พิมพ์หน้านี้
|
กลุ่มกรีนพีซจอดเรือเรนโบว์วอริเออร์ลอยลำหน้าทะเล จับมือ 5 องค์กรแกนนำพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ออกแถลงการณ์หยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทับสะแก และโครงการโรงงานถลุงเหล็กบางสะพาน และกุยบุรี เพื่อต้านมลพิษและภาวะโลกร้อนพร้อมให้รัฐทบทวนโครงการ ส่วนเยาวชนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้การเจรจาเพื่อยุติดปัญหาความขัดแย้ง
เพื่อร่วมทำกิจกรรมรณรงค์การใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อน นอกจากนั้น 5 องค์กรพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งนำโดย นางสาวสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก,น.ส.กรณ์อุมา พงษ์น้อย กลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก-บ้านกรูด และนายวิฑูรย์ บัวโรย ประธานกลุ่มกลุ่มอนุรักษ์ธรแม่รำพึง พร้อมด้วยนายธาดา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณณรงค์ประจำประเทศไทย กลุ่มกรีนพีซ ร่วมออกแถลงการณ์คัดค้านกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทับสะแก และโรงถลุงเหล็ก บางสะพาน เครือสหวิริยา และโรงถลุงเหล็ก กุยบุรี และควรหยุดแผนพัฒนาเวสเทรินซีบอร์ด ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และยังได้ร่วมกันยืนไว้อาลัยให้นายเจริญ วัดอักษร อดีตแกนนำกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมือวันที่ 21 มิถุนายน 2547 เพราะสาเหตุการคัดค้าโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก-บ้านกรูด พร้อมกันนั้นตัวแทนกลุ่มกรีนพีซยังได้นำธงกรีนพีซลงมา และแลกธงกับกลุ่ม 5 องค์กรพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมประจวบคีรีขันธ์ พร้อมนำธงเขียว 5 ผืนของชาวบ้านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต่อต้านโรงถลุงเหล็ก เครือสหวิริยา โรงถลุงเหล็กกุยบุรี และโรงไพฟ้า ถ่านหินทับสะแก ชักขึ้นสู่ยอดเสาแทน
นอกจากนั้นชาวบ้านที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมวันนี้พร้อมใจใส่เสื้อสีเขียวสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของบ้านเกิดตัวเอง ชาวบ้านกลุ่มเสื้อเขียวเขายังได้จัดกลองยาวต้อนรับเจ้าหน้าที่กลุ่มกรีนพีซ ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมต่อต้าน โดยมีการเดินทางโดยรถยนต์ไปร่วมรณรงค์ ภายในอำเภอบางสะพาน อำเภอทับสะแกถึงมลพิษของถ่านหินหากมีการสร้างโรงไฟฟ้าและโรงถลุงเหล็ก น.ส.สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล แกนนำจากกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก ที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทับสะแก กล่าวว่า การเข้ามาเยือนของเรือเรนโบว์ฯ เป็นการปักธงประกาศย้ำเตือนให้รู้ว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในอนาคตจะเป็นแหล่งปล่อยมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมและก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ทำลายชั้นบรรยากาศ แห่งใหญ่ ที่ทั้งโลกต้องจับตามองเพราะนโยบายของรัฐบาลไทยประกาศผลักดันโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกของ กฟผ . ขนาด4,000 เมกกะวัตต์ และจะขยายให้ใหญ่ที่สุดใน เอเชีย รวมทั้งการใช้ถ่านหินในกระบวนการโรงถลุงเหล็กบางสะพานและกุยบุรี จะทำให้พื้นที่จังหวัด ประจวบฯจะมีการใช้ถ่านหินถึง 38-110 ล้านตันต่อปี จากทั้ง 3 โครงการ เฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทับสะแกจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ต่ำกว่า876,000ตันในระยะเวลา 25ปี ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวจะส่งผลกระทบในด้านต่างๆ และยังจะทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนหนักขึ้น ดังนั้นชาวบ้านจึงมีความจำเป็นในการคัดค้าน ไมค์ ฟินเกน กัปตันเรือเรนโบว์วอร์ริเออร์ กล่าวว่าน้ำทะเลกำลังเพิ่มขึ้น เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศรุนแรงกำลังกลายเป็นมหันตภัยคุกคามโลก และในอีกสองทศวรรษต่อไป มีการคาดการณ์ถึงการขาดแคลนน้ำและความอดอยากหิวโหยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งนี้อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เรายังมีทางออก ยังมีเวลาเพื่อการปฏิวัติพลังงานซึ่งขับเคลื่อนโดยพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพทางพลังงาน ที่จะเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของเรา ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับที่ไม่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มมากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย สิ่งที่จำเป็นก็คือเจตจำนงทางการเมืองและการลงมือทำของประชาชน กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ ; ● นำเงินทุนที่ใช้ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์มาใช้ลงทุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและประสิทธิภาพพลังงาน ● ยกร่างกฎหมายที่สนับสนุนนักลงทุนพลังงานหมุนเวียนซึ่งรับประกันผลตอบแทนที่แน่นอนและสม่ำเสมอ ● รับประกันในการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกของการเข้าถึงระบบสายส่งของผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ● ดำเนินการให้มีมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานและการจัดการด้านความต้องการใช้พลังงานที่เข้มงวด กรีนพีซเป็นองค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่เป็นอิสระ ซึ่งลงมือทำเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติและพฤติกรรม เพื่อปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเพื่อสนับสนุนสันติภาพ สำหรับนายธาดา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณณรงค์ประจำประเทศไทย กลุ่มกรีนพีช กล่าวว่าการใช้พลังงานของประเทศไทย เห็นได้ว่าภาคอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ มีการใช้พลังงานมากโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก ทำให้รัฐบาลหรือหน่วยงานเกี่ยวข้องต้องมีการทบทวนเรื่องของการลงทุน ยอมรับว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป แต่เป็นเศรษฐกิจแบบไหน ซึ่งต้องมาพิจารณาไม่ใช่เศรษฐกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและชุมชน หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมที่คนอื่นไม่ใช้แล้วเรานำมาใช้ย่อมต้องส่งผลกระทบแน่นอน ในส่วนของ ด.ญ.โยษิตา ชื่นชม อายุ 15 ปี นักเรียนโรงเรียนบางสะพาน วิทยา ชั้น ม.4 กล่าวว่ารู้สึกไม่เห็นด้วยกับอุตสาหกรรมหนักที่เข้ามาในพื้นที่ อ.บางสะพาน จนทำให้ปัจจุบันเกิดความแตกแยกเป็นสองฝ่าย โดยส่วนตัวแสดงความไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กเครือสหวิริยา เพราะส่งผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้การเจรจาเพื่อยุติความรุนแรงและความขัดแย้ง
|