พิมพ์หน้านี้
|
![]() เมื่อหลายปีก่อนไอ้เพื่อนซี้ผมคนหนึ่งมันฝากหนังสือไว้กับผมประมาณเกือบ 50 เล่ม ฝากไว้ตั้งแต่สมัยผมยังอยู่ห้องเช่าเล็กๆ ตั้งใจว่าว่างๆ จะหยิบหนังสือของมันขึ้นมาอ่านเล่นสักหน่อย เห็นท่าทางจะหนักหัวดี (ดูแว๊บมันเป็นหนังสือแนวปรัชญาทั้งน้าน..) แต่จนแล้วจนรอดด้วยนิสัยที่ไม่ได้เป็นคนรักการอ่านอย่างมัน หนังสือพวกนั้นมันก็กองอยู่อย่างนั้นแหละครับ.. จนผมมีบ้านอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว (บ้านที่ต้องผ่อนจนตาเหลือกทุกเดือน) นั่นแหละ ผมได้ขนหนังสือของไอ้เพื่อนเกลอคนนี้ไปไว้ในห้องทำงาน เรียงไว้ให้หยิบง่าย ว่างวันไหนจะได้หยิบขึ้นมาอ่าน... จนเวลาผ่านไป 1 ปีเต็มที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านใหม่ผมก็ยังไม่ได้หยิบมันขึ้นมาอ่านสักที จนกระทั่งถึงวันที่บ้านเมืองสงบ ปลอดโป่งโล่งยังกับใส่วิสเป่อร์ (ใส่แล้วเป็นไงก็ไม่รู้หรอกนะครับเห็นในโฆษณาเขาว่าเบาสบาย) และไอ้ที่ว่าบ้านเมืองสงบปลอดโป่งน่ะไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็ไอ้โทรทัศน์เพื่อนยากของผมมันดันเสียมาซะ 2 อาทิตย์แล้ว ผมก็เลยไม่ได้ดูข่าวคราวบ้านเมืองอะไรในเวลาที่ผมอยู่บ้าน ก็เลยรู้สึกปลอดโปร่ง สงบร่มเย็นดังที่กล่าวมา พอใจสงบแล้ว นานเข้าก็ต้องหาอะไรทำ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าเคยคิดจะอ่านหนังสือกองนั้นก็เลยขึ้นไปค้นดูที่ห้องทำงาน รื้อออกมาได้เล่มที่อยากอ่านหลายเล่ม และเล่มที่นึกอยากอ่านก่อนก็คือ "เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ ว่าด้วยการเขียน" แปลโดยเชน จรัสเวียง เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ปาปิรัส หนาแค่ 160 กว่าหน้า เล่มเล็กดี และผมก็เคยอ่านและเคยดูหนังแอนนิเมชั่นเรื่อง "The Old Man and The Sea" มาก่อนก็เลยต้องเริ่มด่วยเล่มนี้ (อย่าคิดว่าผมเป็นนักอ่านงานของแฮมมิงเวย์ตัวยงนะครับ เพราะผมเคยอ่านแค่เล่มนั้นเล่มเดียวเท่านั้นแหละ) "เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ ว่าด้วยการเขียน" ไม่ใช่วรรณกรรมของลุงเฮมมิงเวย์หรอกครับ แต่เป็นหนังสือที่รวบรวมจดหมาย บทสัมภาษณ์ และความคิดเห็นเกี่ยวกับงานเขียนของลุงแกเอง รวบรวมโดยชาร์ลส์ สคริบเนอร์ จูเนียร์ อ่านแล้วทั้งขำทั้งแสบทั้งคันเลยเอามาเล่าให้ผู้อ่านในบล็อกนี้ได้อ่านกันสักนิดสักหน่่อย ลองมาอ่านกันดูครับ เขาคัดตัดช่วงเอามาเป็นท่อนๆ สั้นๆ ครับ เริ่มที่อันนี้ก็แล้วกัน แล้วก็ยังมีความลับอีกอย่างหนึ่ง ความลับนี้ก็คือการไม่เขียนให้เป็นสัญลักษณ์อะไรทั้งนั้น ทะเลก็คือทะเล ชายเฒ่าก็คือชายเฒ่าธรรมดาสามัญผู้หนึ่ง เด็กหนุ่มก็คือเด็กหนุ่มธรรมดาเรานี่แหละ ปลาน่ะก็คือปลาจริงๆ ตรงๆ ฉลามก็คือฉลามจริงๆ ตรงๆ อีกเหมือนกัน ไอ้เรื่องสัญลักณ์ห่าเหวที่ผู้คนพูดกันน่ะแม่งส้นมือทั้งเพ สิ่งที่ไกลไปกว่านั้นก็คือสิ่งที่คุณเห็นเมื่อคุณรู้อยู่แล้ว ถึงเบอร์นาร์ด เบเรนสัน 1952 รวมจดหมายฉบับคัดสรรแล้ว หมดกัน "The Old Man and The Sea" ของผม ลุงแกสับซะ.... ผมว่าแกปากแข็งมากกว่า ดูอันต่อไปครับ ความเอาจริงเอาจังที่จริงแท้นั้นเป็นหนึ่งในสองประการที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการเขียน ความจำเป็นที่ยิ่งยวดอีกประการหนึ่งนั้น โชคร้ายเหลือเกิน มันเสือกเป็นสติปัญญา บาย-ไลน์ : เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ อื่ม.... ลองดูอีกอันครับ นักเขียนที่ไม่มีความสำนึกในเรื่องความยุติธรรมและความอยุติธรรมนั้นควรจะไปเป็นสาราณียกรหนังสือรุ่นในโรงเรียนเด็กปัญญาอ่อนมากกว่าจะมาเขียนนวนิยาย จากยอร์จ พลิมตัน แอน อินเตอร์วิว วิธ เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ เธอะ ปารีส รีวิว 18 ฤดูใบไม้ผลิ 1958 ใครอย่าร้อนตัวนะครับอันนี้ กับงานข่าวก็เช่นกัน ผมว่านะ ...ความสำนึกในเรื่องความยุติธรรมและความอยุติธรรมนั้น... ดูกันต่อครับ
พวกนักวิจารณ์...ผมขอเรียกคนพวกนี้ว่าขันทีแห่งวรรณคดี คนหนุ่มผู้สนใจในงานเขียน : อาจารย์สอนการเขียนในมหาลัยเขาบอกว่าเขียนอย่างนั้นไม่ได้นี่ครับ เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ : ฉันไม่รู้หรอกว่าอาจารย์นายเขาว่าอย่างไร ฉันเคยเข้ามหาลัยกะเขาเสียที่ไหน แต่ถ้าหากลูกอีดอกตัวไหนมันเขียนหนังสือเป็นจริงๆ แล้วละก้อมันคงไม่ไปสอนการเขียนอยู่ในมหาลัยหรอก โอ้ว...อันนี้แรง สองท่อนบนนี้ผมคัดมาจากปกหลัง ยังอ่านในเล่มไปไม่ถึงเลยไม่รู้ที่มาครับ ขออีกสักประโยคที่แกพูดถึง "The Old Man and The Sea" ซึ่งก่อนอันแรก 1 ปีครับ นี่คือร้อยแก้วชิ้นที่ผมพยายามเขียนมาทั้งชีวิต ชายเฒ่ากลางทะเลลึกนี่เป็นร้อยแก้วที่อ่านง่ายและดูเรียบๆ และมีขนาดสั้นแต่แม้กระนั้นก็มีมิติของโลกที่มองเห็นได้รวมทั้งโลกของจิตใจมนุษย์ด้วย มันเป็นร้อยแก้วที่ดีเท่าที่ผมเขียนได้ในเวลานี้ ถึงชาร์ลส์ สคริบเนอร์ 1951 รวมจดหมายฉบับคัดสรรแล้ว รู้สึกดีหน่อยครับอันนี้ พอแค่นี้แล้วกันนะครับ อ่านตัวหนังสือบนหน้าจอคอมฯ มากๆ มันจะเครียดครับ ว่ามะ ผมก็จะไปอ่านต่อ แว๊บ..........
อ่อ.. ที่ขั้นหนังสือ เก็บไว้จนเหลือง ค้นเจอเมื่อเช้านี้ครับ |