วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน 2551
แก้รธน.'ประดาบก็เลือดเดือด'
Posted by
ท่านจันทร์
,
ผู้อ่าน : 165
, 07:49:25 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เปลวสีเงิน แก้รธน.'ประดาบก็เลือดเดือด' 17 เมษายน 2551 กองบรรณาธิการ ครับ..แล้วสาดน้ำสงกรานต์ก็ผ่านไป จะต่อด้วยเทศกาลสาดเลือดแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ เท่าที่ฟัง..ก็ ๕๐-๕๐ ส่วนน้ำหนักจะเทไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งนั้น ขึ้นอยู่กับ "พลังประชาชน" ว่าจะแก้ด้วยเจตนาแบบไหน แบบล้างผลาญ หรือว่าแบบสร้างสรรค์? แบบล้างผลาญ ก็ด้วยถือดีในอำนาจและพวกมาก พลังประชาชน กับ ๕ พรรคร่วมรัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญกันเอง เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใช้กันเอง "ตามใจชอบ" แล้วก็จะใช้ "สภาเป็นตรายาง" ประทับรับรอง ด้วยถือดีใน "ปริมาณข้างมาก" ตามจิตสำนึกสไตล์ "ประชาธิปไตยระบอบทักษิณ" -การแก้รัฐธรรมนูญตามนัยนี้ คือพรรครัฐบาลทำผิด ตกเป็นผู้ต้องหาคดียุบพรรคแล้วโวยวายว่า "รัฐธรรมนูญผิด พรรคตัวเองไม่ผิด" แล้วถือดีในอำนาจแก้กฎหมายให้พรรคไม่ต้องรับผิด ก็ดี -การแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ยอมสอบถามความเห็นประชาชน ทั้งไม่ยอมตั้งคณะกรรมาธิการจากผู้รู้หลากหลายเข้ามาทำหน้าที่ยกร่างฯ และไม่ยอมให้นักการเมืองร่วมสภาฯ ที่เป็นฝ่ายค้านมีสิทธิ์-มีเสียงร่วม ก็ดี -การแก้รัฐธรรมนูญที่ใช้ยังไม่ถึงปี ซ้ำยังไม่พบว่ามีปัญหาใดๆ ในการใช้ นอกจาก "ผิดใจ-ผิดประโยชน์" รัฐบาลเท่านั้น ถือว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องแก้ แต่ดันทุรังจะแก้กัน ก็ดี -การเจาะจงแก้เฉพาะมาตราที่พรรครัฐบาลตกเป็นผู้ต้องหาทุจริตเลือกตั้ง อันมีโทษถึงยุบพรรค คือ มาตรา ๒๓๗ ด้วยหวังใช้กฎหมายที่แก้ใหม่นี้ไปเป็นคุณกับตัวเองในการพิจารณาคดีในศาล ก็ดี -การเจาะจงแก้บทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๙ หวังให้ คตส.เป็นองค์กรเถื่อนนอกรัฐธรรมนูญ เพื่อคดีทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ คตส.ทำอยู่ทั้งหมด ต้องเป็นโมฆะ ก็ดี -หวังให้คำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์ ๑๑๑ กก.บห.๕ ปีต้องตกไป บนเงื่อนไข-ถ้าตัดมาตรา ๓๐๙ นี้ เท่ากับประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ ๒๗ เป็นคำสั่งที่ไม่มีผลทางปฏิบัติ พรรคไทยรักไทย และ ๑๑๑ กก.บห.นำทีมโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะได้สิทธิ์กลับมาเหมือนเดิม ก็ดี เหล่านี้คือ "เจตนารมณ์" ในการแก้รัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน และเหล่าท่านคิดกันหรือว่า ประชาชนผู้รัก "ประชาธิปไตยคุณธรรม" ทั้งหลาย จะยอมให้พรรคนอมินีทักษิณ "หักหาญ" ใช้พวกมากลากเอาบ้าน-เอาเมืองไปกินได้ง่ายๆ เช่นนี้? คนพลังประชาชนนั่นแหละอ้างว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ บอกให้แก้ได้ ทีเห็นช่องได้ประโยชน์ก็กอดรัฐธรรมนูญแน่นเชียว แต่มาตราไหนที่ไม่เป็นคุณกับทักษิณและพรรคตัวเองละก็ โวยแหลก..ไอ้นี่มันรัฐธรรมนูญที่เผด็จการตั้งธงให้เขียนบ้างละ มันสุมหัวกันเขียนเป็นหลุมดักไว้บ้างละ เนี่ยะ..ไอ้พวกที่เลือกอ่านรัฐธรรมนูญเฉพาะมาตราตัวเองมีได้-มีเสีย ทีอย่างนี้ละก็..พอชาวบ้านเขาท้วงติงว่า การแก้แบบมูมมามเศษอาหารย้อยมุมปากเช่นนี้..น่าเกลียด ก็เอาสีข้างเข้าถู โดยยกมาตรา ๒๙๑ อันว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาอ้างเป็นความชอบธรรมว่า "ทำได้" โดยลืมไปสนิทว่า ทั้งการใช้และการเขียนรัฐธรรมนูญ นั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ "เจตนา"! ไม่ใช่ตะแบงตามบรรทัดตัวหนังสือไปเรื่อยเปื่อย คนบางคนนะ เคยเป็นครูบาอาจารย์กฎหมายแท้ๆ แต่พอเจอเศษอาหารที่เขาโละตู้เย็นมาทำบุฟเฟต์หน่อยเดียว ถึงกับยอมขายเกียรติศักดิ์แห่งสถาบันเข้าแลก ซึ่งผมไม่เชื่อว่านักกฎหมายระดับนี้จะยอมทำไปด้วย "โง่บริสุทธิ์" แต่คงด้วย "รู้ทั้งรู้" และเต็มใจตะแบงทำ ด้วยแทงหวยการเมืองเพื่ออนาคตตัวเองขาดแล้วว่า ทางทักษิณคือ..ทางผู้ชนะ! "นักกฎหมายตกคำนวณ" ก็ประมาณนั้น อย่างที่บอกแต่แรก รัฐธรรมนูญนั้น ทั้งการเขียน-การใช้ องค์ประกอบหลักคือเจตนา เมื่อพลังประชาชนอ้างความชอบธรรมว่าแก้รัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา ๒๙๑ อย่างนั้น ก็ช่วยพลิกไปมาตรา ๒๗๐ ในส่วนที่ว่าด้วย "การถอดถอนจากตำแหน่ง" ดูด้วย มาตรา ๒๗๐ ว่าอย่างนี้ มาตรา ๒๗๐ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้ ผู้เจาะจงแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ และมาตรา ๓๐๙ ด้วยเจตนาซ่อนเร้นครั้งนี้จงทราบ พฤติกรรมอย่างนี้เข้าข่าย "ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" ส.ส. ๑ ใน ๔ หรือประชาชน ๒ หมื่นคนเข้าชื่อร้องต่อ "ประธานวุฒิสภา" ให้ถอดถอนได้! ใช้รัฐธรรมนูญ ใช้กฎหมาย นอกจากให้ตรงตามบทบัญญัติแล้ว ยังต้องให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ด้วย ถ้าสักแต่ว่า "มีเสียงข้างมาก" ในสภาฯ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ เสร็จแล้วปั๊มยี่ห้อสภาฯ ถือว่า "ถูกต้อง-ชอบธรรม" อย่างนั้นไม่ใช่ปรัชญา "ประชาธิปไตย-คุณธรรม" มันเป็นปรัชญา "ประชาธิปไตย-เดมาก็อก" หรือประชาธิปไตยระบอบทักษิณ นั่นแหละ! ผมเคยบอกตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่า การเลือกตั้ง ๒๓ ธันวา ๕๐ ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่การเลือกเพื่อได้ ส.ส. ได้นายกฯ ได้ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน เท่านั้น แต่มันเป็นเลือกตั้งเพื่อ "ชิงอำนาจ-ยึดประเทศ" โดยตรง! ลองปล่อยให้แก้ ๒-๓ มาตรานี้ได้ตามใจชอบ ต่อไป..มีอะไรรับประกันว่า มันจะ "ไม่แก้-ไม่เขียนรัฐธรรมนูญ" เหิมเกริม-เพิ่มพูน เอากันตามใจชอบหนักข้อขึ้นไปกว่านี้?! นี่มันแค่หยั่งเชิงดูท่าทีสังคมหรอกว่าจะรู้ทัน จะรู้ร้อน-รู้หนาว จะเป็นใจ-ไม่เป็นใจฝ่ายเขามากน้อยซักแค่ไหน? ถ้าไม่ต้านกันไว้แต่ต้นลม ปล่อยถึงปลายลม "สังคมไทย" ก็เปลี่ยนทิศใหม่แล้ว! จำได้มั้ย ความคิดปุบปับ "แก้รัฐธรรมนูญ" เกิดขึ้นตอนไหน ก็เกิดตอนนายยงยุทธ ติยะไพรัช ถูกใบแดง นายสมัครประกาศโผงผางเลยว่า ต้องแก้มาตรา ๒๓๗ ให้เสร็จทันใช้ในการพิจารณาคดีในศาล เพื่อใช้กฎหมายที่แก้แล้วนี้ "ย้อนหลัง" ในทางเป็นคุณ โดยย้อนเกล็ดว่าตุลาการรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยเอาโทษย้อนหลัง ในคดียุบพรรคไทยรักไทยได้ เขาก็ต้องรีบแก้เพื่อ..เอาอย่างนั้นได้บ้าง ตรงนี้ก็ส่อชัดถึงเจตนาในการแก้รัฐธรรมนูญแล้วว่า "แก้เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง" หรือแก้ตามทำนองคลองธรรมเพื่อ "สังคมรวม" ในโอกาสต่อไปข้างหน้า หรืออย่างที่ "นายชูศักดิ์ ศิรินิล" รัฐมนตรีมือกฎหมายของรัฐบาล เคยอ้างเหตุตัดทิ้งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ ทำนองว่า เพื่อประโยชน์ทางแง่กฎหมาย สำหรับยกขึ้นต่อสู้คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณในศาล ชัดหรือยังล่ะว่า พลังประชาชนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อชาติ หรือเพื่อทักษิณ? อย่างนี้ต้อง..ถอด!! แต่ระยะนี้ได้ยินพูดกันถึงเรื่องราหูยก อังคารยก พฤหัสฯ ยก อยู่ว่างๆ หยุดราชการตั้ง ๕ วัน ผมก็เลยเอาเลข ๒๓๗ มาบวกกันดู ปรากฏว่าได้ ๑๒ และ ๑+๒ = ๓ ๓๐๙ เหมือนกัน เอามาบวกกันดู ได้ ๑๒ อีกนั่นแหละ ๑+๒ = ๓ เลข ๓ ดาวอังคารครับ ใกล้ๆ จะยกลงไปเล็งกับราหูอยู่รอมร่อ แบบนี้ต้องตระเวนสะเดาะเคราะห์-ต่อชะตาเพิ่มอีกซัก ๙๙ วัด ถึงจะค่อยอุ่นใจว่า..บารมีคุ้ม-คลุมไปถึงลูกสมุนด้วย ก็ย้ำเป็นครั้งที่ร้อยนะครับ รัฐธรรมนูญนั้น-แก้ได้ แต่ต้องไม่แก้เพื่อตัวเอง ควรจะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นศึกษาทั้งฉบับ ฟังเสียงชาวบ้านด้วยว่าต้องการแบบไหน อย่างไร แล้วตั้งคณะยกร่างฯ ขึ้นใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ต้องหาเป็นผู้แก้กฎหมาย เอาให้มันเนี้ยบ จะ ๖ เดือน หรือ ๑ ปีเสร็จ ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหา..พลังประชาชนอย่า "ชงเอง-กินเอง" เป็นอันขาด
|