พิมพ์หน้านี้
|
(ภาพ) บริเวณหน้าอาคารชำระล้างร่างกายของผู้หญิง ก่อนที่จะนุ่งขาว ขึ้นไปประกอบพิธีทางศาสนาฮินดู
(ภาพ) ปัจจุบัน โบราณสถานวัดพู เริ่มมีการบูรณะซ่อมแซมแล้วในหลายๆ จุด ซึ่งสังเกตเห็นว่า เป็นนักโบราณคดีชาวต่างชาติเป็นหลัก ร่วมกับนักโบราณคดีของทางการลาว (รัฐบาลลาว มักจะส่งคนของเขามาสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อการศึกษาเรียนรู้)
(ภาพ) นักโบราณคดีกำลังทำการบูรณะ "อาคารวัวนันทิ" อาคารแห่งนี้หากตั้งอยู่ด้านหลังอาคารหลังไหน อาคารหลังนั้นจะเป็นอาคารชำระร่างกายสำหรับผู้หญิง
(ภาพ) งานแกะสลักหิน "พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ" ซึ่งประดับบนประตูทางเข้า หอประดิษฐานองค์พระพุทธรูปใหญ่ วัดพู
การที่นักท่องเที่ยวจะเดินขึ้นไปสักการะศาสนสถาน วัดพู (มรดกโลกแห่งที่ 2 ของลาว รองจากหลวงพระบาง ซึ่งสร้างด้วยศิลาแลง ศิลาทราย และอิฐโบราณ สร้างถวายแด่พระศิวะ ) แห่งนี้ได้นั้น จะต้องขึ้นบันไดซึ่งมีความชันมากถึง 77 ขั้น แต่ละขั้นมีความชันมากกว่า 60-70 องศา มีต้นลีลาวดี อายุหลายร้อยปี ปลูกเรียงรายอยู่ 2 ข้างบันไดทางขึ้นคอยให้ร่มเงาแก่นักท่องเที่ยวที่ยืนพักเหนื่อย (เนื่องจากบันไดชันมากๆ ภาพในตอนที่ 1 ) เมื่อเดินผ่านขึ้นไป จะพบแหล่งกำเนิด น้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นน้ำที่ไหลมาจากหินบนภูเขา ซึ่งชาวบ้านต่างพากันหาภาชนะมาบรรจุเก็บกับไปทานเป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่า หากได้รับประทานแล้ว จะเป็นสิริมงคลแก่ตัว ใกล้กันมีโต๊ะสูงเท่าเอว วางขายขวดน้ำศักดิ์สิทธิ์ เผื่อคนที่ใจร้อน ยืนรองน้ำ (ศักดิ์สิทธิ์) ไม่ไหว...
(ภาพ) น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวลาว รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เชื่อว่า "ศักดิ์สิทธิ์" มักนำไปรับประทาน ถัดไปบริเวณด้านขวา จะพบลานบูชายัญ เป็นหินที่สลักเป็นรูปร่างลักษณะคล้ายคน แต่มีหางยาว (ภาพดูได้จากตอนที่ 1) นอกจากนี้ยังมีหินขนาดใหญ่ มีหู มีงวง มีงา มีโหนกใบหน้าละม้ายคล้ายช้างมาก ซึ่งชาวลาว บอกว่ามีช้างทั้งหมด 3 ตัวบนหินก้อนเดียวกัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นช้างเอราวัณของพระอินทร์
(ภาพ) หินที่มีรูปลักษณะคล้ายช้าง ที่ชาวลาว เชื่อว่า เป็น "ช้างเอราวัณของพระอินทร์" หลังจากเดินเที่ยวชมโบราณสถาน วัดพู เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางคณะเดินทาง จึงรวมตัวกันเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับที่พักที่โรงแรมจำปาสักพาเลซ เมืองปากเซ หากใครจะเดินทางจากเมืองปากเซ มุ่งหน้าสู่ วัดพู ท่านจะได้สัมผัสกับแพยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการนำเรือขนาดใหญ่ 1 ลำ มาผูกติดกับเรือขนาดกลาง อีก 2 ลำ จากนั้นก็ใช้แผ่นไม้มาตอกยึดเรือทั้ง 3 เข้าด้วยกันจนเป็นแพขนาดใหญ่ เพื่อใช้ขนส่งลำเลียงยานพาหนะข้ามแม่น้ำโขง มุ่งไปยังเมืองจำปาสัก (ปัจจุบันความเจริญได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองปากเซ หรือเมืองใหม่, เมืองจำปาซัก จึงถูกเรียกว่า เมืองเก่า)
(ภาพ) แพยนต์ขนาดใหญ่ ที่ใช้ขนส่งยานพาหนะข้ามแม่น้ำโขง ผู้คนในเมืองเก่าอย่างจำปาสักนั้น ส่วนใหญ่จัดว่ามีฐานะดี, วัดวาอาราม มีการตกแต่งประดับประดาอย่างงดงาม แสดงถึงแรงศรัทธาต่อพุทธศาสนาอย่างไม่เสื่อมคลาย แต่ที่อดคิดถึง อนาคตของเยาวชนลาวไม่ได้ ก็คือ โรงเรียน จะพบว่า โรงเรียนแต่ละแห่งมีขนาดเล็กมาก ดูแล้วไม่ค่อยได้มาตรฐาน (เอามาตรฐานของไทยไปเทียบ...หากคำนึงถึงความเป็นเมืองสำคัญเก่าแก่) อาจเป็นว่า ลาวยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาอย่างช้าๆ แต่มั่นคงก็เป็นได้..ว่ากันว่า ทางการลาว จะยึดผลกระทบทางลบที่ได้จากการพัฒนาแบบผิดๆ ของประเทศไทยเป็นบทเรียนในการพัฒนาชาติลาว
(ภาพ) วัด บางแห่งในเมืองปากเซ
(ภาพ) โรงเรียน ระดับชั้นประถม (เพียงบางส่วน) ในเมืองเก่าอย่าง เมืองจำปาสัก แขวงจำปาสัก สปป.ลาว ความตอนที่แล้ว กล่าวถึงความนิยมของคนลาวที่มีต่อละครไทย และเพลงไทยมากถึงจนถึงกับแทบทุกหลังคาเรือนจะมีจานรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อรับชมฟรีทีวีจากบ้านเราเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาษาพูดของทั้ง 2 ประเทศนี้ใกล้เคียงกัน ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการสื่อความหมายมากนัก อีกทั้งอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีการผลิตหนัง หรือละคร ในประเทศไทยนั้น มีความเจริญกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก รวมถึงสถานีโทรทัศน์ของลาวเอง ก็มีเพียงช่อง ลาวสตาร์ เพียงช่องเดียว ที่ผลิตรายการข่าวสาร, เพลง, ละคร, ฯลฯ ที่สำคัญชาวลาวนั้น ให้ความสำคัญกับภาษาไทยมากเป็นพิเศษ เพราะภาษาไทยอาจสร้างรายได้ให้กับพวกเขาเป็นกอบเป็นกำก็เป็นได้
น้ำตกคอนพะเพ็ง "ไนแองกาล่าแห่งเอเชีย" ตอนต่อไป...พบกับความงามที่ถูกขนานนามว่า "ไนแองกาล่าแห่งเอเชีย" ที่จำปาสัก... |