วันที่ อังคาร สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อโยธยา ในแผนที่ฝรั่ง


ธโนทัย สุขทิศ

อโยธยา ในแผนที่ฝรั่ง


แผนที่โลกที่เก่าแก่ที่สุดที่มีการค้นพบทำขึ้นโดยชาวบาบิโลนบนแผ่นดินปั้น (Clay) ตั้งแต่ ๖ ศตวรรษก่อนคริสตกาล โดยแสดงโลกเป็นรูปวงกลมล้อมรอบด้วยน้ำหรือทะเลนั่นเอง แผนที่นี้กำหนดกรุงบาบิโลนไว้เกือบกึ่งกลางตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส (Euphra- tes) และยังแสดงที่ตั้งของชนเผ่า ตลอดจนมีคำอธิบาย

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ แผนที่โลกเกือบทั้งหมดจะมีแม่แบบพื้นฐาน ๒ แบบ ทั้งสองแบบจะแสดงโลกในรูปวงกลม โดยแบบแรกจะเอาทิศเหนือไว้ด้านบน จากนั้นจะแบ่งโลกออกเป็น ๗ ส่วนจากเหนือสู่ใต้ตามสภาวะภูมิอากาศ ส่วนอีกแบบนั้นจะเอาทิศตะวันออกไว้ด้านบน แล้วแบ่งโลกออกเป็นรูปตัว T เพื่อแสดงที่ตั้งของทวีป ๓ ทวีปที่รู้จักกันในสมัยนั้น โดยทวีปเอเชียจะอยู่ด้านบนของตัว T ทวีปยุโรปอยู่ด้านซ้ายของขาตัว T และทวีปแอฟริกาอยู่ทางด้านขวา โดยรอบวงกลมจะเป็นทะเล จากลักษณะของแผนที่แบบหลังนี้จึงทำให้มีชื่อเรียกว่าแผนที่ T-O หรือแผนที่สามส่วน

จากแบบพื้นฐานทั้งสองนี้ต่อมาก็เริ่มมีรายละเอียดต่างๆ อาทิ แม่น้ำ ภูเขา และเมืองเพิ่มเติมขึ้นตามลำดับ บางทีก็แบ่งรายละเอียดของแผนที่ออกเป็น ๔ ส่วน หรือ รูปตัว T ก็ปรับเป็นตัว Y บางครั้งก็มีการเอารายละเอียดของทั้งสองแบบมาอยู่ในแผนที่เดียวกัน ในยุคนี้คริสต์ศาสนามีบทบาทอันสำคัญยิ่ง แผนที่ที่ทำขึ้นจึงมักมีศูนยŒ กลางอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม และมักมีภาพตามความเชื่อทางศาสนาประกอบเข้าทำนองเดียวกับแผนที่ไตรภูมิของไทย

เมื่อ ๑๑ กันยายนที่ผ่านมานี้ คุณธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ซึ่งมีความสนใจพิเศษเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา โดยศึกษาจากแผนที่ฝรั่ง ได้จัดงานแนะนำหนังสือที่ได้จัดพิมพ์ผลการศึกษาค้นคว้าออกมาชื่อกรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง ซึ่งพบว่าแผนที่ที่มีระบุ กรุงศรีอยุธยาที่เก่าแก่ที่สุด เขียนโดย ฟรา เมาโร (Fra Muaro) บาท หลวงชาวอิตาเลียน เมื่อปี พ.ศ./ค.ศ. ๒๐๐๒/๑๔๕๙ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยเขียนชื่อเรียกกรุงศรีอยุธยา ว่าชิแอร์โน (Scierno) พระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อปี พ.ศ./ค.ศ. ๑๘๙๓/๑๓๕๐ แผนที่ฉบับนี้จึงเขียนขึ้น ๑๐๙ ปี หลังการสถาปนา

ผมได้ไปร่วมงานด้วย พบว่าเป็นที่น่ายินดีที่ในวันนั้นมีผู้ที่สนใจไปร่วมงานมากกว่าที่ผู้จัดคาดคิด ทำให้ที่นั่งเต็มจนต้องเสริมเกือบจะล้นออกมานอกห้องประชุมของหอจดหมายเหตุแห่งชาติซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน มีหนังสือของคุณธวัชชัยจำหน่ายให้กับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของในราคาพิเศษ ซึ่งผมก็ได้ควักกระเป๋าเอามาครอบครองพร้อมกับภาพแผนที่กรุงศรีอยุธยาซึ่งพิมพ์จากต้น แบบอีก ๒ แผ่น ต้องขอชมว่าหนังสือจัดทำได้ดีมากทั้งรูปเล่มและสาระ

กลับจากงานก็อ่านหนังสือที่ซื้อมา ในหน้า ๓๘-๓๙ ของหนังสือเล่มนี้ คุณธวัชชัยได้รวบรวมชื่อต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาที่ปรากฏในแผนที่ฝรั่ง ๔๑ ฉบับมาเรียงต่อกันไว้ตามปีที่ทำแผนที่ เมื่อสังเกตดูยกเว้นหนึ่งชื่อ คือ Siri จะพบว่าชื่อต่างๆ พอจะแบ่งออกเป็น กลุ่มๆ ได้ โดยในกลุ่มแรกนั้นชื่อของกรุงศรีอยุธยาจะออกเสียงใกล้เคียงกัน ดังนี้ Scierno Cerener Zerena Sornan Sorna Sornao Sornan Sornam Sernan Sinao Sarnoan Sormaon

ในเชิงอรรถที่ ๑๔ หน้า ๑๔๒ ของหนังสือเล่มนี้ คุณธวัชชัยเขียนอธิบายเกี่ยวกับชื่อกรุงศรีอยุธยาที่เรียกโดยชาวเปอร์เซียไว้ว่า "ผู้เขียนเคยคิดเฟื่องๆ ว่า ซาร์เนา (Sarnau) หรือชาร์เนาซ์ (Xarnauz) นั้นอาจใช่กรุงศรีอยุธยา เพราะพ้องเสียงกับ "โสน" หรือหนองโสน นามเก่าแก่ของทำเลที่ตั้งกรุงศรีอยุธยา ผู้เขียนได้ทราบภายหลังว่า ยี.อี. เยรินี (G.E. Gerini) หรือพระสารสาสน์พลขันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์โบราณ ก็เคยตั้งข้อสังเกตนี้..." ชื่อในกลุ่มนี้ล้วนแต่พ้องเสียงกับ "โสน" หรือ หนองโสน นามเก่าแก่ของทำเลที่ตั้งกรุงศรีอยุธยา เช่นกัน

กลุ่มที่ ๒ จะออกเสียงไปอีกทาง คือ Ansiam Ansian Ansia Siam Davsian Syam Sian Siao Sion Syao Siamo Sia ชื่อเหล่านี้มิได้พ้องเสียงกับ โสน หรือ อยุธยา ชื่อในกลุ่มนี้ที่ผมพบเห็นมากที่สุดในแผนที่เก่าของฝรั่ง คือ Sian อาทิ แผนที่ของ An-dreas/Metellus ค.ศ. ๑๕๙๖ ตั้งชื่อแผนที่ว่า Reg- num SIAN (จะเป็นแผนที่ประเทศไทยโดยเฉพาะฉบับแรกที่ทำโดยฝรั่งหรือเปล่าผมไม่กล้ายืนยัน โดยก่อนหน้านี้ในแผนที่ฝรั่งมักจะเรียกเอเชียอาคเนย์ว่าอินเดียตอนนอกคือส่วนที่นอกเหนือไปจากประเทศ อินเดียซึ่งฝรั่งเรียกในแผนที่ว่าอินเดียตอนใน) และแผนที่ฝรั่งอีกฉบับหนึ่งที่ตั้งชื่อแผนที่ว่า Province de SIAN ทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๗๐๒ นอกจากใช้เป็นชื่อประเทศแล้ว แผนที่เก่าของฝรั่งเขียนเมื่อปี ค.ศ. ๑๖๕๒ ยังเรียกอ่าวไทยว่า Golfe de Sian ด้วย โดยในตัวแผนที่เรียกชื่อประเทศว่า Sian และชื่อเมืองหลวงว่า Disa (ชื่อนี้ไม่มีอยู่ในบัญชีที่คุณธวัชชัยรวบรวมไว้ จากการออกเสียงน่าจะจัดรวมไว้ได้ในกลุ่มต่อไป) ชื่อกลุ่มนี้ต่อมาในแผนที่พัฒนาเป็น SIAM เป็นชื่อประเทศ และชื่ออ่าวในแผนที่ก็เปลี่ยนตามไปเป็น Golfe de Siam

กลุ่มที่ ๓ จะออกเสียงต่างไปอีก คือ Odia Udia Dia Diam Iudia Odiaa Iudea Iudiad Judia Odian Upia

กลุ่มสุดท้าย จึงจะเริ่มออกเสียงว่า Ajothia Aio- thia Judtija Iudtya Iudtija โดยเริ่มประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ชื่อในสองกลุ่มสุดท้าย เป็นชื่อเมืองหลวง คือ อยุธยา ที่แม้ปัจจุบันก็ยังสะกดกันหลายรูปแบบ

เป็นไปได้หรือไม่ว่าการออกเสียงที่ต่างกันเป็น กลุ่มๆ นี้เป็นไปตามพื้นภาษาของผู้ทำแผนที่ เพราะความสนใจเรื่องแผนที่ในยุคกลางของยุโรปนี้ที่สำคัญคือคริสตจักร ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี แผนที่จึงใช้ภาษาอิตาเลียน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปโดยคนกลุ่มนี้ ผู้ทำแผนที่กลุ่มนี้ไม่ได้ออกสำรวจเองแต่อาศัยข้อมูลบอกเล่าจากผู้อื่น ซึ่งน่าจะได้แก่ชื่อกลุ่มแรก

ต่อมาชาวโปรตุเกสเป็นผู้นำในการสำรวจโลกใหม่และการทำแผนที่ ซึ่งน่าจะเป็นผู้ใช้ชื่อในกลุ่มที่ ๒

ถัดมาคือชาวสเปนคู่แข่งสำคัญของโปรตุเกส ขนาดที่สันตะปาปาต้องทำสนธิสัญญา (Treaty of Tordes- sillas, 1494) แบ่งเขตการสำรวจและยึดครองโลกให้แก่สองประเทศนี้ครึ่งต่อครึ่งเพื่อไม่ให้ทะเลาะกัน แต่ประเทศสเปนมีปฏิสัมพันธ์กับเอเชียอาคเนย์น้อยกว่าโปรตุเกสเพราะสำรวจมาถึงทีหลังจึงไปปักหลักอยู่ที่ฟิลิปปินส์เสีย

ถัดมาอีกคือชาวฮอลันดา ซึ่งแม้จะเริ่มสำรวจหลังสองประเทศแรกแต่ก็มีบทบาทสูงและเป็นประเทศที่เป็นแหล่งผลิตแผนที่ที่สำคัญในสมัยนั้น จึงน่าจะเป็นผู้ที่ใช้ชื่อกลุ่มที่ ๓

ชื่อกลุ่มสุดท้ายเริ่มปรากฏในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเป็นยุคที่การค้าและการต่างประเทศของกรุงศรีอยุธยาเฟื่องฟูสูงสุด มีชาวต่างชาติมากมายหลายภาษา ชื่ออยุธยาที่ใกล้เคียงที่สุดจึงปรากฏขึ้น

นอกจากนั้นอาจเป็นความนิยมในการระบุชื่อในแผนที่ ที่ผู้ทำแผนที่บางกลุ่มอาจนิยมระบุชื่อเมืองหลวงคืออยุธยา ในขณะที่กลุ่มอื่นอาจนิยมระบุชื่อประเทศคือสยาม ต่อมาเมื่อมีความรู้มากขึ้นว่าชื่อใดเป็นชื่อประเทศ ชื่อใดเป็นชื่อเมืองหลวง ก็เริ่มใช้ทั้งสองอย่าง แผนที่โลกฉบับหนึ่งเขียนโดย Petro Plancio เมื่อปี พ.ศ./ค.ศ. ๒๑๓๗/๑๕๙๔ (หลัง ฟรา เมาโร เพียง ๑๔๕ ปี) ซึ่งมีระบุทั้งชื่อ Sia และ Odia กล่าวคือเอาความรู้จากการสำรวจของหลายฝ่ายมารวมกันปรับปรุงแผนที่ที่ทำขึ้นระยะหลัง

อ่านหนังสือของคุณธวัชชัยแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหยิบหนังสือเกี่ยวกับแผนที่ที่มีอยู่มาพลิกดู แต่แล้วก็ต้องรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเปิดหนังสือชื่อ Medieval Maps หน้า ๒๐ พบแผนที่สามส่วนรูปหนึ่งปรากฏชื่อซึ่งผมเชื่อว่าคือ Iudia หรือ Judia อย่างชัดเจนอยู่บนแผนที่ภาพนี้ ที่ตื่นเต้นเพราะพอจะมีความรู้อยู่ว่าแผนที่ลักษณะนี้มักจะเขียนขึ้นก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ แสดงว่าแผน ที่ฉบับนี้จะต้องเก่ากว่าแผนที่ของ ฟรา เมาโร ที่เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๔๕๙ หรือกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕

หยิบหนังสือเล่มอื่นมาตรวจสอบเพิ่มเติมก็พบภาพแผนที่เดียวกันนี้อีกในหนังสือ Mappa Mundi หน้า ๒๒ แต่เมื่อพลิกดูชื่อผู้แต่งหนังสือทั้งสองเล่มนี้ปรากฏว่าเป็นคนๆ เดียวกัน คือ P.D.A. Harvey มีรายละเอียดย่อๆ เกี่ยวกับผู้แต่งว่าเป็นศาสตราจารย์ที่เชี่ยว ชาญประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลาง อยู่ที่มหาวิทยาลัย Durham หนังสือทั้งสองเล่มจัดพิมพ์โดยหอสมุดแห่ง ชาติประเทศอังกฤษ (The British Library) หนังสือทั้งสองเล่มจึงควรจะเป็นที่เชื่อถือได้ระดับหนึ่ง

แผนที่นี้น่าสนใจมากจากคำอธิบายเพราะนำเอาหลักของแผนที่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ ทั้งสองหลักมารวมไว้ในแผ่นเดียวกัน คือ การแบ่งเขตของโลกออกเป็น ๗ ส่วนตามสภาวะภูมิอากาศ และเอารูปตัว Y มาใช้ในการแบ่งพื้นที่ส่วนที่เป็นแผ่นดิน ที่แปลกยิ่งขึ้นก็คือส่วนที่เป็นแผ่นดินนั้นแสดงเพียงครึ่งเดียวด้านล่างของรูปวงกลม ครึ่งด้านบนนั้นปรากฏเป็นคำบรรยาย เส้นหยักๆ ที่อยู่ถัดมาแสดงถึงเส้นศูนย์สูตร (Equator) และแผนที่นี้ยังกำหนดให้ด้านบนเป็นทิศใต้อีกด้วย ชื่อ Iudia หรือ Judia ที่ผมพบนั้นปรากฏอยู่ที่ด้านบนเกือบปลายสุดของแขนตัว Y ข้างซ้าย ศูนย์กลางของแผนที่นี้คือกรุงเยรูซาเล็ม ขนาดของแผนที่ตัวจริงกว้างเพียงประมาณ ๘ เซนติเมตร ใครสนใจแผนที่แผ่นนี้เก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติประเทศอังกฤษ

อักษร ๓ ตัวท้ายของชื่อนี้ไม่ต้องสงสัยว่าคือ d-i-a แน่ ส่วนอักษรตัวแรกนั้นเป็นได้ทั้ง I หรือ J อักษรที่ค่อนข้างมีปัญหาคือตัวที่ ๒ ซึ่งอาจเป็น u หรือ n แต่เมื่อผมเปรียบเทียบดูกับอักษรอื่นๆ ในแผนที่แล้วเห็นว่าควรจะเป็น u ทำให้อ่านได้ว่า Iudia หรือ Judia

และเมื่อประมาณจากตำแหน่งของเมืองนี้บนแผน ที่เปรียบเทียบกับตำแหน่งของกรุงศรีอยุธยาบนแผนที่ของ ฟรา เมาโร และแผนที่อื่นๆ ร่วมสมัยก็จะพบว่าอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งถ้าเป็น India แล้วในแผนที่เก่ายุคนี้ปกติจะแสดงที่ตั้งอยู่ค่อนไปทางขวาของตำแหน่งนี้

แต่แล้วผมก็ต้องพบกับความประหลาดใจมากยิ่งขึ้นเมื่ออ่านคำอธิบายประกอบภาพในหนังสือทั้งสองเล่มที่ระบุว่า แผนที่นี้ทำขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ เก่ากว่าแผนที่ของ ฟรา เมาโร ถึง ๒ ศตวรรษ หากการกำหนดอายุแผนที่นี้ถูกต้องและชื่อที่ผมอ่านถูกต้องก็จะเกิดปัญหาใหญ่โตมโหฬารขึ้นทันที เพราะพระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อปี ค.ศ. ๑๓๕๐ หรือกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ ฉะนั้น ชื่อ Iudia หรือ Judia ที่ปรากฏนี้จึงเป็นกรุงศรีอยุธยาไปไม่ได้

พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เริ่มต้นว่า "จุลศักราช ๖๘๖ ชวดศก (พ.ศ. ๑๘๖๗) แรกสถาปนาพระพุทธเจ้า เจ้าพะแนงเชิง" เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ "ศักราช ๗๑๒ ขาลศก (พ.ศ. ๑๘๙๓) ...แรกสถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา" ถึง ๒๖ ปี สร้างความฉงนฉงายให้กับการศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา นอกเหนือไปจากคำถามที่ว่าพระเจ้าอู่ทองเป็นใคร? มาจากไหน?

นักประวัติศาสตร์ได้ค้นคว้าพบว่าก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยามีร่องรอยของเมืองเก่าตั้งอยู่ใกล้เคียงกับกรุงศรีอยุธยาและมีการนำเสนอว่าเคยมีอาณาจักรอโยธยา หรืออโยธยาศรีรามเทพนคร มาก่อนกรุงศรีอยุธยา หากการกำหนดอายุของแผนที่ฉบับนี้ถูกต้อง และชื่อ Iu-dia หรือ Judia นี้ถูกต้อง แผนที่ฝรั่งฉบับนี้จะเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่สำคัญยิ่งที่ยืนยันของการมีอยู่ของอาณาจักรอโยธยา ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาประมาณ ๑ ศตวรรษ

การที่เมืองใดเมืองหนึ่งจะมีชื่อปรากฏในแผนที่ โดยเฉพาะแผนที่ที่มีขนาดเล็กมากๆ เมืองนั้นจะต้องเป็นเมืองที่มีความสำคัญเป็นที่รู้จักของผู้คน นั่นย่อมหมายความว่า อาณาจักรอโยธยา หรืออโยธยาศรีรามเทพนคร ต้องมีความรุ่งเรืองไม่น้อยทีเดียว

ที่มาของชื่อกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นชื่อต่อเนื่องมาจาก อโยธยา เมื่ออาณาจักรอโยธยาเสื่อมสลายลง พระเจ้าอู่ทองเสด็จมาสถาปนาเมืองใหม่ขึ้นที่บริเวณหนองโสน แม้จะตั้งชื่อราชธานีใหม่ว่าอยุธยา ประชาชนทั่วไปอาจไม่รับรู้รับทราบเพราะในสมัยนั้นแม้แต่พระนามของพระมหากษัตริย์ก็ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ผู้คนต่างชาติโดยทั่วไปจึงเรียกชื่อตามที่ตั้งเมืองว่าโสน ต่อมาเมื่อคบค้ากันมากขึ้นก็เรียกชื่อตามชื่ออาณาจักรเดิมคืออโยธยา ต่อมาชื่อเป็นทางการของอยุธยาจึงเริ่มเป็นที่รู้จักจึงค่อยปรับให้ใกล้เคียงมากขึ้นและมีความรู้เพิ่มขึ้นว่าเป็นเมืองหลวงของประเทศสยาม

และเมื่อค้นคว้าในแผนที่ต่อไปอีกก็พบว่าแผนที่ที่ทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๖๕๒ ที่ผมอ้างถึงก่อนหน้านี้ข้อมูลบนแผนที่บอกว่าเขียนโดย Sanfon d" Abbeville ซึ่งเป็น Geographe du Roy หรือนักภูมิศาสตร์แห่งราชสำนัก (ฝรั่งเศส?) ปรากฏทั้งชื่อ Odiaa Aiothia และ Banckok เรียงกันอยู่ แต่ในแผนที่อีกฉบับที่ทำขึ้นโดยคนเดียวกันนี้ชื่อ Aiothia ถูกลบออกไป เหลือเพียง Odiaa และ Banckok

จะถือได้หรือไม่ว่านี่คือหลักฐานยืนยันการสิ้นสุดลงของอโยธยา และเรื่องราวของอาณาจักรนี้ก็ค่อยเลือนหายไปจนเกือบไร้ร่องรอยในประวัติศาสตร์ไทย



อ้างอิง

ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช. กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง. มติชน, ๒๕๔๙.

"พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์," ใน วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม ๒. กรมศิลปากร, ๒๕๔๕.

Harris, Nathaniel. Mapping of the World. Brown Partworks Limited, 2002.

Harvey, P.D.A. Mappa Mundi. Hereford Cathedral & the British Library, 1996.

______. Medieval Maps. the British Library, 1991.

โดย kingkaoz

 

กลับไปที่ www.oknation.net