• ประมวล
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : pramaul@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-06
  • จำนวนเรื่อง : 50
  • จำนวนผู้ชม : 15161
  • จำนวนผู้โหวต : 69
  • ส่ง msg :
ประมวล
เราจะรวบรวมสิ่งดีดีไว้ที่นี่ ลอกมาบ้าง เขียนเองบ้าง อย่าว่ากัน ทำเพื่อสังคม.....
Permalink : http://www.oknation.net/blog/pramaul
วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551
เจ้าน้อยศุขเกษม เจ้าชายผู้มีรักเดียว
Posted by ประมวล , ผู้อ่าน : 153 , 19:23:42 น.  
พิมพ์หน้านี้


เจ้าน้อยศุขเกษม เจ้าชายผู้มีรักเดียว

 
kentaro-t493287.jpg

เจ้าน้อยศุขเกษม เจ้าชายผู้มีรักเดียว
 
เมื่อเจ้านายในล้านนาสูญเสียทั้งอำนาจในการปกครองและรายได้จากการค้าไม้สัก อำนาจของสยามในล้านนาก็นับวันเพิ่มขึ้น ๆ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ถึงแก่พิราลัยในปี ๒๔๔๐  
 
พระธิดาที่ถูกเรียกลงเป็นเจ้าจอมที่บางกอกเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๐) คือเจ้าดารารัศมีก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเผาศพพระราชบิดา และแผ่นดินเชียงใหม่ก็ไม่มีเจ้าผู้ครองนครเพราะสยามไม่แต่งตั้งผู้ใด นั่นคือช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๑ - ๒๔๔๒
 
และช่วงเวลานั้นเอง (พ.ศ. ๒๔๔๑) ที่เจ้าแก้วนวรัฐ - ราชบุตรของเจ้าอินทวิชยานนท์์ และเป็นราชบุตรที่ไม่รู้ว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าผู้ครองนครต่อจาก พ่อหรือไม่ ก็ได้ส่งราชบุตรคือ เจ้าน้อยศุขเกษมวัย ๑๕ ปี ไปเรียนที่โรงเรียน St. Patrick's School โรงเรียนกินนอนชายซึ่งเป็นคาธอลิคในเมืองเมาะละแหม่ง โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งในปี พ.ศ. ๒๓๘๕  
 
ทำไมเจ้าราชบุตรจึงส่งลูกชายไปเรียนที่นั่น กล่าวกันว่าเจ้าแก้วนวรัฐค้าไม้สักกับพม่าเมืองเมาะละแหม่งจนสนิทสนมเป็นอัน ดีกับเศรษฐีพ่อค้าไม้ชาวพม่าคนหนึ่งชื่อ อูโพดั่ง เจ้าน้อยศุขเกษมนั่งช้างจากเชียงใหม่ไปถึงเมาะละแหม่งได้พักที่บ้านพ่อค้าอู โพดั่งในช่วงวันหยุด วันเรียนหนังสือก็อยู่ที่โรงเรียนกินนอน
 
จนเมื่อปี ๒๔๔๕ หนุ่มน้อยศุขเกษมวัย ๑๙ ปีไปเที่ยวตลาดไดวอขวิ่น ซึ่งเป็นตลาดห่างจากบ้านพ่อค้าอูโพดั่ง ก็ได้พบและหลงรักสาวน้อยวัย ๑๕ ปี นาม "หมะเมียะ" (ภาษาพม่าแปลว่ามรกต) สาวหมะเมียะ ขายบุหรี่เซเล็ก (ภาษาพม่าแปลว่ายามวน) ก็รักเจ้าชายหนุ่มน้อยจากเชียงใหม่เช่นกัน
เมื่อความรักเพิ่มพูนกลายเป็นความมุ่งมั่นและความผูกมัด วันหนึ่ง ทั้งสองก็ชวนกันขึ้นไปไหว้พระเจดีย์ไจ้ตาหล่านอันเป็นที่เคารพสูงสุดของชาวเ มือง สาบานว่าจะครองรักกันไปตราบสิ้นลม และถ้าผู้ใดผิดคำสาบานก็ขอให้มีอันเป็นไป
 
เมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมอายุ ๒๐ ปีกลับบ้านพร้อมกับหมะเมียะวัย ๑๖ ที่ปลอมตนเป็นชายร่วมเดินทางมาด้วย ฝ่ายชายก็พบว่าเจ้าพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าราชบุตร ส่วนเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ใหม่คือ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาของเจ้าพ่อ
เจ้าน้อยศุขเกษมได้พบว่าผู้เป็นพ่อและแม่ได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ลูกเจ้านายในเชียงใหม่ไว้รอท่าแล้ว และครั้นทราบว่าลูกชายรักและได้สามัญชนชาวพม่าเป็นเมีย วิกฤตการเมืองก็เกิดขึ้นทันที และเจ้านายในเชียงใหม่ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้หนุ่มสาวแยกทางกัน และผลักดันให้หมะเมียะต้องกลับเมืองเมาะละแหม่งเพียงสถานเดียว
 
หลายปีมานี้ มีบทความและเพลงพูดถึงเรื่องนี้หลายราย หลากหลายความคิดเห็น แต่ผู้เขียนเห็นว่าในสถานการณ์ดังกล่าว เจ้าน้อยศุขเกษมไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากหนทางที่ได้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ กล่าวคือ
 
ในทัศนะของฝ่ายสยาม เจ้าราชบุตรทำไม่ถูกต้องที่ส่งลูกชายคือเจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนที่พม่าในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ เพราะขณะนั้นสถานการณ์เริ่มคับขันแล้ว สยามกำลังจะยกเลิกฐานะเมืองขึ้นของล้านนาและรวมล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของส ยาม มีข่าวว่าเจ้านายล้านนาหลายคนไม่พอใจอำนาจท้องถิ่นที่ถูกสยามลิดรอน เจ้าดารารัศมีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเคารพและเผาพระศพพระบิดาในปี ๒๔๔๐ และน่าเชื่อว่าเจ้าราชบุตรส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนหนังสือที่พม่าโดยมิได้ แจ้งหรือปรึกษาหรือขออนุมัติจากสยาม
 
ในด้านล้านนา ฝ่ายพ่อแม่ของเจ้าน้อยศุขเกษมอาจโกรธขึ้งที่ลูกชายได้สาวพม่าเป็นภรรยา โดยไม่บอกกล่าวหรือขออนุญาตจากพ่อแม่ก่อน ฝ่ายผู้ใหญ่ของเจ้าหญิงบัวนวลก็ย่อมไม่พอใจและเสียหน้าที่เจ้าน้อยศุขเกษมมี ภรรยาแล้ว ทำให้แผนการแต่งงานระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและเจ้าหญิงบัวนวลต้องสิ้นสุดลง
 
แต่ปมปัญหาสำคัญที่สุดคือ เจ้าราชบุตรไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องส่งตัวหมะเมียะกลับพม่า เพื่อแสดงให้สยามเห็นว่าแม้ตนเองได้ทำผิดที่ส่งลูกชายไปเรียนที่พม่า แต่ต่อจากนี้ไป ล้านนาจะต้องไม่มีสัมพันธ์ใด ๆ กับพม่าอีก สัมพันธ์รักระหว่างลูกชายกับสาวพม่าจะต้องยุติอย่างเด็ดขาด
 
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าฉากความรักและความอาลัยระหว่างหนุ่มสาวในตอนเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษา ยน พ.ศ. ๒๔๔๖ จะโศกเศร้าสะเทือนใจจนใครต่อใครที่พบเห็นร้องไห้ตามเพียงใดก็ตาม แต่เรื่องจริงเรื่องนี้ก็ต้องจบลงเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องของกรรมเวร ไม่ใช่ศักดินาที่ต่างกันระหว่างคนรักทั้งสอง และไม่ใช่เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ต่างกัน หรือประเพณี แต่เป็นปัญหาการเมือง
 
การเมืองที่สยามกำลังกำหนดเส้นทางเดินของล้านนา และเจ้าราชบุตรเลือกที่จะเป็นฝ่ายยอมจำนน การเมืองที่พ่อส่งลูกไปเรียน ด้วยหวังว่าลูกจะมีความรู้ในเรื่องภาษาอังกฤษ สถานการณ์การเมืองในพม่าและนโยบายของอังกฤษ เพื่อลูกจะได้กลับมามีบทบาทในล้านนาต่อไป (ไม่มีหลักฐานว่าเจ้าราชบุตรมีความคิดทางการเมืองอย่างใด) แต่แล้วความรักที่เกิดขึ้นและขัดแย้งกับปัญหาการเมืองก็ต้องพ่ายแพ้แก่การเม ืองในที่สุด
 
เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2545 ที่ผ่านมา นักวิชาการชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่งซึ่งสนใจเรื่องหนุ่มศุขเกษมและสาวหมะเมียได ้ไปเยือนเมืองเมาะละแหม่ง เธอคือ รศ.จีริจันทร์ ประทีปะเสน เส้นทางที่ปิดระหว่างเมียวดีกับเมาะละแหม่งทำให้คนไทยที่สนใจจะไปเยือนเมาะล ะแหม่งต้องบินจากฝั่งไทยไปที่นครย่างกุ้ง แล้วนั่งรถยนต์หรือรถไฟย้อนกลับมา
น่าเสียดายที่อาจารย์จีริจันทร์ไปถึงเมืองเมื่อค่ำแล้ว และต้องเดินทางจากเมืองตอนสายวันรุ่งขึ้น แต่กระนั้น ในความมืดของคืนนั้นและความสลัวรางของเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อาจารย์ก็ได้เห็นหลายสิ่งที่น่าตื่นใจ และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการเดินทางของเธอครั้งต่อไปและของผู้สนใจศึกษารุ่นต ่อไป
 
อาจารย์เล่าว่า ค่ำคืนนั้น เธอได้ขึ้นไปที่วัดไจ้ตาหล่าน เมื่อขึ้นไปถึงลานกว้างหน้าพระเจดีย์ ขณะที่เธอกำลังไหว้พระเจดีย์สีทองอร่าม มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งเคยงกันอยู่ไม่ไกลนักกำลังไหว้พระเจดีย์เช่นกัน ลานนี้เองเมื่อ ๙๙ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๔๖) ที่หนุ่มเชียงใหม่กับสาวพม่าคู่หนึ่งนั่งเคียงกันไหว้พระเจดีย์เบื้องหน้า และสัญญาต่อกันและต่อหน้าพระเจดีย์ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันตราบฟ้าสิ้นดิ นสลาย
เมื่ออาจารย์พบพระรูปหนึ่งและถามถึงแม่ชีของวัดนี้ ท่านได้พาเธอไปพบเจ้าอาวาสซึ่งมีอายุราว ๖๐ ปี ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าวัดนี้เคยมีแม่ชีคนเดียวเมื่อนานมาแล้ว กล่าวคือเมื่อท่านเริ่มบวชเณรอายุ ๑๘-๑๙ ปีประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๕ ที่วัดมีแม่ชีชรารูปหนึ่ง ชื่อ ด่อนังเหลี่ยน อายุ ๗๐ ปีเศษ และหลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีก็เสียชีวิต
เจ้าอาวาสเล่าว่าท่านได้ยินว่าแม่ชีผู้นี้บวชชีตั้งแต่เป็นสาว เป็นแม่ชีที่ชอบมวนบุหรี่ และมีคนมารับไปขายเป็นประจำ แม่ชีได้บริจาคเงินให้วัดสร้างศิลาจารึกเป็นภาษามอญมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุ ทธประวัติ ที่ยังคงเก็บไว้ที่วัด
 
เจ้าอาวาสเล่าว่าห้องพักของแม่ชียังคงอยู่ หม้อข้าวและเครื่องใช้บางอย่างก็ยังคงอยู่
อาจารย์จีริจันทร์คิดว่าแม่ชีด่อนังเหลี่ยนคือหมะเมียะ เพราะเป็นที่รู้กันที่เชียงใหม่ว่าหลังจากที่หมะเมียะถูกพรากจากเจ้าน้อยศุข เกษม เธอก็ไปรอชายคนรักที่เมืองเมาะละแหม่ง ไม่ได้รักใครอีก หลังจากนั้น เธอได้กลับมาที่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งเพื่อมาพบเจ้าน้อยศุขเกษม
 
ในตอนนั้น เจ้าน้อยแต่งงานแล้วก็กับเจ้าหญิงบัวชุม ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าดารารัศมีและพิธีสมรสจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าน้อยทราบว่าหมะเมียะมารอพบที่บ้านเชียงใหม่ เจ้าน้อยศุขเกษมไม่ยอมออกมาพบ แม้ว่าหมะเมียะจะรออยู่นานแสนนาน โดยที่เจ้าน้อยได้ฝากเงินให้ ๘๐๐ บาทและแหวนทับทิมที่ระลึกวงหนึ่งหลังจากนั้น หมะเมียะก็กลับมาบวชชีที่วัดใหญ่ในเมืองเมาะละแหม่งจนสิ้นชีวิต
 
แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะถึงแก่พิราลัยในอีก ๑๐ปีหลังจากการพลัดพรากในปี ๒๔๔๖ และหมะเมียะจะสิ้นชีวิตอีก ๕๙ ปีหลังจากนั้น แต่กล่าวสำหรับเจ้าน้อยศุขเกษมชีวิตของเขาจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปีนั้น ปีที่เขาถูกการเมืองทำลายความรักและเขาได้ละเมิดคำสัญญาที่เขามีไว้กับหญิงส าวที่เขารัก ๑๐ปีหลังจากนั้นที่เขามีชีวิตเหลืออยู่ก็มีเพียงกายที่เดินไปมา และกายที่คอยแต่ดื่มสุรา ดื่มเพื่อที่จะลืมอดีต ดื่มจนทำให้กายนั้นหยุดทำงานก่อนวัยอันควร
 
แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะเสียชีวิตด้วยพิษสุรา และหมะเมียะจะเสียชีวิตด้วยโรคชรา แต่ความรักของเขาไม่เคยสิ้นสุด ชีวิตของเขาทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้สร้า งขึ้นในวัยหนุ่มสาว
วันหนุ่มสาวที่ผู้ใหญ่หลายคนคิดว่าเป็นวัยที่รักง่าย ลืมง่าย คิดว่าแยกพวกเขาออกจากกันไม่นานก็ลืมกันไปเอง วัยหนุ่มสาวและความรักที่การเมืองระหว่างสยามกับล้านนาคิดว่าเป็นเรื่องเล่น  ๆ ไม่มีความสำคัญใด ๆ
 
สุดท้าย ความรักอันยิ่งใหญ่นั้นก็ยืนยง ที่เจ้านายล้านนาไม่ว่าจะอยู่ที่เชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ ก็ตกตะลึงคิดไม่ถึงว่าเจ้าน้อยศุขเกษมจะรักหมะเมียะ และมีใจให้หญิงสาวคนนั้นเพียงผู้เดียวอย่างเหนียวแน่นถึงเพียงนั้น และก็คงไม่มีใครคิดว่าสาวน้อยชาวพม่าคนนั้นจะมีหัวใจเพียงดวงเดียวมอบให้แก่ เจ้าชายหนุ่มชาวเชียงใหม่ และเธอได้พิสูจน์ให้เห็นตลอดชีวิตอันยาวนานของเธอ
 
น่าเสียดายนักที่ราชนิกูลแห่งราชสกุล ณ เชียงใหม่ จะช่วยกันปิดบังเรื่องราวอีกหลายด้านเกี่ยวกับความรักและความรันทดของคนทั้ง สอง จนกระทั่งพวกเขาเองลับหายจากโลกไปทีละคนทีละคน จนเวลานี้จวนจะครบ ๑๐๐ ปีของความรักและโศกนาฏกรรมนั้น ยังมีอีกหลายอย่างมากที่ดำมืด มีเพียงการคาดคะเนและวิเคราะห์ไปตามข้อมูลที่มีอย่างจำกัด
 
ขณะเดียวกัน ที่เมืองเมาะละแหม่ง แผ่นดินอันเป็นที่เกิดและที่สืบสานความรักและการรอคอยก็ดูเหมือนจะเกิดประเด ็นใหม่ ๆ จากการไปเยือนของอาจารย์จีริจันทร์
 
ในโอกาส ๑๐๐ ปีของความรักอันอมตะนี้ คนล้านนา-สยามและพม่าจะได้รับรู้เรื่องราวและแง่มุมเพิ่มขึ้น ได้บทเรียนใหม่ ๆ สำหรับชีวิตของคนที่ยังอยู่ และเติมพลังแห่งความรักของเขาทั้งสองให้แก่คนรุ่นหลัง
 
อย่างน้อย โลกนี้ก็มีคนบางคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่า ความรักนั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ไม่มีกำแพงแห่งเชื้อชาติ ภาษา ประเพณี หรือการเมืองใดจะขวางกั้น
 
และแม้วันเวลาจะผ่านไป ๑ ศตวรรษแล้ว ความรักนั้นไม่เพียงแต่ยังคงทรงพลังเช่นนั้น แต่ดูเหมือนจะเปี่ยมพลังยิ่งขึ้น และสร้างความมหัศจรรย์ใจยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าขณะนี้ ความรักและความเข้าใจของสอง ชาติจะจืดจางเหลือเกินก็ตาม


จากคุณ PK  www.settomorrow.com


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
nu.losoman วันที่ : 06/02/2008 เวลา : 19.43 น.
http://www.oknation.net/blog/losoman
 www.sumbydesign.net   รับทำเว็บ,ทำธีม,PHP-nuke,Discuz,Dream สอนทำเว็บ-สอนทำธีม สอนแบบตัวต่อตัว ทางเน็ต  ในระบบออนไลน์ ระบบเสียงชัดเจน

พลังแห่งรัก...
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29