พิมพ์หน้านี้
|
เตือนภาคธุรกิจเตรียมพร้อมบริหารความเสี่ยงช่วงหัวโค้ง 3-6 เดือนข้างหน้า ความเสี่ยงจากปัจจัยนอกประเทศยังคุกรุ่นขณะที่ล่าสุดสัญญาณการขยายตัวของภาคส่งออกเริ่มมีปัญหา เดือนก.ค.ขยายตัวเพียง 5.9 % หรือต่ำสุดในรอบ 29 เดือน เหตุเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวและค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า ขณะที่ความกังวลต่อสถานการณ์ซับไพร์มในสหรัฐ ยังไม่คลายความกังวลต่อตลาดเงินและตลาดทุน ถึงแม้ว่าหลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทย ในแง่ของภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น เพราะนำไปสู่การเลือกตั้งในปลายปีนี้ ขณะที่ภาคธุรกิจเริ่มนับหนึ่งกิจกรรมทางการตลาดอีกครั้งหนึ่งในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ****ปัจจัยเสี่ยงตัวใหม่ส่งออกทรุด หากประมวลสถานการณ์แวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ยังมีปัจจัยลบที่ต้องระวัง ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศและปัจจัยภายในประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะต่อไป คือ 1 . ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ คือ สถานการณ์ซับไพร์มในสหรัฐ ที่จะนำมาสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ 2. ความกังวลของตลาดเงินและตลาดทุน และ3. สัญญาณลบตัวใหม่ของเศรษฐกิจไทยที่ต้องระวังอีกปัจจัยหนึ่ง คือ ตัวเลขการส่งออกของเดือนกรกฎาคม 2550 ซึ่งขยายตัวที่ 5.9 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 29 เดือน (นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548 ) คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 11,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 2.4% คิดเป็นมูลค่า 11,599 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ นายเกริกไกร จิรแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง สาเหตุของการส่งออกที่เริ่มชะลอตัวมาจากปัจจัย 2 ประการ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง 13.6 % และ แนวโน้มค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ยังมีทิศทางแข็งค่าซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ****แนะธุรกิจระวังความเสี่ยง3-6 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาพรวมของเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งจะเป็นวัฎจักรขาขึ้น โดยเห็นความชัดเจนของโครงการลงทุนในประเทศและต่างประเทศที่จะเริ่มเข้ามา ซึ่งหากกำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 16 ธ.ค. หรือ 23 ธ.ค.ก็ตาม กว่าที่จะผ่านการเลือกตั้งมีการฟอร์มทีมรัฐบาล คงจะใช้เวลาไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และกว่าที่รัฐบาลจะมีนโยบายใดๆ ก็อาจจะต้องใช้เวลาถึงเดือนเมษายนปีหน้า นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งไทยและต่างประเทศอยู่ในช่วงของการรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐว่าจะมีโอกาสชะลอตัวหรือไม่ เพราะหากสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวชัดเจน ย่อมมีผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกของไทย อย่างไรก็ตาม หากมองผลกระทบในแง่ขอธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยแทบจะไม่มีปัญหา เพราะการปล่อยสินเชื่อของไทย *****ตลาดเงิน-ตลาดทุนยังกังวลซับไพร์ม กรณีผลกระทบของปัญหาซับไพร์มในสหรัฐนั้น ยังเป็นประเด็นวิตกกังวลของตลาดเงินและตลาดทุนอยู่ เห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ซึ่งปิดบวก 33 จุดรับผลลงประชามติ แต่เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ดัชนีหุ้นปิดลดลง 30 จุด ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่าตลาดกลับมากังวลต่อสถานการณ์ซับไพร์มในสหรัฐที่อาจจะขยายผลกระทบในวงกว้าง ขณะที่รายงานข่าวจากต่างประเทศ รายงานถึงผลกระทบของซับไพร์มในสหรัฐ ล่าสุด กองทุนที่บริหารโดย Solent Capital Partners LLP ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ของอังกฤษที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ใช้เงินกู้จำนองที่อยู่อาศัยในสหรัฐเป็นหลักประกัน กลายเป็นบริษัทรายล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้แก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตต่ำสุดประมาณไตรมาสที่ 1 หรือไตรมาสที่ 2 ของปี 2551 ซึ่งมีผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย และสถานการณ์ค่าเงินที่ยังผันผวน ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังไม่กระเตื้องแม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่ แต่เป็นรัฐบาลที่มาจากหลายพรรคการเมือง นอกจากนี้ ในครึ่งหลังของปี 2551 ยังต้องระวังปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีน ในขณะที่ล่าสุดเศรษฐกิจจีนเริ่มเห็นปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อนึ่ง เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.27 % โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ส.ค. เพื่อเป็นการสร้างเสถียรภาพต่อการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังระบุไว้ในเว็บไซด์ด้วยว่า ทางธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีก 0.18 % +++นักวิชาการห่วงศก.หลังเลือกตั้ง ขณะที่ความเห็นของนักวิชาการที่เห็นว่าการมีรัฐบาลจากหลายพรรคการเมืองจะมีผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศด้วย ถึงแม้ว่าการเมืองไทยจะก้าวไปอีกเปลาะหนึ่งที่น่าพอใจ คือ จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ปัจจัยด้านลบที่มีอยู่ยังเป็นเรื่องที่ต้องระวัง และภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงของตัวเอง เพราะการมีรัฐบาลที่มาจากหลายพรรคการเมือง ทำให้ขาดเอกภาพและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านหรือการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองไทย ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 ปี เพื่อที่จะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นในช่วง 10-15 ปีที่แล้ว เพราะที่ผ่านมาเราเสียศูนย์ไปมาก อย่าคาดว่าประสิทธิภาพการเมืองหลังการเลือกตั้งจะเป็นแก้วสารพัดนึก ธุรกิจต้องระมัดระวังและรักษาตัวเอง ต้องบริหารความเสี่ยงของตัวเองให้ดี เพราะตัวแปรของความไม่แน่นอนยังมีอีกมาก อย่างไรก็ตาม ในปี 2551 นั้น สถานการณ์การเมืองที่ยังวุ่นวายเมื่อเทียบกับปี 2550 แม้ว่าคาดการณ์ว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้นน้อยกว่าในปีนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มเคยชินต่อสถานการณ์ และมองว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ลดน้อยลง ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะดีหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะดีกว่าปีนี้หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกดีขึ้น ปัญหาซับไพรมไม่ลาม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ คาดว่าจีดีพีปีหน้าจะขยายตัวได้ที่ 4.5-5.0 % ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
|
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||