• pradin
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pradinu@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-01
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 4987
  • จำนวนผู้โหวต : 19
  • ส่ง msg :
classical music & films & good books
พูดคุยเรื่องดนตรีคลาสสิกตั้งแต่ยุคโบราณถึงสมัยใหม่ หนังคลาสสิก หนังดี หนังสือดี
Permalink : http://www.oknation.net/blog/pradin
วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2551
สงครามและศิลปะดนตรี
Posted by pradin , ผู้อ่าน : 122 , 11:40:56 น.   | หมวดหมู่ : ดนตรีคลาสสิก  
พิมพ์หน้านี้


 

นับแต่มนุษย์เริ่มประหัตประหารกัน ด้วยเหตุผลที่แปรเปลี่ยนไปจากเหตุดั้งเดิม กล่าวคือ เดิมมนุษย์เรานั้นก็คงไม่ต่างจากสัตว์ประเภทอื่นที่ขัดแย้งกันด้วยเรื่องพื้นฐานธรรมชาติ  แต่เมื่อเราพัฒนาขึ้น เหตุผลที่เราใช้ในการทำสงครามกลับเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก  บ้างเป็นเรื่องการเมือง บ้างเป็นเรื่องศาสนา  แต่ลงท้ายที่สุดแล้ว พระท่านว่าก็คือเรื่องของความยึดถือตัวตนนั่นเอง

สงครามในศตวรรษที่ ๒๐  นับเป็นสงครามประเภทใหม่เรียกว่าสงครามเบ็ดเสร็จ  ต่างจากสงครามในยุคโบราณที่เกี่ยวข้องเฉพาะกษัตริย์ ขุนนาง และทหาร  แต่สงครามสมัยใหม่ที่เรียกว่าสงครามเบ็ดเสร็จนี้ หมายความว่า มีผลกระทบไปหมด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม  คือ ผลของสงครามไม่ได้เกิดที่เฉพาะแนวหน้าที่เดียว  แต่ยังกระทบไปถึงแนวหลังด้วย  เช่น เหล่าแม่บ้านทั้งหลายก็ต้องเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสงครามด้วย  พูดง่าย ๆ ว่าเดือดร้อนกันไปหมด  ส่วนดนตรีคลาสสิกก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน  มีตั้งแต่เรื่องเบาะ ๆ ไปจนถึงเลือดตกยางออก

ไล่เรียงไปตามเหตุการณ์ดีกว่า เอาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่เริ่มตั้งแต่ปี ๑๙๑๔ ถึง ๑๙๑๘  ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบไปในวงกว้างทั่วโลกรวมทั้งประเทศสยามด้วย  แต่ว่าคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือชาวยุโรปนั่นเอง  ในฝรั่งเศสมีคีตกวีอยู่คนหนึ่ง ชื่อของเขาอาจจะไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย  แต่ว่าในปัจจุบันนี้มีการนำบทเพลงของเขามาบรรเลงและบันทึกเสียงกันบ้างแล้ว  ชื่อของเขาก็คือ อัลเบริค แมกนาด์ (Albéric Magnard)  เกิดที่ปารีสเมื่อปี ๑๘๖๕ เสียชีวิตเมื่อปี ๑๙๑๔   เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี  แต่หลังจากที่เรียนจบกฎหมายก็ได้ตัดสินใจว่าจะประกอบอาชีพทางดนตรี  จึงเข้าเรียนที่สถาบันดนตรีแห่งกรุงปารีส  โดยได้เรียนกับคีตกวีที่สำคัญของฝรั่งเศสคนหนึ่ง ก็คือ มาเซอเน่ต์ (Jules Massenet) นอกจากนี้เขาก็มีโอกาสได้เรียนกับแดงดี้ (Vincent D’Indy) อีก ๔ ปี  ในช่วงนี้ก็ได้เริ่มประพันธ์ซิมโฟนี ๒ บทแรกแล้ว  เป็นงานภายใต้การแนะนำของแดงดี้  บิดาของเขาถึงแก่ความตายในปี ๑๘๙๔  บิดาของแมกนาด์เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลอฟิกาโร แม้จะไม่สนับสนุนอาชีพทางดนตรีนี้ แต่ต่อมาก็ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงให้เขาทางเลอฟิกาโรด้วย  จึงทำให้เขาต้องเสียใจอยู่มากที่สูญเสียบิดาไป  ต่อมาเขายังเขียนซิมโฟนีได้อีก  แต่ว่าเขาต้องเผชิญกับความอ้างว้างในชีวิต เนื่องด้วยปัญหาทางอารมณ์และอาการหูตึง 

แมกนาด์เป็นคนที่ตีพิมพ์ผลงานของเขาเองด้วยทุนทรัพย์ของเขาเองเช่นกัน  เมื่อมหาสงครามเริ่มขึ้น เขาได้นำลูกเมียไปพักอาศัยในชาโตที่เขาคิดว่าปลอดภัย  โศกนาฏกรรมเกิดจากทหารเยอรมันจำนวนหนึ่งบุกเข้ามา  แมกนาด์ต่อสู้ด้วยการจุดไฟเผาทหารเยอรมันคนหนึ่งตาย  เขาก็เลยต้องถึงแก่ความตายด้วยเหตุเดียวกัน คือโดนทหารเยอรมันที่เหลือเผาบ้านจนวอด  และเชื่อกันว่าแมกนาด์ต้องตายในกองเพลิง  เหตุที่ใช้คำว่าเชื่อก็เพราะว่าพิสูจน์ศพไม่ได้  ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ พระเพลิงยังเผาผลาญงานดนตรีของเขาที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์เสียหายหมด 

ดนตรีของแมกนาด์มีลักษณะบางประการคล้ายกับมาเลอร์  และเขายังชอบใช้ลักษณะของคอรัล (chorale) ในงานของเขาด้วย  จึงได้รับฉายาว่าเป็นบรูคเนอร์แห่งฝรั่งเศส  แต่บางทีเขาจะมีลักษณะคล้ายฟรังค์ (César Franck) และใช้เทคนิคการประพันธ์ไลต์โมทิฟ (leitmotiv) แบบวากเนอร์  ผลงานของเขามีไม่มากนักเนื่องจากเขาถึงแก่ความตายไปเสียก่อนและผลงานก็ถูกทำลายไปพร้อมกันอีก  จึงคงเหลืองานอย่างเช่นซิมโฟนีที่กล่าวถึงตอนต้น และเชมเบอร์มิวสิกบางบท 

คนต่อมาเป็นคีตกวีชาวอังกฤษชื่อ จอร์จ บัตเตอร์เวิร์ธ  (George Butterworth)  มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ๑๘๘๕ ถึง ๑๙๑๖   เขาเรียนดนตรีเบื้องต้นกับมารดา  เดิมทีบิดาของเขาอยากให้เขาเป็นทนายความ  แต่ว่าขณะที่เขาเรียนหนังสือก็มีจิตใจใฝ่ทางดนตรีเสียมากกว่า  ขณะที่เรียนที่ตรีนิตี้ คอลเล็จ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ก็ได้พบกับเซซิล ชาร์ป ซึ่งเป็นนักค้นคว้ารวบรวมเพลงพื้นบ้าน  รวมถึงยังได้พบกับวอห์น วิลเลี่ยมส์ (Ralph Vaughan Williams) คีตกวีชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มีความสนใจในดนตรีพื้นบ้านด้วย  ซึ่งบัตเตอร์เวิร์ธก็มีได้มีโอกาสเดินทางไปในชนบทหลายครั้งกับวอห์น วิลเลี่ยมส์ เพื่อรวบรวมเพลงพื้นเมืองต่าง ๆ  หลังจากช่วงเวลาที่อ็อกซ์ฟอร์ดแล้ว เขาก็ยึดอาชีพทางดนตรีโดยเขียนวิจารณ์ดนตรี และประพันธ์เพลง  นอกจากนี้เขายังเรียนดนตรีในช่วงสั้น ๆ ที่รอยัล คอลเล็จ ออฟ มิวสิค และได้ทำงานร่วมกับ เซอร์ฮิวเบิร์ต แพร์รี่ (Sir Hubert Parry) คีตกวีอังกฤษอีกคนหนึ่งด้วย  ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้น  เขาถูกเรียกให้เข้าประจำการ แต่ในสนามรบขณะที่เขากำลังเข้าสู่สมรภูมิแห่งหนึ่ง ก็ถูกฆ่าตายโดยนักแม่นปืนฝ่ายตรงข้าม 

งานประพันธ์ของเขาเป็นงานชิ้นเล็ก ๆ  อีกทั้งในช่วงระหว่างสงคราม เขาก็ได้ทำลายผลงานของเขาเองด้วย แต่นอกจากเพลงร้องแล้ว ก็ยังมีงานที่สำคัญบทหนึ่งสำหรับวงดุริยางค์ ชื่อว่า “เดอะแบ็งคส์ ออฟ กรีน วิลโลว์” (The Banks of Green Willow)  ซึ่งประพันธ์ขึ้นในปี ๑๙๑๓ 

สงครามครั้งสำคัญต่อมาก็คือสงครามโลกครั้งที่สอง  ครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกมากมายนัก  และก็กระทบต่อนักดนตรีหลาย ๆ คน อย่างเช่น เฌอฮอง อแล็ง (Jehan Alain)  เขาเกิดในปี ๑๙๑๑ ที่แซงต์แยร์แมง อองลาเย่ (Saint-Germain-en-laye) อยู่ชานเมืองกรุงปารีส  บิดาของเขาเป็นนักเล่นออร์แกนที่มีความสามารถ  และยังสร้างออร์แกนได้ด้วย จนถึงกับสร้างออร์แกนเล็ก ๆ สี่หลังในห้องนั่งเล่น  เดิมทีอแล็งเรียนเปียโนกับครูดนตรีคนหนึ่ง  และเรียนออร์แกนกับบิดา  จนเมื่ออายุได้ ๑๑ ปี ก็ได้เป็นนักออร์แกนตัวสำรองในเมือง  ต่อมาเข้าเรียนที่วิทยาลัยการดนตรีแห่งปารีสซึ่งเขามีผลการเรียนที่ดีมาก  ได้รับรางวัลชนะเลิศการเล่นออร์แกนและการด้นสดในปี ๑๙๓๙  เขาเรียนการประพันธ์เพลงกับคีตกวีใหญ่คือดูกาส์ (Paul Dukas)  และได้รับรางวัลจากบทเพลงสำหรับออร์แกนที่ได้ประพันธ์ขึ้น  จากนั้นก็ไปเป็นนักออร์แกนตามโบสถ์อยู่สี่ปี 

เขาเริ่มประพันธ์เพลงอย่างจริงจังเมื่อปี ๑๙๒๙ ตอนอายุได้ ๑๘ ปี  เขาได้รับอิทธิพลทางดนตรีจากเดอบูซี  รวมถึงคีตกวีร่วมสมัยเช่นเมสเซียง  และเขายังมีความสนใจในดนตรี ศิลปะและปรัชญาของซีกโลกตะวันออก รวมถึงดนตรีโบราณและแจ๊ซด้วย  แต่ผลงานส่วนใหญ่ของเขาก็จะเป็นงานสำหรับออร์แกน  จะมีงานอื่นบ้างก็เช่นเพลงร้องและเชมเบอร์มิวสิก  เขายังสนใจในเรื่องเครื่องจักรกล  ชอบขับรถจักรยานยนต์  และก็ทำให้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเขาต้องรับหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ติดต่อสื่อสารในกองทัพฝรั่งเศส  และจุดจบก็มาถึงในปี ๑๙๔๐  เมื่อเขาได้รับมอบหมายให้ออกไปลาดตระเวนดูทหารเยอรมัน  ซึ่งเขาก็ไปเผชิญหน้าเอาอย่างจัง  แต่เป็นเพราะเขาไม่ยอมจำนนเลยต้องสังเวยด้วยชีวิต 

น้องสาวของเขา คือ มารี แคลร์ อแล็ง ซึ่งมีชีวิตยืนยาวต่อมาในปัจจุบันนั้น  ได้บันทึกเสียงผลงานสำหรับออร์แกนของพี่ชายคนนี้เอาไว้มาก  ซึ่งหาฟังได้ไม่ยากสักเท่าไหร่  เท่าที่ผมได้ฟังต้องยอมรับว่าเป็นงานออร์แกนที่ลึกซึ้งและก้าวหน้ามาก  เป็นคนละรสกับงานสำหรับออร์แกนอย่างเช่นงานของบาค  งานของเขาเป็นงานที่สุ้มเสียงและลีลาเต็มไปด้วยจินตนาการ มีกลิ่นของสำนักอิมเพรสชั่นนิสต์อยู่เต็มไปหมด  ขอย้ำถึงคนที่สนใจงานเพลงสำหรับออร์แกนว่า ละเลยงานของอแล็งไปไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง 

คนต่อมาไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสแล้ว แต่เป็นชาวเช็ค ชื่อว่าเออร์วิน ชูลฮอฟฟ์ (Erwin Schulhoff)  เกิดที่กรุงปรากในปี ๑๘๙๔ เสียชีวิตในปี ๑๙๔๒  รายนี้ออกจะเหมือนภาพยนตร์เรื่องชินด์เลอร์ ลิสต์ เพราะถูกฆาตกรรมหมู่ในค่ายกักกันนาซี  เหตุที่ถูกจับไปอยู่ค่ายกักกันก็มีเหตุเดียวคือเขามีเชื้อสายยิวนั่นเอง  ตามประวัติของเขานั้น เขาจัดได้ว่าเป็นนักดนตรีที่ยอดเยี่ยมในยุคสมัยเลยทีเดียว  เรียนดนตรีกับเดอบูซี และเรเกอร์ (Max Reger) เขายังได้รับอิทธิพลจากดนตรีแจ๊ซ และศิลปะร่วมสมัยแบบดาดา (Dadaism)  จัดได้ว่าเป็นคีตกวีคนแรก ๆ ในยุโรปที่ใช้จังหวะแบบแจ๊ซ  เขายังเป็นนักเปียโนที่มีฝีมือ ได้ออกเดินทางไปแสดงตามที่ต่าง ๆ ในเยอรมนี รวมถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ  ดนตรีของเขาเป็นงานที่ก้าวหน้า เขาใช้ความเงียบมาก่อนที่จอห์น เคจ จะใช้เสียอีก  ใช้อัตราจังหวะแปลก ๆ  เข้าใจยาก  บางครั้งมีลักษณะแบบนีโอคลาสสิก  แจ๊ซ และจังหวะเต้นรำของที่ต่าง ๆ  และเขาก็ศึกษางานของสำนักเวียนนาใหม่ด้วย เช่น เชินแบร์ก รวมถึงคีตกวีรัสเซียอย่างสตราวินสกี้   แต่ว่างานของเขาก็ยังเป็นงานที่มีบันไดเสียง

แต่ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๓๐  เขาก็เริ่มตกอยู่ในความยากลำบากด้วยเหตุที่เขามีเชื้อสายยิว และจากความคิดเห็นทางการเมืองแบบสังคมนิยมของเขา  ทำให้พวกนาซีตราหน้าเขาและผลงานของเขาว่าเป็นสิ่งที่เสื่อมทราม  งานประพันธ์ของเขาถูกห้ามไม่ให้นำออกแสดง ตัวเขาก็ถูกห้ามไม่ให้แสดงดนตรีอีก  เขาอพยพกลับไปอยู่ที่ปราก  ประกอบอาชีพเป็นนักเปียโนประจำสถานีวิทยุซึ่งก็มีรายได้แทบไม่พอยาไส้  และเมื่อนาซีบุกเช็คโกสโลวาเกียในปี ๑๙๓๙  เขาก็ต้องใช้ชื่อปลอม  จนกระทั่งในปี ๑๙๔๐ สหภาพโซเวียตรับเขาให้เป็นพลเมืองได้  แต่ว่าเขาก็มาถูกจับกุมเสียก่อนที่จะหนีออกไปจากประเทศ  และในเดือนมิถุนายน ๑๙๔๑  ก็ถูกส่งไปค่ายกักกันในเยอรมนี และเขาก็ถึงแก่ความตายที่นั่นในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๑๙๔๒  ด้วยวัณโรค 

คีตกวีชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งนอกจากบัตเตอร์เวิร์ธ ก็คือ ไมเคิล เฮมิ่ง (Michael Heming)  มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ๑๙๒๐ ถึงปี ๑๙๔๒  เรียนดนตรีที่รอยัล อคาเดมี ออฟ มิวสิค  ต่อมามาเป็นผู้ช่วยให้กับเซอร์ จอห์น บาร์บิรอลลี่ วาทยากรชื่อดัง  งานดนตรีของเขาที่รู้จักกันมีเพียงบทประพันธ์ที่มีชื่อว่า “บทเพลงไว้อาลัยแด่ทหารคนหนึ่งที่จากไป” (Threnody for a Soldier killed in action)   โดยเพลงบทนี้เป็นแต่เพียงโครงร่างเท่านั้น  เขาได้ร่างขึ้นด้วยดินสอในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  โดยร่างในระหว่างอยู่บนเรือลำเลียงพลที่มุ่งหน้าไปยังอัฟริกาเหนือ  หลังจากถึงที่อัฟริกาแล้วก็ได้ประพันธ์ต่ออีกเล็กน้อย  และเขาได้เสียชีวิตเสียก่อนในการปฏิบัติการทางทหารที่เอล อลาแม็ง ขณะมีอายุได้เพียง ๒๒ ปี  มารดาของเขาพบร่างของบทเพลงนี้ในห่อของที่ส่งมาที่บ้าน ได้มีผู้นำร่างนี้มาให้บาร์บิรอลลี่  ซึ่งต่อมาบาร์บิรอลลี่ได้ให้แอนโทนี่ คอลลินส์ ประพันธ์จนเสร็จสมบูรณ์ 

คราวนี้มาถึงเหตุการณ์ในเยอรมนีกันบ้าง  เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองมาถึงจุดสิ้นสุด คือเมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดครองกรุงแบร์ลินได้  ก็ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับวาทยากรคนหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น  เขาไม่ใช่ชาวเยอรมัน แต่เป็นชาวรัสเซียเชื้อสายเยอรมัน  ชื่อว่า ลีโอ บอร์ชาร์ด (Leo Borchard)  มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ๑๘๙๙ ถึง ๑๙๔๕   เดาว่าแทบทุกคนคงจะไม่เคยได้ยินชื่อของเขา  แต่ว่าหากลองดูประวัติของวงแบร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค ที่ในภายหลังมีคารายานรับหน้าที่เป็นวาทยากรแล้วละก็  จะพบเห็นชื่อของบอร์ชาร์ดอยู่ด้วย  แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ คือ เขามาเป็นวาทยากรได้เพียงปีเดียวก็เกิดโศกนาฏกรรมเสียก่อน  ผลงานการบันทึกเสียงเท่าที่ผมค้นหาพบในขณะนี้ก็มีการบันทึกเสียงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นการบันทึกเสียงในยุคเสียงแบบโมโน 

เขาเกิดที่มอสโคว์  แต่ว่าบิดามารดาเป็นคนเยอรมัน  เขาเติบโตและศึกษาดนตรีที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก   หลังจากการปฏิวัติรัสเซียในปี ๑๙๒๐  จึงได้อพยพมาอยู่ที่เยอรมนี  ได้มาช่วยเคล็มเพอร์เรอร์กำกับอุปรากรในแบร์ลิน  เขาได้กำกับวงแบร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ๑๙๓๓  ต่อมาในปี ๑๙๓๕ เขาก็ถูกห้ามไม่ให้กำกับวงอีก อันเป็นผลมาจากนโยบายของพรรคนาซีในขณะนั้น  โดยตัวเขาเองในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ก็จัดได้ว่าเป็นพวกที่ต่อต้านนาซี  ต่อมาในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๑๙๔๕  อันเป็นช่วงเวลาสองสัปดาห์เศษหลังจากที่เยอรมนียอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข  เขาได้กำกับวงแบร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค อีกครั้ง ซึ่งได้รับการชื่นชมอย่างมาก  หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ปรากฏว่าทางโซเวียตซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ยึดครองกรุงแบร์ลิน ก็ให้เขากำกับวงต่อไปแทนฟวร์ตวังเลอร์วาทยากรชื่อดังชาวเยอรมันที่ลี้ภัยไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์  ว่ากันว่าเป็นเพราะเขาเป็นผู้ที่ต่อต้านนาซีและใช้ภาษารัสเซียได้ ก็เลยทำให้เขาได้ดีในตอนนี้ 

แต่การกลับกลายเป็นว่า เขาได้กำกับวงอยู่เพียง ๒๒ ครั้ง  เพราะต่อมาในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๑๙๔๕  ขณะที่เขากำลังนั่งรถจี๊ปไปตามถนนในกรุงแบร์ลิน คนขับรถของเขาซึ่งเป็นคนอังกฤษ ไม่เข้าใจสัญญาณของทหารอเมริกันที่ให้หยุดรถ  ทำให้ทหารอเมริกันยิงมาที่รถยนต์หลายนัด  และลูกกระสุนนัดหนึ่งก็ปลิดชีวิตของเขา

แต่ก็มีเรื่องขำ ๆ เกี่ยวกับการบุกยึดกรุงแบร์ลินในครั้งนี้เหมือนกัน  คราวนี้ทุกท่านคงจะรู้จักบุคคลผู้นี้ดี เขาก็คือ ริชาร์ด สเตราส์ คีตกวีชาวเยอรมัน เล่ากันว่าเมื่อครั้งทหารอเมริกันยกทัพเข้ากรุงแบร์ลิน  สเตราส์ ซึ่งตอนนั้นก็ไม้ไกล้ฝั่งเต็มทีแล้ว มองเห็นทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ก็ถึงกับร้องว่า  “อย่ายิง ผมคือริชาร์ด สเตราส์ คนที่แต่งอุปรากรเรื่องโรเซ็น คาวัลเลียร์ 

ใช่ว่าจะมีผู้ตกเป็นเหยื่อนาซีเสียทั้งหมด  มีผู้ที่หนีรอดเงื้อมมือนาซีไปได้  แต่ไม่ใช่กัปตัน ฟอน แทรป กับลูก ๆ และมาเรีย จากเดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิก หรอกนะจะบอกให้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
pook วันที่ : 20/05/2008 เวลา : 15.22 น.
http://www.oknation.net/blog/pook17
จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมด้วย

เสียงระเบิดกลบเสียงดนตรีหมด

ไม่ว่าใครต่างก็ได้รับผลของสงครามนะคะ

วงเล็บให้หน่อยนึงว่า ยกเว้น ริชาร์ด สเตราส์ รอดตาย แต่คงเจออะไรไปไม่น้อยเหมือนกัน
ความคิดเห็นที่ 1
Cat@ วันที่ : 19/05/2008 เวลา : 14.56 น.
http://www.oknation.net/blog/catadler

เกลียด สงคราม
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



ความชอบ-ไม่ชอบ ดนตรีคลาสสิก
ชอบ เพราะมีทำนองที่ไพเราะ
11 คน
ชอบ เพราะมีการแสดงออกของความคิด และศิลปะ
3 คน
ชอบ เพราะผ่อนคลายความเครียด
1 คน
ไม่ชอบ เพราะ ฟังเข้าใจยาก
0 คน
ไม่ชอบ เพราะน่าเบื่อ ชวนง่วงนอน
0 คน
ไม่ชอบ เพราะ ยืดยาว
0 คน
ไม่แน่ใจ เพราะไม่รู้จัก
0 คน
ไม่แน่ใจ เพราะหาฟังไม่ค่อยได้
0 คน
ไม่แน่ใจ เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นฟังอย่างไร
0 คน

  โหวต 15 คน