พิมพ์หน้านี้
|
สแตนลี่ คูบริค ผู้กำกับอเมริกันระบือนามผู้นี้ หนังที่เป็นเสมือนลายเซ็นของเขาก็คือ 2001 Space Odyssey นี้เอง ความคลาสสิกของหนังเรื่องนี้คงไม่ต้องสาธยายกันมาก สิ่งที่จะพูดถึงก็คือ นอกจากภาษาภาพ ภาษาหนัง คือทั้งบท ความคิด การถ่ายภาพ และการกำกับแล้ว สิ่งที่ทำให้หนังของคูบริคทุกเรื่อง มีคุณค่าก็คือ การนำเอาเพลงคลาสสิกมาใช้ เรียกว่าไม่ต้องจ้างนักประพันธ์เพลงเลยละ
ที่ผมคิดว่าคูบริคน่าจะถูกพูดถึงในแง่นี้ด้วยนั้น เนื่องจาก การนำเอาดนตรีคลาสสิกมาใช้นั้น แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย เพราะมีเพลงเป็นร้อยเป็นพันให้เลือกใช้อยู่แล้ว แต่ว่า เพลงเหล่านั้น คีตกวีเขาแต่งเอาไว้ก่อนเนิ่นนานแล้ว และแรงบันดาลใจที่คีตกวีทั้งหลายแต่งขึ้นมา ก็มิใช่เป็นภาพหรือเหตุการณ์แบบใด ๆ ในหนังของคูบริคเลย แม้แต่น้อย แต่คูบริคฉลาดที่จะเลือกใช้ ยกตัวอย่างเช่น ๒๐๐๑ นี้ เขาใช้เพลงวอลซ์ของโยฮัน สเตราส์ ชื่อว่า Blue Danube ที่สเตราส์เขียนเพื่อหมายถึงแม่น้ำดานูบที่ไหลผ่านออสเตรีย แต่คูบริคนำเอาจังหวะเนิบสวยนี้ มาใช้ประกอบภาพยานอวกาศกำลังเดินทางล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศอันดำมิด ความจริงหนังเรื่องนี้ และทุกเรื่องที่ผมจะพูดต่อไป ใช้เพลงคลาสสิกหลายบทด้วยกัน แต่ผมจะเขียนถึงแต่ละเรื่องโดยละเอียดอีกทีหนึ่ง
หนังเรื่อง Clockwork Orange ก็เป็นหนังในโลกอนาคตแช่นกัน หากแต่ไม่ใช่การเดินทางในอวกาศ กลับเป็นเรื่องของแก๊งค์อันธพาลในลอนดอน ที่วันๆ เอาแต่หาเรื่องชาวบ้านเขาไปทั่ว และด้วยวิธีการที่รุนแรงจนถึงขั้นอาชญากรรม เมื่อตัวหัวโจกถูกจับได้ เขามิได้รับโทษทัณฑ์ แต่ได้รับโอกาสให้บำบัดด้วยการล้างสมอง จากคนที่นิยมความรุนแรง เลยเป็นต้องสะอิดสะเอียดจนถึงกับรากแตก เมื่อได้เห็นความรุนแรงอยู่ตรงหน้า แม้เพียงแต่เห็นภาพ หนังแสดงให้เห็นโลกอนาคต ปนกับโลกแห่งแฟนตาซี ที่มีสีสันฉูดฉาด แต่ก็พร้อมที่จะบาดตาบาดใจ ให้เกิดความรุนแรงในลักษณะต่าง ๆ คูบริคใช้ดนตรีคลาสสิกประกอบภาพการประกอบอาชญากรรม เช่น การฉุดกระชากลากถูอนงค์นางหนึ่งเพื่อเตรียม "ลงแขก" ก็คือเพลงโหมโรงจากอุปรากรเรื่อง The Barber of Seville ของ Rossini กับฉากที่หัวโจกปฏิบัติกามกิจในหลาย ๆ ท่าทาง ด้วยการเร่งสปีดของหนังให้เร็วจี๋ ผลที่ได้คือ ภาพการสมสู่ที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกอุจาด ประกอบกับเพลงโหมโรงจากอุปรากรเรื่อง วิลเลี่ยม เทล ของรอสซี่นี่อีกเช่นกัน ที่ถูกนำมาเร่งสปีดให้เร็วจี๋ตามไปด้วย ที่สำคัญคือ นายหัวโจกของเราคนนี้ ที่คลั่งความรุนแรงนักหนา ศิลปินคนโปรดในดวงใจของเขาก็คือ เบโธเฟ่น แสบไหมละครับ
เรื่องต่อมาก็เป็นหนังออกไปในทางเขย่าขวัญ ซึ่งก็มีฉากรุนแรงอยู่เช่นกัน เรื่องของเรื่องก็คือ เกิดขึ้นในโรงแรมไกลปืนเที่ยงแห่งหนึ่ง ที่เมื่อถึงฤดูหนาวจะต้องปิดทำการชั่วคราวหลายเดือน เพราะเหตุหิมะท่วมจนสูง แต่ว่าโรงแรมก็ต้องจ้างคนมาดูแลในช่วงที่ "ร้างผู้คน" เช่นนี้ เพื่อให้คอยดูแลความเรียบร้อยและทำความอบอุ่นให้ห้องพักแต่ละห้อง สลับสับเปลี่ยนกันไป นายแจ็ค นิโคลสัน นักประพันธ์ไส้แห้ง ผู้หาโอกาสที่จะได้อยู่ในที่สงบเงียบเช่นนี้ ตกลงรับจ้างงานนี้ด้วยความยินดี พร้อมกับพาเมียที่หน้าตาดูเหมือนหวาดผวาอยู่ตลอดเวลามาด้วย (เล่นโดย เชลลี่ ดูวาล) และลูกชายตัวน้อยที่มีสัมผัสพิเศษ (shining) เลยทำให้เห็นอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ควรเห็น รวมถึงภาพอดีตอันน่าสยดสยองของโรงแรมแห่งนี้ อดีตและอาถรรพ์ที่ทำให้นายแจ็ค สติแตกในที่สุด คูบริคใช้ดนตรีของบาร์ต็อค คีตกวีชาวโรมาเนีย คือ Music for Strings, Percussions and Celesta ซึ่งเหมาะเหม็งกับบรรยากาศของเรื่องอย่างมาก น่าสนใจจริง ๆ ที่คูบริคเลือกใช้เพลงนี้ เพราะแม้จะมีความลึกลับดำมืด แต่บาร์ต็อคไม่ได้แต่งให้คูบริค นำมาใช้ในภาพยนตร์แบบนี้แน่ ๆ
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องราวย้อนยุค คือ แบรี่ ลินดอน อันเป็นเรื่องราวของกระทาชายสามัญชนคนธรรมดา ชื่อ เร็ดมอนด์ แบรี่ อันโชคชะตาที่ผกผันเริ่มมาจากจุดเพียงนิดเดียว จากการดวลปืนระหว่างเขาและทหารอังกฤษคนหนึ่ง เหตุเพียงเพราะความรักที่มีต่อหญิงคนเดียวกัน และการดวลปืนกันแบบ "โอละพ่อ" คราวนี้ ส่งผลต่อชะตาชีวิตของเขาทั้งชีวิต เขาต้องระหกระเหินหนึอาญาไปยังแดนไกล กลายเป็นทหารอังกฤษ แต่ไป ๆ มา ๆ ก็กลับกลายไปเป็นทหารปรัสเซียเสียอีก ชีวิตมาตกถังข้าวสารเมื่อเขามาได้กับเคาน์เต็ส ซึ่งเป็นม่ายสาว ชีวิตเขาขึ้นสู่จุดสูงสุด ทั้งเงินทอง และได้บรรดาศักดิ์เป็น แบรี่ ลินดอน แต่ว่านิสัยไพร่ก็คงเป็นไพร่อยู่ดีละกระมัง ก็เลยทำให้เขาได้กระทำการหลาย ๆ อย่าง ที่นำความวิบัติมาให้ในชีวิต จนชีวิตตกต่ำลงถึงขีดสุด และเขาได้บทเรียนชีวิตอย่างเจ็บปวด คูบริคใช้ดนตรีคลาสสิกโบราณ ที่ไม่ทราบชื่อคนแต่ง คือ La Folia ใช้ประกอบตลอดทั้งเรื่อง โดยเรียบเรียงไปในแนวทางต่าง ๆ หลายแนว น่าสนใจที่เขาเลือกใช้เพลงนี้ เพราะว่าเพลงคลาสสิกในยุคบาโรค ซึ่งเป็นยุคโบราณยุคหนึ่งของดนตรีคลาสสิกนั้น มีหลายร้อยเพลง แต่เขาก็เลือกใช้เพลงนี้ ซึ่งให้อารมณ์และพลังต่อหนังเรื่องนี้อย่างประหลาด
หนังเรื่องสุดท้ายที่จะพูดถึง และเป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิตของคูบริค ก็คือ Eye Wide Shut เพราะพอกำกับเสร็จก็หัวใจวายตายไปเสียก่อนที่หนังจะฉาย หนังเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดมากอีกเช่นกัน เพราะตอนฉายก็ฮือฮาพอสมควร เนื่องจากได้ ทอม ครูซ และนิโคล คิดแมน คู่ผัวตัวเมียในขณะนั้น มาแสดงเป็นผัวเมียกันในเรื่อง หนังแสดงให้เห็นความอยาก ความดำมืด ความต้องการภายในจิตใจ ซึ่งรนหาที่จนเกือบจะได้เรื่อง ดนตรีที่ใช้ เขานำดนตรีคลาสสิกหลาย ๆ บท เปิดเรื่องด้วย วอลซ์ ของชอสตาโควิช ซึ่งมีความโรแมนติก แต่แฝงความลึกลับไว้อย่างประหลาด อีกบทที่น่าสนใจก็คือ เพลงเปียโนที่มีโน้ตง่าย ๆ ไม่กี่โน้ต ของจอร์จี้ ลิเกติ (Ligeti) คีตกวีสมัยใหม่ชาวฮังกาเรียน น่าสนใจมาก ๆ เพราะลิเกติ ไม่ใช่คีตกวีในกระแสนิยม แต่คูบริคก็รู้จักเลือกและนำมาใช้ งานเปียโนง่าย ๆ ชิ้นนี้ ให้ความรู้สึกถึงความดำมืดของจิตใจอย่างประหลาด ผมจะพูดถึงหนังแต่ละเรื่องโดยละเอียดอีกทีหนึ่ง ว่าใช้เพลงคลาสสิกเพลงใดบ้าง ส่วนที่กำลังได้ยินอยู่นี้ ก็คือ แจ๊ส สวีท ของชอสตาโควิช ที่นำมาประกอบเรื่อง Eye Wide Shut นี้เอง |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||