ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ที่สุมด้วยไม้ ๑๐ เล่มเกวียนบ้าง ๒๐ เล่มเกวียนบ้าง ๓๐ เล่มเกวียนบ้าง บุรุษไม่ใส่หญ้าแห้ง โคมัยแห้ง และไม้แห้ง เข้าไปในกองไฟนั้นทุกๆ ระยะ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ กองไฟใหญ่นั้นไม่ได้อาหารอย่างนั้น ไม่ได้เชื้ออย่างนั้น พึงดับไป เพราะสิ้นเชื้อเก่า และไม่เติมเชื้อใหม่ อุปมานี้ฉันใด อุปมัยก็ฉันนั้น เมื่อภิกษุพิจารณาเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย ที่เป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวล มีได้ด้วยประการฉะนี้ (สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๑๖/๕๒ ) ไฟ คือ กิเลส ฟืน คือ ปัจจัย การดับไฟด้วยการไม่ใส่ฟืน จึงเป็นการดับที่ฉลาด เพราะธรรมชาติของกิเลสล้วนมีความไม่เที่ยงแท้คงทน การหมั่นพิจารณาเห็นโทษของกิเลสที่แอบแฝงอยู่ในจิตของตนอย่างตรงไปตรงมา และพิจารณาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้ถอนจิตออกจากอารมณ์กิเลสได้ การใช้ปัญญาแผดเผากิเลสนั่นแหละ คือการเอาชนะกิเลสอย่างถึงพริกถึงขิง อย่างถอนรากถอนโคน อย่างสิ้นเชื้อไม่เหลือชาติ ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า พึงเอาชนะกิเลสตัณหา ด้วยปัญญาอันยิ่ง แรกเริ่มเดิมที กิเลสจะมีมากมายปานใดก็ตาม ถ้าเราใช้สติและปัญญาพิจารณากิเลสใน จิตให้เห็นอาการ อ่านอารมณ์ ตามความเป็นจริง เห็นให้ชัดถึงความทุกข์ของกิเลสใน จิต โยงใยไปยังเหตุเกิดของกิเลสแต่ละตัว ยิ่งถ้าได้เห็นโทษของเหตุปัจจัยแห่งกิเลส ก็จะเป็นการตัดช่องทางสร้างเชื้อได้อย่างแน่ชัด การไม่เติมเชื้อใหม่ให้กับกองไฟแห่งทุกข์นี่แหละ จะช่วยให้ได้ดับทุกข์โดยแท้ พิจารณาจากพระไตรปิฎกข้างต้น ทำให้เห็นว่าการหมั่นพิจารณาเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน ย่อมเป็นประตูบานแรกที่จะช่วยให้เดินออกไปจากการเดินวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารอยู่ยาวนานหนักหนา กองไฟใหญ่น้อยจงถอยหนี เชื้อไฟมิให้มีก็มอดหมด เชื้อเก่าเผาเกลี้ยงมิเลี่ยงลด เชื้อใหม่ไม่ปรากฏก็หมดกันดับไฟ ถึงที่สุดต้องหยุดเชื้อ ดับทุกข์ ไม่เบื่อต้องบากบั่น ดับกิเลสด้วยปัญญาสารพัน ดับทุกวันทุกคืนจิตตื่นโพลง 0 ท่านจันทร์ 0 www.prajan.com |