พิมพ์หน้านี้
|
ชีวิต และความใฝ่ฝันของสุวิทย์ วัดหนูกับภารกิจขบวนการประชาชน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดการเสวนาเนื่องโอกาสครบรอบ 1 ปีการเสียชีวิตของสุวิทย์ วัดหนู ที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อนมิตรของสุวิทย์ วัดหนู ได้มาแลกเปลี่ยนพูดคุยถึง ชีวิต และความใฝ่ฝันของผู้ชายหัวใจงดงามที่ชื่อ สุวิทย์ วัดหนู สุวรรณี วัดหนู ภรรยาคู่ทุกข์ คู่ยาก ที่อยู่ข้างกายสุวิทย์ วัดหนู มาโดยตลอด หากไม่มีสุวรรณี วัดหนู ที่เข้าใจและส่งเสริมให้สุวิทย์ ไปทำงานเพื่อผู้ยากไร้ในสังคม สุวิทย์ วัดหนู คงทำงานด้วยความยากลำบาก สุวรรณีกล่าวถึงชีวิตและความใฝ่ฝันของสุวิทย์ วัดหนูไว้ว่า ครอบครัวของเธอและสุวิทย์ ก็มิพอใช้ พอประมาณ หรือบางเดือนก็อาจไม่พอ ทั้งคู่อยากใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่คุณสุวรรณี วัดหนู ก็บอกว่าเธอมีความสุข ซึ่งก็ หรือโชคดีที่ทั้งครอบครัวคุณสุวรรณี วัดหนูเอง และครอบครัวคุณสุวิทย์ ก็รับได้ในสภาวะที่ทั้งคู่เป็น เธอยังกล่าวถึงความใฝ่ฝันของสุวิทย์ วัดหนูว่า เขาอยากทำงานกับคนจน มากกว่าที่จะทำงานรับใช้ชนชั้นกลางหรือนักการเมือง เวลาสุวิทย์ เห็นชาวบ้านพูดคุย ถกเถียงกัน สุวิทย์จะมีความสุข และมีความสุขมากกว่าเห็นชาวบ้านมานั่งฟังสุวิทย์แต่อย่างเดียว ความสุขอีกอย่างของสุวิทย์คือ เมื่อพี่น้องมานั่งคุยกัน แล้วมีงานที่จะสามารถทำต่อไปได้ นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้สุวิทย์มีความสุขก็คือ เมื่อเห็นผู้นำองค์กรประชาชน มาทำงานเพื่อส่วนรวม ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ตลอดระยะเวลาการทำงานหนักของสุวิทย์ วัดหนู 30 ปีที่ผ่านมา เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข สุวิทย์ บอกกับสุวรรณีว่า เขาจะทำงานจนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่สิ่งที่เป็นข้ออ่อนของสุวิทย์ ที่สุวรรณีเห็นคือ ความเป็นคนปากไว วิพากษ์คนรุนแรง ซึ่งเรื่องนี้สุวรรณีได้ให้ทัศนะไว้ว่า ทุกครั้งที่เกิดกรณีที่สุวิทย์ ไปวิพากษ์ใครรุนแรง สุวิทย์จะรู้สึกผิด และเสียใจเมื่อกลับไปบ้าน แต่เขาบอกกับสุวรรณีว่าเขายอมเสียใจเอง ดีกว่าให้คนอื่นมาวิพากษ์ ซึ่งเรื่องนี้น้องๆ ที่ทำงานกับสุวิทย์ จะรู้ดีว่า หากสุวิทย์ รับใครเป็นน้อง สุวิทย์จะวิพากษ์และตรวจสอบน้องคนนั้นอย่างสม่ำเสมอ และจะไม่ยอมให้ใครมาวิพากษ์น้องๆ เหล่านั้น แต่สุวิทย์ จะอาสาเป็นคนวิพากษ์น้องๆ เหล่านั้นเอง สุวรรณี บอกว่า ความใฝ่ฝันสุดท้ายในชีวิตของสุวิทย์ คือ การตั้งพรรคการเมืองทางเลือกของประชาชน สมภพ บุนนาค นักพัฒนาเอกชนรุ่นอาวุโส ที่รู้จักกับสุวิทย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 กล่าวในงานเสวนาว่า เขาสะเทือนใจกับการจากไปก่อนวัยอันควรของสุวิทย์ ซึ่งมีความเอาการเอางาน และจริงจังในการทำงาน เขาบอกกับเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงเสวนาวันนั้นว่า เขารู้จักสุวิทย์ ตั้งแต่เรียนอยู่ประสานมิตร เมื่อมีการจัดการศึกษา สุวิทย์ก็ให้ความสนใจ และเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ สุวิทย์เป็นคนช่างซักช่างถาม และมีประเด็นมาแลกเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ จุดเริ่มต้นในการต่อสู้ของสุวิทย์ เริ่มเมื่อ ปี 2516 เมื่อนักศึกษารามคำแหง ถูกถอนชื่อ เมื่อมิถุนายน 2516 สุวิทย์ก็เข้ามาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อกลับไปที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสน (ม.บูรพาในปัจจุบัน) ก็ได้รับเสนอชื่อให้เป็นนายกองค์การนักศึกษา ในสมัยนั้นนักศึกษาเป็นที่พึ่งของประชาชนที่มีปัญหา ในขณะนั้นเกิดกรณีการสร้างอ่างเก็บน้ำมาบประชัน สุวิทย์ และสมภพ ได้มีโอกาสไปฝังตัวกินอยู่หลับนอนกับชาวบ้านที่มาบประชัน มีนักศึกษาถูกยิง สิ่งเหล่านี้เองเป็นสิ่งบ่มเพาะสุวิทย์ ในที่สุด หลังจากจบการศึกษา สุวิทย์ จึงตัดสินใจไปสอนหนังสือที่ร.ร.ช่างกลพระราม 6 ซึ่งเป็นอาชีวะสายก้าวหน้า ในยุคนั้น สมภพยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าความจริงแล้วสุวิทย์ ใฝ่ฝันอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งสุวิทย์ เป็นผู้มีความชำนาญด้านการทำข้อมูล จนทำให้การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำมาบประชันต้องระงับไป แต่เมื่อสุวิทย์มาเป็นครูก็กลับมีแวว จะเป็นฝ่ายบู๊ เพราะได้ไปสอนหนังสือที่ช่างกลพระรามหก สุวิทย์มีส่วนในการจัดตั้ง นักศึกษาอาชีวะเพื่อประชาชน และในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สุวิทย์ก็เข้าร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วย สมภพยังเพิ่มเติมอีกว่า ควรมีการชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ภายหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สมภพ พยายามตามหาสุวิทย์ แต่ท้ายสุดเขา และรุ่นน้อง วิทยาลัยวิชาการศึกษาบางแสนก็ไปเจอกันในเขตป่าเขาที่สุราษฎร์ธานี โดยสุวิทย์ ไปเป็นทหาร ส่วนสมภพ นั้นไปทำการผลิต เมื่อออกมาจากเขตป่าเขาสุวิทย์ ไปหาสมภพ แล้วบอกกับสมภพว่า อยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ และท้ายสุดก็พบว่าสุวิทย์มาทำงานสลัม ในขณะที่ตัวเขาเองไปทำงานชนบทที่จ.สุรินทร์ เขายังกล่าวถึงบทบาทของสุวิทย์เพิ่มเติมอีกว่า บทบาทของสุวิทย์ นั้นมีไปทั่วประเทศ โดยสุวิทย์ไม่เคยมีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง ภารกิจสุดท้ายที่สุวิทย์ ฝากไว้ให้กับมิตรสหายในขบวนการประชาชนก็คือ การสร้างพรรคการเมืองของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราต้องแบกรับ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ในวันนี้ หรือไม่สำเร็จเลยก็ตาม คุณชีพ เพื่อนมิตรของสุวิทย์อีกคนได้เล่าถึงสถานการณ์ในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานในช่วงระหว่าง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ว่า ในระยะนั้นเขาเองไม่ได้เริ่มจากฝักใฝ่สังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด แต่สถานการณ์ในช่วงนั้น มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นซ้ายและขวา มีการฆาตกรรม นักศึกษา ชาวนา เลยสรุปกันว่าเริ่มด้วยมือเปล่าอย่างเดียวไม่พอ พอใครพูดถึงกรรมกร ชาวนา ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หลัง 6 ตุลาคม 2519 จึงเข้าป่าไปส่วนหนึ่งเพื่อหลบภัย อีกส่วนก็เพื่อทำตามความใฝ่ฝัน คุณชีพเล่าถึงผู้ที่เข้าร่วมในขบวนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในสมัยนั้นว่า บางคนยังผูกคอซองอยู่เลยตอนที่ตัดสินใจเข้าป่า แต่สุวิทย์นั้นจะค่อนข้างอาวุโสแล้ว เข้าไปใหม่ๆ จะยังไม่ได้ออกรบ หรือที่เรียกกันว่าลงกอง ที่เขตงานในภาคใต้จะได้เป็นทหารหรือลงกองเป็นเรื่องยากลำบากมาก สำหรับสหายนักศึกษา เพราะต้องมีพร้อม ทั้งความคิดการเมือง เป็นที่เชื่อถือว่าจะไม่ขายความลับ สิ่งที่จะต้องปรับตัวอย่างมากก็คือเรื่องการปรับตัวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิต แต่สำหรับสุวิทย์แล้ว เขาสามารถปรับตัวได้อย่างดี ประสบการณ์ในเรื่องการรบ สุวิทย์ ก็มีความกล้าหาญ มักได้รับเลือกเวลาไปตีค่ายสำคัญ เขาเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของ ความเด็ดขาดไม่ยอมลงให้กับอะไรก็ตามที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็มีวินัยเคร่งครัด เมื่ออยู่ในป่า คือเมื่อรับคำสั่งแล้วก็พรอมที่จะทำทุกอย่าง สิ่งที่คุณชีพประทับใจในตัวสุวิทย์ก็คือ สุวิทย์ ไม่เคยทอดทิ้งจิตวิญญาณที่จะรับใช้ประชาชน ความใฝ่ฝันของสุวิทย์ทุกอย่างก็ทำเพื่อคนจน สุวิทย์บอกกับคุณชีพไว้ว่า เขาจะทำพรรคการเมืองของประชาชน สุชิน เอี่ยมอินทร์ หรือคนที่พี่น้องในเครือข่ายสลัมสี่ภาครู้จักกันดีในชื่อ ลุงดำ กล่าวถึงสุวิทย์ว่า สุวิทย์ไม่ยอมให้ใครเรียกว่าท่าน สุวิทย์ไปทุกที่ ถึงแม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับมติ แต่เขาจะเคารพมติ และไม่ทอดทิ้งพี่น้อง มีครั้งหนึ่งสุวิทย์ ไปจัดงานปีใหม่ให้คนไร้บ้าน ซึ่งประทับใจสุชินมาก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีงานใครจัดงานแบบนี้ให้คนไร้บ้านอย่างพวกเขา ลุงดำยังฉายภาพความเรียบง่ายติดดินของสุวิทย์ ให้ฟังอีกว่า คนไร้บ้านอย่างลุงดำ นอนอย่างไร กินอย่างไร สุวิทย์ก็จะทำแบบนั้นด้วย ในบั้นปลายของชีวิต สุวิทย์มาบอกกับพี่น้องคนไร้บ้านว่า เขาอยากสร้างพรรคการเมืองของประชาชน โดยได้มาลาออกทุกตำแหน่ง เพื่อทุ่มเทให้กับงานสร้างพรรคการเมืองของคนยากคนจน สังเวียน นุชเทียน แกนนำเครือข่ายสลัมสี่ภาคอีกคน กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและสุวิทย์ว่า รู้จักสุวิทย์มาหลายปีแล้ว สุวิทย์มีบทบาทอย่างสำคัญในการทำให้พี่น้องสลัมได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น สุวิทย์ทำให้ชาวบ้านสามารถพูดคุยร่วมโต๊ะกับรัฐมนตรีโดยไม่หวาดกลัวโดยการฝึกชาวบ้านให้รู้จักเทคนิคการเจรจา ทำให้ชาวบ้านได้มีโอกาสใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ สาวิทย์ แก้วหวาน ผู้นำแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยกับสุวิทย์ วัดหนู ถึงแนวทางการสร้างพรรคการเมืองของประชาชน ก่อนสุวิทย์ จะเสียชีวิต ได้กล่าวถึงสุวิทย์ไว้ว่า เขาและสุวิทย์รู้จักกันครั้งแรกเมื่อปี 2535 และมาร่วมงานกันอีกครั้งก็ในงาน 20 ปี 6 ตุลา ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2539 เขาในฐานะเป็นรองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟ ย้ำอยู่เสมอว่า สหภาพรถไฟ ต้องอยู่เคียงข้างคนจน สิ่งที่สาวิทย์ประทับใจสุวิทย์ก็คือ คำพูดของสุวิทย์ ที่มักกล่าวกับน้องๆ อยู่เสมอว่า ถ้าคุณอยากเรียนรู้ คุณต้องอยู่กับมัน ถ้าที่ยืนคุณเปลี่ยน จุดยืนคุณก็เปลี่ยน ในช่วงปี 42 ได้มีการรณรงค์ต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจกัน เรื่องที่พูดกันมากในระยะนั้นก็คือ เรื่องพรรคการเมืองของประชาชน เขารับปากกับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่มาร่วมงานในวันนั้นว่า เขาจะมุ่งมั่นสานต่อเจตนารมณ์ของสุวิทย์ วัดหนู แม้จะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยทำงานกับคนไร้บ้านร่วมกับสุวิทย์ มายาวนาน ได้กล่าวว่าสิ่งที่ขาดหายไปหลังจากการเสียชีวิตของสุวิทย์ วัดหนู คือ บทบาทต่อสาธารณะ การจัดการความขัดแย้งและปัญหาที่เกิดขึ้นในขบวนการประชาชน รวมทั้งการให้สติกับขบวนการที่ลอยไม่อยู่กับฐานราก บุญเลิศได้ทราบว่าทางสลัมก็อืดๆ อยู่ แต่ละเครือข่ายก็มีปัญหาของตัวเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของสุวิทย์ วัดหนู สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักวิชาการที่อยู่เคียงข้างกับขบวนการประชาชนมาอย่างยาวนานได้กล่าวว่า สุวิทย์ได้ทุ่มเทตนเองเข้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงใน สามระดับด้วยกัน คือ หนึ่ง การเข้าร่วมในขบวนการปฏิวัติ สอง ภาคคนจนเมือง ซึ่งเป็นการต่อสู้ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เป็นการสร้างศักดิ์ศรีให้แก่คนจน และสุดท้าย คือ การละทิ้งงานต่างๆ เพื่อมาสร้างพรรคการเมือง แต่ก็ยังไม่ทันสำเร็จ สมเกียรติ ยังเสนอต่อผู้ที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของสุวิทย์ในการสร้างพรรคการเมืองภาคประชาชน ว่า ต้องช่วยกันคิดเรื่อง พรรค คนในพรรค คนนอกพรรค และพันธมิตร การก่อรูปของพรรค จะเอาคนจนจากกลุ่มไหน จะต้องใช้ยุทธวิธีใด การออกแบบพรรคต้องมีประชาการเป้าหมายมาก มวลชนพื้นฐานของพรรคจะมาจากไหน นี่คือสิ่งที่เพื่อนมิตรของสุวิทย์ วัดหนูได้สะท้อนถึงตัวตน จิตวิญญาณ ชีวิตและความใฝ่ฝันของสุวิทย์ ตลอดจนภารกิจหน้าต่อไปในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของภาคประชาชน การสร้างพรรคการเมืองทางเลือกของประชาชน ภารกิจที่ต้องการผู้มาแบกรับ ไม่ว่าจะสำเร็จในวันนี้ หรือไม่สำเร็จเลยก็ตาม เพื่อเป็นการแสวงหาทางออกให้กับผู้ยากไร้ในสังคม ในภาวะที่ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์เข้าบดขยี้ทำลายผู้ยากไร้ในสังคม จนแทบจะไม่มีที่อยู่ที่ยืน เพลง นักสู้!...ไมโครโฟน โดย เศก ศักดิ์สิทธิ์ อัลบั้ม นักรบของประชาชน จัดทำโดย เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต ที่ระลึกในงานศพสุวิทย์ วัดหนู 9 มิถุนายน 2550
|
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||