พิมพ์หน้านี้
|
แถลงการณ์คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ฉบับที่ ๖/๒๕๕๐ เรื่อง ข้อเสนอเพื่อ พัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของผู้ใช้แรงงาน
สืบเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ สังคมปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานที่ไม่เพียงพอต่อการครองชีพปัจจุบัน อีกทั้งในเรื่องของคุณภาพชีวิตของพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานในการดำรงชีพที่ควรจะเป็นตามความเหมาะสม ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของผู้ใช้แรงงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จึงได้มีการยื่นข้อเสนอเพื่อ พัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของผู้ใช้แรงงาน ต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดังนี้ ๑. ขอเสนอให้มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันเบื้องต้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานอัตราค่าจ้างขององค์การแรงงานระหว่างประเทศและเป็นการยืนยันตามเจตนารมณ์เดิมที่เคยนำเสนอไว้ คือค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็น ๒๓๓ บาทต่อวัน โดยให้ยึดถือเป็นอัตราเดียวกันหมดทั่วประเทศ โดยข้อมูลในการนำเสนอเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำนั้นสืบเนื่องจากการจัดเวทีสาธารณะ ทิศทางการปฏิรูปการเมืองและสังคม เพื่อประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตลูกจ้าง ในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ได้มีการออกแบบสำรวจเพื่อประกอบการผลักดันค่าจ้างที่เป็นธรรม โดยเป็นแบบสำรวจที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจริงในการดำรงชีพของลูกจ้าง ๑ คน ต่อวัน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่ต้องใช้จ่ายจริงต่อเดือน และข้อมูลของค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันที่ควรจะเป็น ซึ่งจากการเก็บข้อมูลของแบบสำรวจดังกล่าว ๕๐๐ ชุด จากคนงานกลุ่มต่างๆ ในกรุงเทพ และปริมณฑล พบว่า ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของลูกจ้างต่อวัน ซึ่งประกอบด้วย ค่าพาหนะ , ค่าอาหาร เครื่องดื่ม , ยารักษาโรค มีค่าเฉลี่ยออกมาสูงถึง ๑๙๘ บาท ต่อวัน ค่าใช้จ่ายประจำเดือน ซึ่งประกอบด้วย ค่าเช่าบ้าน ที่พัก , ค่าน้ำประปา กระแสไฟฟ้า , ค่ากิจกรรมทางสังคม , ค่าเลี้ยงดูครอบครัว , ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และค่าใช้จ่ายในการศึกษาเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยออกมาสูงถึง ๗,๘๐๐ บาท ต่อเดือน ค่าจ้างขั้นต่ำที่ควรจะเป็นโดยเฉลี่ยจากความเห็นของพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ให้ข้อมูลตอบแบบสำรวจดังกล่าว ที่จะสามารถใช้ในการดำรงชีพได้จริงต้องอยู่ที่ ๒๖๘ บาท ต่อวัน ซึ่งหากคิดจากค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยที่เกิดขึ้น ๒ รายการข้างต้นจะพบว่า มีรายจ่ายต่อเดือนสูงถึง ๑๓,๗๔๐ บาท ต่อเดือน ในขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันอยู่ในอัตราเพียง ๑๙๑ บาท ซึ่งคิดเป็นรายได้ต่อเดือนเพียง ๕,๗๓๐ บาท จะเห็นได้ชัดเจนว่าไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพของผู้ใช้แรงงาน ดังนั้นเพื่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสังคมปัจจุบันอย่างมีคุณภาพพอสมควรอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอย่างน้อยที่สุดต้องเป็นไปตามที่นำเสนอเบื้องต้น ๒. ให้รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการเลิกจ้างและปิดกิจการ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่นายจ้างมักใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับค่าเงินบาทที่แข็งตัวหรือผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจอื่นๆ อันส่งผลให้เกิดการขาดทุน หรือข้ออ้างที่บอกว่ามีการขาดทุนอย่างต่อเนื่องจนทำให้ต้องปิดกิจการนั้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มีความเห็นว่าในประเด็นดังกล่าวนี้ ควรมีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบสาเหตุต่างๆ ของการเลิกจ้าง หรือการปิดกิจการที่ชัดเจนว่ามาจากการขาดทุนจริง หรือว่านายจ้างมีความต้องการย้ายฐานการผลิตไปในที่ที่มีต้นทุนด้านแรงงานต่ำกว่า หรือเหตุผลแอบแฝงอื่นๆ ซึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการควรประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนนักวิชาการด้านแรงงาน ผู้แทนนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ๓. ให้กระทรวงแรงงานกำหนดให้มีการตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงในการลงทุนจากนายจ้าง โดยคำนวณจากขนาดของสถานประกอบการณ์ คำนวณจากทุนจดทะเบียน โดยนายทุนหรือเจ้าของกิจการต้องนำเงินลงทุนมาหักไว้ในกองทุน ตามอัตราส่วนของทุนจดทะเบียน ซึ่งในเรื่องจำนวนหรืออัตราส่วนที่เหมาะสมของเงินที่จะหักเข้ากองทุนให้มีการหารือกันในรายละเอียดต่อไป โดยกองทุนประกันความเสี่ยงฯ ดังกล่าวนี้ จะทำหน้าที่เหมือนเงินประกันจากนายจ้างเพื่อใช้ในการชดเชยให้ลูกจ้างอย่างฉุกเฉินกรณีที่มีการเลิกจ้างหรือปิดกิจการก่อนเป็นการล่วงหน้า เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของลูกจ้างลงเบื้องต้น ทั้งนี้ในเรื่องของรูปแบบในการบริหารกองทุนให้มีการประชุมหารือในรายละเอียดต่อไป ๔. ให้กระทรวงแรงงานแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาและแก้ปัญหาด้านแรงงาน อย่างเร่งด่วน โดยให้มีผู้แทนที่หลากหลาย ได้แก่ ผู้แทนผู้ใช้แรงงาน ผู้แทนนักวิชาการด้านแรงงาน ผู้แทนภาครัฐ และผู้แทนนายจ้าง ซึ่งต้องมีการทำงานอย่างเข้มแข็งและรวดเร็ว และมียุทธศาสตร์การทำงานด้านแรงงานเชิงรุก ที่เท่าทันต่อยุคโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน เพื่อปรับปรุงและพัฒนายุทธศาสตร์ด้านแรงงานให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ นั่นรวมไปถึงการปรับตัวของภาคการลงทุนในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต้องมีการปรับตัวจากผู้รับจ้างผลิต มาเป็นเจ้าของสินค้าได้ในอนาคตอันใกล้ นั่นรวมไปถึงการพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งต้องมีการผลักดันกระแสมูลค่าการตลาดและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศให้สามารถยืนอยู่ได้ โดยพึ่งมูลค่าการส่งออกที่ลดลง ซึ่งในรายละเอียดของกระบวนการสรรหาให้นำไปหารือกันต่อไป โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอดังกล่าว ๔ ประการข้างต้น จะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในการวางนโยบายด้านแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต เพื่อการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นของคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน ที่จะสะท้อนให้เห็นภาพความเติบโตและเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด เนื่องจากว่ากระแสเงินหมุนเวียนในประเทศปัจจุบันที่มีการใช้จ่ายกันอยู่นี้มาจากค่าจ้างของมนุษย์เงินเดือนหรือลูกจ้างเกินกว่าร้อยละ ๕๐ ดังนั้นการจะให้เศรษฐกิจของประเทศเข้มแข็งต้องทำให้เป็นสังคมที่มีค่าจ้างสูง หมายถึง จะต้องมีกระแสเงินค่าจ้างเพียงพอที่จะหมุนเวียนอุ้มชูตลาดภายในได้ และขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพและฝีมือแรงงานอย่างเร่งด่วนเพื่อมูลค่าของผลผลิตที่สูงขึ้นและค่าจ้างที่สูงขึ้นตามต่อไป แถลงเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ฟังเพลงมาร์ชกรรมกรไทย แต่งโดย คุณจิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนนักปฏิวัติ เพลงนี้เคยเผยแพร่อยู่ในสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) |
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |