้น
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ความคิดของคนที่อยู่แวดล้อมบุคคลที่ฆ่าตัวตาย พวกเขาเหล่านั้นดูเหมือนว่าจะทราบมาก่อนอยู่แล้วว่าบุคคลอันเป็นที่รักกำลังเลือกที่จะปิดฉากชีวิตตัวเอง กล่าวคือ พ่อแม่รับรู้อยู่เต็มอกว่าลูกพยายามฆ่าตัวตายอยู่เสมอ พวกเขารอแค่ว่าเมื่อไหร่ตำรวจจะมาเคาะประตูบ้านเท่านั้น หญิงชราบอกกับลูกชายของเพื่อนสนิทว่า ถ้าเมื่อใดเวลาที่เขาจะจากไปมาถึงให้มากล่าวคำล่ำลาก่อน ทั้งยังบอกกับเขาอีกว่าให้เขียนชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของเธอลงในถุงพลาสติกแล้วใส่ในกระเป๋า เพื่อว่าเมื่อใดที่เจ้าหน้าที่พบศพของเขา เธอจะได้รู้ แม้ว่าจะมีเค้าลางว่าเพื่อนและลูกกำลังจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ แน่นอนก่อนหน้านี้มีการห้ามปราม บางรายถูกส่งตัวไปรักษาอาการทางจิต แต่สุดท้ายดูเหมือนว่าทุกคนก็จำต้องปล่อยบุคคลที่รักให้ไปในที่ที่เขาเหล่านั้นต้องการ เพื่อนสนิทของชายที่ฆ่าตัวตายกล่าวว่า เขาสามารถจับเพื่อนของเขามาขังไว้ได้ และยังคงมีลมหายใจอยู่ได้นานกว่านี้ แต่สภาพจิตใจของเพื่อนเขาคงไม่สามารถเยียวยาได้แล้ว ราวกับจะบอกเราว่าอยู่แต่ตัว ขณะที่จิตใจและวิญญาณตายไปแล้ว ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เช่นกันกับที่หญิงชรามองว่า การจบชีวิตลงของลูกชายเพื่อนเป็นเหมือนการปลดปล่อยและก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ พ้นจากนี้ แม้จะมีผู้คนพลุกพล่านอยู่เสมอ ณ สะพานโกลเด้นท์ เกต แต่ดูราวกับว่าพวกเขาเหล่านั้นต่างไม่ได้สนใจคนรอบตัว ไม่ใคร่สังเกตเลยว่ามีคนปีนรั้วออกไปเพื่อที่จะฆ่าตัวตาย ดูเหมือนว่าต้องมีคนกระโดดลงไปก่อนถึงจะใส่ใจกัน ตากล้องคนหนึ่งมองเห็นหญิงสาวปีนรั้วออกไปและทำท่าจะกระโดด เขาถ่ายรูปเธออยู่สักพักจึงตัดสินใจว่าควรจะช่วยเธอไว้ หรือเควิน เด็กหนุ่มที่พยายามฆ่าตัวตายซึ่งเขารอดชีวิตมาได้จากการกระโดดสะพาน บอกว่า ระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนสะพาน น้ำตาของเขาค่อยๆไหลลงมา ขณะเดียวกันก็มีหญิงสาววิ่งมาหา พร้อมทั้งบอกว่า ช่วยถ่ายรูปให้หน่อย ดูราวกับว่าเธอไม่สังเกตเลยหรือว่าเขากำลังร้องไห้ ไม่ถามเลยสักนิดว่าชายหนุ่มเป็นอะไรหรือเปล่า ทั้งหมดนี้บอกอะไรกับเรา มันสะท้อนถึงสภาพสังคม (อเมริกันและโลกใบนี้) ว่า ทุกวันนี้ต่างคนต่างคิดแต่ในเรื่องของตัวเอง มองว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล แม้จะมีคนจะกระโดดสะพานลงไปต่อหน้ายังลังเลที่จะช่วยเพราะคิดว่าธุระไม่ใช่ รอให้เจ้าหน้าที่มาจัดการแล้วกัน ทำราวกับว่าชีวิตของคนอื่นไม่มีค่า ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นเพียงฉากหนึ่งในหนัง แต่ถ้ามองดีๆแล้วนั้น คนที่มาจบชีวิตลงที่โกลเด้นท์ เกต แง่หนึ่งพวกเขาคงอยากถูกมองเห็น แต่พอไม่มีใครคิดจะห้ามปราม ไม่มีใครสนใจว่าตัวเขากำลังกระโดด ก็ส่งให้คิดไปว่าตัวเองไร้ค่า ซึ่งนั้นอาจจะเป็นตัวเร่งให้เขาเหล่านั้นทิ้งตัวลงใต้ผืนน้ำได้ง่ายขึ้น บางทีถ้าเราให้ความใส่ใจคนรอบตัวมากกว่านี้ สัมผัสความรู้สึกของผู้คนรายล้อมตัวมากกว่าที่เคยเป็น มอบความรักต่อกันแม้เพียงลเกน้อย และตระหนักเสมอว่าชีวิตทุกชีวิตมีค่าเสมอ ไม่ว่าเราจะรู้จักเขาหรือไม่ นั่นอาจจะทำให้การฆ่าตัวตายลดน้อยลงไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม หากจะเปรียบว่า สะพานเป็นเหมือนทางสายชีวิต จากฟากฝั่งหนึ่งไปจบลงอีกฝั่ง เราก็ได้แต่หวังว่าคงไม่มีใครเลือกที่จะกระโดดลงไปยังผืนน้ำเบื้องล่างก่อนเวลาอันควร และเดินเคียงกันไปจนสุดทาง เพราะความกล้าหาใช่การจบชีวิตต่อหน้าผู้อื่น หาใช่การกระโดดให้ร่างกระแทกน้ำที่ความสูง |