พิมพ์หน้านี้
|
การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อติดตามหาตัวคนร้ายจี้ชิงทรัพย์ธนาคารนครหลวงไทย สาขาสามย่าน ยังเดินหน้าต่อไป "บริษัทประกันภัย" เป็นเป้าหมายหลัก ที่เชื่อว่า จะสามารถช่วยคลี่คลายเหตุการณ์คนร้ายจี้ชิงทรัพย์ธนาคารนครหลวงไทยแห่งนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น
ตำรวจได้รับการอธิบายจากบริษัทประกันภัยแห่งนั้นว่า เสื้อคลุมชุดนี้ตัดมาทั้งหมด 7,000 ตัว แจกจ่ายให้กับคนหลายกลุ่ม ตั้งแต่ "ลูกค้า-พนักงานในบริษัท" โดยเฉพาะแผนกเครมประกันได้สวมใส่ขณะวิ่งไปหาลูกค้า ตำรวจได้สอบถามด้วยว่า พนักงานที่ได้รับไปทั้งหมดประมาณกี่ตัว บริษัทประกันภัย แจ้งว่า ประมาณ 3,000 ตัว นอกนั้น เป็นการแจกลูกค้าเป็นหลัก ตำรวจมีงานหนักอีกครั้ง พยายามหาคนร้ายด้วยการสอบสวนในบริษัทประกันภัยอย่างละเอียด แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะควานหากันได้ง่ายๆ "เจ้าหน้าที่เครมประกัน-พนังงานส่งเอกสาร" ตำรวจมาพุ่งเป้าหมายที่จุดนี้ เนื่องจากลักษณะ"การแต่งกาย" ในภาพวงจรปิด ประกอบกับคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ "คาวาซากิ" ในการหลบหนี (มาพบจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงในภายหลัง) และ"ถุงดำ"ที่คนร้ายสะพายมานั้น จึงเชื่อได้ว่า น่าจะเป็น "พนักงานเครม"หรือ"พนักงานส่งเอกสาร"เสียมากกว่า จากการสอบสวนผู้บริการของบริษัทประกันภัยที่ดูแลด้านนี้ บอกว่า "พนักงานเครม"หรือ"พนักงานส่งเอกสาร" จะได้รับเสื้อคุมชุดนี้ไปประมาณ 1,000 คน แนวทางการสืบสวนเพื่อให้สั้น รวดเร็ว และง่ายมากขึ้นนั้น ตำรวจต้องพยายามตัดผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้มากที่สุดเสียก่อน การสอบสวนขั้นตอนนี้ มี 2 คำถามคือ ใครบ้างได้รับเสื้อคุมไป..?? และ "ใครบ้างใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ"คาวาซากิ"กันบ้าง ..?? คำตอบที่ได้รับในตอนแรกนั้น มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ตำรวจจึงเร่งรีบนำลักษณะของ"พนักงานเครม-เจ้าหน้าที่ส่งเอกสาร" มาเปรียบเทียบกับภาพวงจรปิดที่เห็น เช่น เช่น เปรียบเทียบว่า สีรถ ลักษณะรูปร่าง ตั้งแต่ทรงผม ท่าทางการเดิน รองเท้าที่สวมใส่ จึงทำให้ตัดผู้ไม่เกี่ยวออกไปได้หลายคน และเหลือจำนวนผู้ที่ต้องสงสัยเพียงไม่กี่คน เมื่อได้จำนวนผู้ต้องสงสัยมาแล้ว ตำรวจจึงพยายามเฝ้าดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้เงิน การหยุดงาน การติดต่อญาติที่ต่างจังหวัด การใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อกับใครบ้าง เพื่อจะเจาะให้ถึงคนร้ายตัวจริงให้ได้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงตอนนี้ สามารถเข้าไปประกบผู้ต้องส่งสัยได้แล้วไม่เกิน 5 คน ในที่สุดจึงต้อง "ขอความร่วมมือ" กับพนักงานส่งเอกสารจำนวน 2 คน มาให้ปากคำ แต่เมื่อสอบสวนอยู่ระยะหนึ่ง ปรากฏว่า "ผิดเป้าหมาย" จึงขอบคุณพนักงานคนนั้น และปล่อยตัวไป แต่ยังตามดูพฤติกรรมอยู่ห่างๆ เมื่อถามว่า หากไม่ใช่พนักงานกลุ่มนี้ จะเป็นอย่างไร ..?? เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ได้วางสายสืบไว้หลายกลุ่ม พร้อมกับประสานงานกับตำรวจกันทั่วประเทศ หากท้องที่ใดพบผู้ต้องสงสัยในลักษณะตามที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ แล้ว จะต้องแจ้งมายังเจ้าของท้องที่ที่เกิดเหตุทันที ในขณะเดี่ยวกันประชาชนที่ได้ติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ นั้น ตำรวจยังเชื่อว่า จะต้องมีพลเมืองดีแจ้งข้อมูลมาให้ตำรวจอีกเช่นกัน เมื่อได้รับข้อมูลมาแล้ว ตำรวจสืบสวนจะต้องแกะรอยในลักษณะเดียวกับกับกรณีที่กล่าวมาข้างต้นเช่นกัน เหมือนในกรณีเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 โจรควงปืนบุกเดี่ยวจี้ธนาคาร"ทหารไทย" กลางห้างฯสยามดิสคัฟเวอรี่กวาดเงินไป 5 แสนบาท ตำรวจได้หลักฐานสำคัญที่สุด เป็น"ภาพจากวงจรปิด" ตาม"ดมกลิ่น"กันมาจนถึงทุกวันนี้ยังจับตัวไม่ได้ สุดท้ายสรุปว่า "น่าจะเป็นคนต่างชาติ" เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 โจรควงปืนบุกเดี่ยวจี้ธนาคาร"ออมสิน" สาขาสามย่าน ถ.พระราม 4 ห่างจากธนาคารนครไหลวงไทยที่เพิ่งถูกจี้ไปประมาณ 50 เมตร คนร้ายได้เงินไป 4 แสนบาท พื้นที่รับผิดชอบของ สน.ปทุมวัน ไม่มีภาพวงจรผิด ไม่มีเบาะแสอะไรเพิ่มเติมเลย จึงสรุปว่า "มืดแปดด้าน" คนร้ายยังหนีลอยนวลอีกเหมือนกัน เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2551 โจรควงปืนบุกเดี่ยวจี้ธนาคารออมสิน สาขาย่อยลาดพร้าว 1/1 คนร้ายได้เงินไปจำนวน 2 แสนบาท พื้นที่ สน.พหลโยธิน ตำรวจทำได้ดีที่สุด แค่การสเก็ตภาพ"หมวกกันน๊อค" จึงไม่ได้เบาะแสคนร้ายหนี้ได้อีกเช่นกัน คงต้องลุ้นอีกเช่นกันว่า การจี้ชิงทรัพย์ 3.5 แสนบาทในธนาคารแห่งนี้ ผลงานของตำรวจจะออกมาเช่นไร
|
| นาทีจี้แบงก์"นครหลวงไทย"กวาด3.5 แสน | ||
นาทีจี้แบงก์"นครหลวงไทย"กวาด3.5 แสน ตำรวจแกะรอยจาก"โลโก้"เสื้อคลุม |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||