พิมพ์หน้านี้
|
นับแต่มนุษย์เริ่มประหัตประหารกัน ด้วยเหตุผลที่แปรเปลี่ยนไปจากเหตุดั้งเดิม กล่าวคือ เดิมมนุษย์เรานั้นก็คงไม่ต่างจากสัตว์ประเภทอื่นที่ขัดแย้งกันด้วยเรื่องพื้นฐานธรรมชาติ แต่เมื่อเราพัฒนาขึ้น เหตุผลที่เราใช้ในการทำสงครามกลับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก บ้างเป็นเรื่องการเมือง บ้างเป็นเรื่องศาสนา แต่ลงท้ายที่สุดแล้ว พระท่านว่าก็คือเรื่องของความยึดถือตัวตนนั่นเอง สงครามในศตวรรษที่ ๒๐ นับเป็นสงครามประเภทใหม่เรียกว่าสงครามเบ็ดเสร็จ ต่างจากสงครามในยุคโบราณที่เกี่ยวข้องเฉพาะกษัตริย์ ขุนนาง และทหาร แต่สงครามสมัยใหม่ที่เรียกว่าสงครามเบ็ดเสร็จนี้ หมายความว่า มีผลกระทบไปหมด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม คือ ผลของสงครามไม่ได้เกิดที่เฉพาะแนวหน้าที่เดียว แต่ยังกระทบไปถึงแนวหลังด้วย เช่น เหล่าแม่บ้านทั้งหลายก็ต้องเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสงครามด้วย พูดง่าย ๆ ว่าเดือดร้อนกันไปหมด ส่วนดนตรีคลาสสิกก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน มีตั้งแต่เรื่องเบาะ ๆ ไปจนถึงเลือดตกยางออก ไล่เรียงไปตามเหตุการณ์ดีกว่า เอาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่เริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๑๔ ถึง ๑๙๑๘ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบไปในวงกว้างทั่วโลกรวมทั้งประเทศสยามด้วย แต่ว่าคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือชาวยุโรปนั่นเอง ในฝรั่งเศสมีคีตกวีอยู่คนหนึ่ง ชื่อของเขาอาจจะไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่ว่าในปัจจุบันนี้มีการนำบทเพลงของเขามาบรรเลงและบันทึกเสียงกันบ้างแล้ว ชื่อของเขาก็คือ อัลเบริค แมกนาด์ (Albéric Magnard) เกิดที่ปารีสเมื่อปี ๑๘๖๕ เสียชีวิตเมื่อปี ๑๙๑๔ เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี แต่หลังจากที่เรียนจบกฎหมายก็ได้ตัดสินใจว่าจะประกอบอาชีพทางดนตรี จึงเข้าเรียนที่สถาบันดนตรีแห่งกรุงปารีส โดยได้เรียนกับคีตกวีที่สำคัญของฝรั่งเศสคนหนึ่ง ก็คือ มาเซอเน่ต์ (Jules Massenet) นอกจากนี้เขาก็มีโอกาสได้เรียนกับแดงดี้ (Vincent DIndy) อีก ๔ ปี ในช่วงนี้ก็ได้เริ่มประพันธ์ซิมโฟนี ๒ บทแรกแล้ว เป็นงานภายใต้การแนะนำของแดงดี้ บิดาของเขาถึงแก่ความตายในปี ๑๘๙๔ บิดาของแมกนาด์เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลอฟิกาโร แม้จะไม่สนับสนุนอาชีพทางดนตรีนี้ แต่ต่อมาก็ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงให้เขาทางเลอฟิกาโรด้วย จึงทำให้เขาต้องเสียใจอยู่มากที่สูญเสียบิดาไป ต่อมาเขายังเขียนซิมโฟนีได้อีก แต่ว่าเขาต้องเผชิญกับความอ้างว้างในชีวิต เนื่องด้วยปัญหาทางอารมณ์และอาการหูตึง แมกนาด์เป็นคนที่ตีพิมพ์ผลงานของเขาเองด้วยทุนทรัพย์ของเขาเองเช่นกัน เมื่อมหาสงครามเริ่มขึ้น เขาได้นำลูกเมียไปพักอาศัยในชาโตที่เขาคิดว่าปลอดภัย โศกนาฏกรรมเกิดจากทหารเยอรมันจำนวนหนึ่งบุกเข้ามา แมกนาด์ต่อสู้ด้วยการจุดไฟเผาทหารเยอรมันคนหนึ่งตาย เขาก็เลยต้องถึงแก่ความตายด้วยเหตุเดียวกัน คือโดนทหารเยอรมันที่เหลือเผาบ้านจนวอด และเชื่อกันว่าแมกนาด์ต้องตายในกองเพลิง เหตุที่ใช้คำว่าเชื่อก็เพราะว่าพิสูจน์ศพไม่ได้ ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ พระเพลิงยังเผาผลาญงานดนตรีของเขาที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์เสียหายหมด ดนตรีของแมกนาด์มีลักษณะบางประการคล้ายกับมาเลอร์ และเขายังชอบใช้ลักษณะของคอรัล (chorale) ในงานของเขาด้วย จึงได้รับฉายาว่าเป็นบรูคเนอร์แห่งฝรั่งเศส แต่บางทีเขาจะมีลักษณะคล้ายฟรังค์ (César Franck) และใช้เทคนิคการประพันธ์ไลต์โมทิฟ (leitmotiv) แบบวากเนอร์ ผลงานของเขามีไม่มากนักเนื่องจากเขาถึงแก่ความตายไปเสียก่อนและผลงานก็ถูกทำลายไปพร้อมกันอีก จึงคงเหลืองานอย่างเช่นซิมโฟนีที่กล่าวถึงตอนต้น และเชมเบอร์มิวสิกบางบท คนต่อมาเป็นคีตกวีชาวอังกฤษชื่อ จอร์จ บัตเตอร์เวิร์ธ (George Butterworth) มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ๑๘๘๕ ถึง ๑๙๑๖ เขาเรียนดนตรีเบื้องต้นกับมารดา เดิมทีบิดาของเขาอยากให้เขาเป็นทนายความ แต่ว่าขณะที่เขาเรียนหนังสือก็มีจิตใจใฝ่ทางดนตรีเสียมากกว่า ขณะที่เรียนที่ตรีนิตี้ คอลเล็จ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ก็ได้พบกับเซซิล ชาร์ป ซึ่งเป็นนักค้นคว้ารวบรวมเพลงพื้นบ้าน รวมถึงยังได้พบกับวอห์น วิลเลี่ยมส์ (Ralph Vaughan Williams) คีตกวีชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มีความสนใจในดนตรีพื้นบ้านด้วย ซึ่งบัตเตอร์เวิร์ธก็มีได้มีโอกาสเดินทางไปในชนบทหลายครั้งกับวอห์น วิลเลี่ยมส์ เพื่อรวบรวมเพลงพื้นเมืองต่าง ๆ หลังจากช่วงเวลาที่อ็อกซ์ฟอร์ดแล้ว เขาก็ยึดอาชีพทางดนตรีโดยเขียนวิจารณ์ดนตรี และประพันธ์เพลง นอกจากนี้เขายังเรียนดนตรีในช่วงสั้น ๆ ที่รอยัล คอลเล็จ ออฟ มิวสิค และได้ทำงานร่วมกับ เซอร์ฮิวเบิร์ต แพร์รี่ (Sir Hubert Parry) คีตกวีอังกฤษอีกคนหนึ่งด้วย ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้น เขาถูกเรียกให้เข้าประจำการ แต่ในสนามรบขณะที่เขากำลังเข้าสู่สมรภูมิแห่งหนึ่ง ก็ถูกฆ่าตายโดยนักแม่นปืนฝ่ายตรงข้าม งานประพันธ์ของเขาเป็นงานชิ้นเล็ก ๆ อีกทั้งในช่วงระหว่างสงคราม เขาก็ได้ทำลายผลงานของเขาเองด้วย แต่นอกจากเพลงร้องแล้ว ก็ยังมีงานที่สำคัญบทหนึ่งสำหรับวงดุริยางค์ ชื่อว่า เดอะแบ็งคส์ ออฟ กรีน วิลโลว์ (The Banks of Green Willow) ซึ่งประพันธ์ขึ้นในปี ๑๙๑๓ สงครามครั้งสำคัญต่อมาก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกมากมายนัก และก็กระทบต่อนักดนตรีหลาย ๆ คน อย่างเช่น เฌอฮอง อแล็ง (Jehan Alain) เขาเกิดในปี ๑๙๑๑ ที่แซงต์แยร์แมง อองลาเย่ (Saint-Germain-en-laye) อยู่ชานเมืองกรุงปารีส บิดาของเขาเป็นนักเล่นออร์แกนที่มีความสามารถ และยังสร้างออร์แกนได้ด้วย จนถึงกับสร้างออร์แกนเล็ก ๆ สี่หลังในห้องนั่งเล่น เดิมทีอแล็งเรียนเปียโนกับครูดนตรีคนหนึ่ง และเรียนออร์แกนกับบิดา จนเมื่ออายุได้ ๑๑ ปี ก็ได้เป็นนักออร์แกนตัวสำรองในเมือง ต่อมาเข้าเรียนที่วิทยาลัยการดนตรีแห่งปารีสซึ่งเขามีผลการเรียนที่ดีมาก ได้รับรางวัลชนะเลิศการเล่นออร์แกนและการด้นสดในปี ๑๙๓๙ เขาเรียนการประพันธ์เพลงกับคีตกวีใหญ่คือดูกาส์ (Paul Dukas) และได้รับรางวัลจากบทเพลงสำหรับออร์แกนที่ได้ประพันธ์ขึ้น จากนั้นก็ไปเป็นนักออร์แกนตามโบสถ์อยู่สี่ปี เขาเริ่มประพันธ์เพลงอย่างจริงจังเมื่อปี ๑๙๒๙ ตอนอายุได้ ๑๘ ปี เขาได้รับอิทธิพลทางดนตรีจากเดอบูซี รวมถึงคีตกวีร่วมสมัยเช่นเมสเซียง และเขายังมีความสนใจในดนตรี ศิลปะและปรัชญาของซีกโลกตะวันออก รวมถึงดนตรีโบราณและแจ๊ซด้วย แต่ผลงานส่วนใหญ่ของเขาก็จะเป็นงานสำหรับออร์แกน จะมีงานอื่นบ้างก็เช่นเพลงร้องและเชมเบอร์มิวสิก เขายังสนใจในเรื่องเครื่องจักรกล ชอบขับรถจักรยานยนต์ และก็ทำให้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเขาต้องรับหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ติดต่อสื่อสารในกองทัพฝรั่งเศส และจุดจบก็มาถึงในปี ๑๙๔๐ เมื่อเขาได้รับมอบหมายให้ออกไปลาดตระเวนดูทหารเยอรมัน ซึ่งเขาก็ไปเผชิญหน้าเอาอย่างจัง แต่เป็นเพราะเขาไม่ยอมจำนนเลยต้องสังเวยด้วยชีวิต น้องสาวของเขา คือ มารี แคลร์ อแล็ง ซึ่งมีชีวิตยืนยาวต่อมาในปัจจุบันนั้น ได้บันทึกเสียงผลงานสำหรับออร์แกนของพี่ชายคนนี้เอาไว้มาก ซึ่งหาฟังได้ไม่ยากสักเท่าไหร่ เท่าที่ผมได้ฟังต้องยอมรับว่าเป็นงานออร์แกนที่ลึกซึ้งและก้าวหน้ามาก เป็นคนละรสกับงานสำหรับออร์แกนอย่างเช่นงานของบาค งานของเขาเป็นงานที่สุ้มเสียงและลีลาเต็มไปด้วยจินตนาการ มีกลิ่นของสำนักอิมเพรสชั่นนิสต์อยู่เต็มไปหมด ขอย้ำถึงคนที่สนใจงานเพลงสำหรับออร์แกนว่า ละเลยงานของอแล็งไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง คนต่อมาไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสแล้ว แต่เป็นชาวเช็ค ชื่อว่าเออร์วิน ชูลฮอฟฟ์ (Erwin Schulhoff) เกิดที่กรุงปรากในปี ๑๘๙๔ เสียชีวิตในปี ๑๙๔๒ รายนี้ออกจะเหมือนภาพยนตร์เรื่องชินด์เลอร์ ลิสต์ เพราะถูกฆาตกรรมหมู่ในค่ายกักกันนาซี เหตุที่ถูกจับไปอยู่ค่ายกักกันก็มีเหตุเดียวคือเขามีเชื้อสายยิวนั่นเอง ตามประวัติของเขานั้น เขาจัดได้ว่าเป็นนักดนตรีที่ยอดเยี่ยมในยุคสมัยเลยทีเดียว เรียนดนตรีกับเดอบูซี และเรเกอร์ (Max Reger) เขายังได้รับอิทธิพลจากดนตรีแจ๊ซ และศิลปะร่วมสมัยแบบดาดา (Dadaism) จัดได้ว่าเป็นคีตกวีคนแรก ๆ ในยุโรปที่ใช้จังหวะแบบแจ๊ซ เขายังเป็นนักเปียโนที่มีฝีมือ ได้ออกเดินทางไปแสดงตามที่ต่าง ๆ ในเยอรมนี รวมถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ ดนตรีของเขาเป็นงานที่ก้าวหน้า เขาใช้ความเงียบมาก่อนที่จอห์น เคจ จะใช้เสียอีก ใช้อัตราจังหวะแปลก ๆ เข้าใจยาก บางครั้งมีลักษณะแบบนีโอคลาสสิก แจ๊ซ และจังหวะเต้นรำของที่ต่าง ๆ และเขาก็ศึกษางานของสำนักเวียนนาใหม่ด้วย เช่น เชินแบร์ก รวมถึงคีตกวีรัสเซียอย่างสตราวินสกี้ แต่ว่างานของเขาก็ยังเป็นงานที่มีบันไดเสียง แต่ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๓๐ เขาก็เริ่มตกอยู่ในความยากลำบากด้วยเหตุที่เขามีเชื้อสายยิว และจากความคิดเห็นทางการเมืองแบบสังคมนิยมของเขา ทำให้พวกนาซีตราหน้าเขาและผลงานของเขาว่าเป็นสิ่งที่เสื่อมทราม งานประพันธ์ของเขาถูกห้ามไม่ให้นำออกแสดง ตัวเขาก็ถูกห้ามไม่ให้แสดงดนตรีอีก เขาอพยพกลับไปอยู่ที่ปราก ประกอบอาชีพเป็นนักเปียโนประจำสถานีวิทยุซึ่งก็มีรายได้แทบไม่พอยาไส้ และเมื่อนาซีบุกเช็คโกสโลวาเกียในปี ๑๙๓๙ เขาก็ต้องใช้ชื่อปลอม จนกระทั่งในปี ๑๙๔๐ สหภาพโซเวียตรับเขาให้เป็นพลเมืองได้ แต่ว่าเขาก็มาถูกจับกุมเสียก่อนที่จะหนีออกไปจากประเทศ และในเดือนมิถุนายน ๑๙๔๑ ก็ถูกส่งไปค่ายกักกันในเยอรมนี และเขาก็ถึงแก่ความตายที่นั่นในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๑๙๔๒ ด้วยวัณโรค คีตกวีชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งนอกจากบัตเตอร์เวิร์ธ ก็คือ ไมเคิล เฮมิ่ง (Michael Heming) มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ๑๙๒๐ ถึงปี ๑๙๔๒ เรียนดนตรีที่รอยัล อคาเดมี ออฟ มิวสิค ต่อมามาเป็นผู้ช่วยให้กับเซอร์ จอห์น บาร์บิรอลลี่ วาทยากรชื่อดัง งานดนตรีของเขาที่รู้จักกันมีเพียงบทประพันธ์ที่มีชื่อว่า บทเพลงไว้อาลัยแด่ทหารคนหนึ่งที่จากไป (Threnody for a Soldier killed in action) โดยเพลงบทนี้เป็นแต่เพียงโครงร่างเท่านั้น เขาได้ร่างขึ้นด้วยดินสอในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยร่างในระหว่างอยู่บนเรือลำเลียงพลที่มุ่งหน้าไปยังอัฟริกาเหนือ หลังจากถึงที่อัฟริกาแล้วก็ได้ประพันธ์ต่ออีกเล็กน้อย และเขาได้เสียชีวิตเสียก่อนในการปฏิบัติการทางทหารที่เอล อลาแม็ง ขณะมีอายุได้เพียง ๒๒ ปี มารดาของเขาพบร่างของบทเพลงนี้ในห่อของที่ส่งมาที่บ้าน ได้มีผู้นำร่างนี้มาให้บาร์บิรอลลี่ ซึ่งต่อมาบาร์บิรอลลี่ได้ให้แอนโทนี่ คอลลินส์ ประพันธ์จนเสร็จสมบูรณ์ คราวนี้มาถึงเหตุการณ์ในเยอรมนีกันบ้าง เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองมาถึงจุดสิ้นสุด คือเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดครองกรุงแบร์ลินได้ ก็ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับวาทยากรคนหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เขาไม่ใช่ชาวเยอรมัน แต่เป็นชาวรัสเซียเชื้อสายเยอรมัน ชื่อว่า ลีโอ บอร์ชาร์ด (Leo Borchard) มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ๑๘๙๙ ถึง ๑๙๔๕ เดาว่าแทบทุกคนคงจะไม่เคยได้ยินชื่อของเขา แต่ว่าหากลองดูประวัติของวงแบร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค ที่ในภายหลังมีคารายานรับหน้าที่เป็นวาทยากรแล้วละก็ จะพบเห็นชื่อของบอร์ชาร์ดอยู่ด้วย แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ คือ เขามาเป็นวาทยากรได้เพียงปีเดียวก็เกิดโศกนาฏกรรมเสียก่อน ผลงานการบันทึกเสียงเท่าที่ผมค้นหาพบในขณะนี้ก็มีการบันทึกเสียงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นการบันทึกเสียงในยุคเสียงแบบโมโน เขาเกิดที่มอสโคว์ แต่ว่าบิดามารดาเป็นคนเยอรมัน เขาเติบโตและศึกษาดนตรีที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หลังจากการปฏิวัติรัสเซียในปี ๑๙๒๐ จึงได้อพยพมาอยู่ที่เยอรมนี ได้มาช่วยเคล็มเพอร์เรอร์กำกับอุปรากรในแบร์ลิน เขาได้กำกับวงแบร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ๑๙๓๓ ต่อมาในปี ๑๙๓๕ เขาก็ถูกห้ามไม่ให้กำกับวงอีก อันเป็นผลมาจากนโยบายของพรรคนาซีในขณะนั้น โดยตัวเขาเองในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ก็จัดได้ว่าเป็นพวกที่ต่อต้านนาซี ต่อมาในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๑๙๔๕ อันเป็นช่วงเวลาสองสัปดาห์เศษหลังจากที่เยอรมนียอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข เขาได้กำกับวงแบร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค อีกครั้ง ซึ่งได้รับการชื่นชมอย่างมาก หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ปรากฏว่าทางโซเวียตซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ยึดครองกรุงแบร์ลิน ก็ให้เขากำกับวงต่อไปแทนฟวร์ตวังเลอร์วาทยากรชื่อดังชาวเยอรมันที่ลี้ภัยไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์ ว่ากันว่าเป็นเพราะเขาเป็นผู้ที่ต่อต้านนาซีและใช้ภาษารัสเซียได้ ก็เลยทำให้เขาได้ดีในตอนนี้ แต่การกลับกลายเป็นว่า เขาได้กำกับวงอยู่เพียง ๒๒ ครั้ง เพราะต่อมาในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๑๙๔๕ ขณะที่เขากำลังนั่งรถจี๊ปไปตามถนนในกรุงแบร์ลิน คนขับรถของเขาซึ่งเป็นคนอังกฤษ ไม่เข้าใจสัญญาณของทหารอเมริกันที่ให้หยุดรถ ทำให้ทหารอเมริกันยิงมาที่รถยนต์หลายนัด และลูกกระสุนนัดหนึ่งก็ปลิดชีวิตของเขา แต่ก็มีเรื่องขำ ๆ เกี่ยวกับการบุกยึดกรุงแบร์ลินในครั้งนี้เหมือนกัน คราวนี้ทุกท่านคงจะรู้จักบุคคลผู้นี้ดี เขาก็คือ ริชาร์ด สเตราส์ คีตกวีชาวเยอรมัน เล่ากันว่าเมื่อครั้งทหารอเมริกันยกทัพเข้ากรุงแบร์ลิน สเตราส์ ซึ่งตอนนั้นก็ไม้ไกล้ฝั่งเต็มทีแล้ว มองเห็นทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ก็ถึงกับร้องว่า อย่ายิง ผมคือริชาร์ด สเตราส์ คนที่แต่งอุปรากรเรื่องโรเซ็น คาวัลเลียร์! ใช่ว่าจะมีผู้ตกเป็นเหยื่อนาซีเสียทั้งหมด มีผู้ที่หนีรอดเงื้อมมือนาซีไปได้ แต่ไม่ใช่กัปตัน ฟอน แทรป กับลูก ๆ และมาเรีย จากเดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิก หรอกนะจะบอกให้
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |