วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2563

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐกันครับ


มาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐกันครับ   

คงต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การให้บริการประชาชนนั้นของเจ้าหน้าที่ของรัฐถือว่าเป็นหัวใจในการทำราชการ ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดที่ทำงานในส่วนที่ให้บริการประชาชนโดยตรง ไม่ได้ให้บริการด้วยใจ ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดี มาช่วยกันตรวจสอบกันเถิดครับ

ผู้เขียนได้เขียนถึงการใช้เวลาในการให้บริการการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของน้ำยาวึ่งเป็นวัตถุอันตรายไปแล้วว่า ใช้เวลานานมาก สมควรปรับปรุงให้เร็วขึ้นกว่าเดิมและสมควรรับรองให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่สามารถทำได้และได้มาตรฐานเป็นผู้วิเคราะห์แทน

โดยได้ระบุว่าข้อมูลจากผู้ประกอบการบางรายแจ้งว่า อย. รับรองผลการวิเคราะห์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพียงหน่วยงานเดียว แต่บางผู้ประกอบการแจ้งว่า อย. รับรองผลการวิเคราะห์ของหน่วยงานของรัฐอื่น เช่น เซ็นทรัลเล็ป และมหาวิทยาลัยต่างๆ  ด้วย อ่านรายละเอียดเรื่องราวดังกล่าวได้ที่  http://oknation.nationtv.tv/blog/puthsup-govservice/2020/10/07/entry-1  

ดังนั้น คราวนี้ไปดูกันซิว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. (Food and Drug Administration - FDA) ซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสุขภาพประชาชนจากการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยผลิตภัณฑ์สุขภาพเหล่านั้นต้องมีคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัยนั้น ทำงานกันอย่างไร

เป็นที่น่าสังเกตุว่าเรื่องการให้ข้อมูลการวิเคราะห์สารวัตถุอันตรายไม่ตรงกันตามที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น เหตุใดเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการสุขภาพเบ็ดเสร็จ (One stop service) แต่ละคน จึงให้คำชี้แจงไม่ตรงกัน

มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารของ อย. ควรตรวจสอบและกำชับเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการทุกรายให้ถูกต้องตรงกัน และควรสื่อสารในทุกทางว่า อย. รับรองผลการวิเคราะห์เรื่องใด จากองค์กรไหนบ้าง โดยปิดประกาศไว้ที่ One stop service และในเว็บไซต์ของ อย. ด้วย

หาก อย. ปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็ส่งผลถึงภาพลักษณ์ของ อย. ที่ดีขึ้นต่อไป นอกจากนั้น การลักลอบการขายสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่ง อย. ไม่รับรองก็ลดลง มีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยตรง

วันนี้ขอนำเรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย โดยที่มาตรา ๓๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้บัญญัติให้หน่วยงานบริการของรัฐทุกหน่วยงานว่า

“ในการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชน...ให้ส่วนราชการกําหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงาน และประกาศให้ประชาชน.....ทราบเป็นการทั่วไป .... ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องตรวจสอบให้ข้าราชการปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตามกําหนดเวลา....”

อย. ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีการดังกล่าวครับ โดยประกาศระยะเวลาในการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายแต่ละชนิดซึ่งมีระยะเวลาไม่เท่ากัน แล้วแต่ประเภทของน้ำยา สำหรับน้ำยาฆ่าเชื้อ เฉพาะกรณีที่ไม่เคยขอขึ้นทะเบียนมาก่อน ใช้เวลาในการดำเนินการ ๑๐๐ วันทำการ ดูการกำหนดระยะเวลา ข้างล่างนี้ครับ

 

และในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น เมื่อผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้ายี่ห้อหนึ่งแล้ว เพื่อต้องการมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากยิ่งขึ้น จึงได้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันอีกหลายยี่ห้อ (Brand) นอกจากนี้ ผู้แทนจำหน่ายสินค้าบางรายก็ต้องการให้ผู้ผลิตได้ผลิตสินค้าโดยใช้ชื่อยี่ห้อของตนเองด้วย

หากสินค้านั้นต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. แม้ผู้ผลิตคนเดียวกัน ใช้สารสำคัญในการผลิตเดียวกัน คุณภาพเหมือนกัน วิธีการผลิตเหมือนกัน แต่ยี่ห้อต่างกัน โดยฉลากใช้ข้อความเดิม แต่เปลี่ยนแปลงลักษณะ ขนาดและสีของตัวอักษร ก็ต้องยื่นขอรับการขึ้นทะเบียนใหม่เช่นกัน แต่ระยะเวลาในการขอรับการขึ้นทะเบียนที่ทางราชการกำหนดไว้น้อยลง 

จากประกาศของ อย. ตามกฎหมายข้างต้นนั้น การขึ้นทะเบียนสินค้าประเภทนี้ใช้เวลา ๓๐ วัน ดูรายละเอียดได้จากภาพข้างล่างนี้ครับ

  

ทั้งการขึ้นทะเบียนใหม่และการขึ้นทะเบียนอีกยี่ห้อหนึ่ง หากตรวจสอบการทำงานย้อนหลังของเจ้าหน้าที่ อย. คงไม่มีหลักฐานปรากฎว่ามีผู้ประกอบการรายใดใช้เวลาในการขึ้นทะเบียนโดยใช้ระยะเวลานานกว่าที่ อย. กำหนด นี่แสดงว่าเจ้าหน้าที่ อย. ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพใช่ไหมครับ

แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอกครับ สอบถามผู้ประกอบการรายไหนรายนั้นดูเถิด การขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายตามตัวอย่างที่ยกมา กว่าจะได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๖ เดือน ทั้งสองกรณี หรือบางครั้งอาจมากกว่านั้น

แล้วเจ้าหน้าที่ของ อย. ทำได้อย่างไรถึงแสดงให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่ตรวจสอบเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการก็คือ เมื่อผู้ประกอบการไปยื่นขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่ศูนย์บริการสุขภาพเบ็ดเสร็จ (One stop service) เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ยอมรับเรื่องซิครับ

เมื่อได้ตรวจสอบเอกสารว่าครบแล้ว ก็ตรวจสอบฉลากของน้ำยาฆ่าเชื้อนั้นว่าเป็นไปตามระเบียบที่ อย. กำหนดหรือไม่

ขั้นตอนตอนนี้แหละครับที่ใช้เวลายาวนานที่สุด แม้ผู้ประกอบการทราบดีว่าใช้คำไหนในฉลากได้หรือไม่ เพราะมีตัวอย่างอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ใช้เวลาในการแก้แล้วแก้อีก ในกรณีขอขึ้นทะเบียนใหม่ บางครั้งอาจแก้ไข ๓-๔ ครั้ง และการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้อีกยี่ห้อ บางครั้งอาจแก้ไข ๒-๓ ครั้ง จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใด ทำไมถึงแก้ไขครั้งเดียวให้จบไปเลยไม่ได้หรือ

 

การแก้ฉลากนั้น ไม่ใช่แก้เฉพาะแค่ตัวอักษรนะครับ ต้องทำรูปแบบเป็นงานศิลปะ (Art work) มีทั้งสีและแบบของตัวอักษร แน่นอนว่าการแก้ไขฉลากแต่ละครั้งก็ต้องเสียเวลาและเสียเงินในการแก้ไขด้วย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่แต่ละคนก็แก้ฉลากไม่เหมือนกันอีกต่างหาก สำหรับเวลาที่ใช้แก้ไขนี้ไม่ได้นับรวมในเวลาที่กำหนดไว้ว่า ประมาณ ๑๐๐ วัน หรือ ๓๐ วัน หรอกครับ

เมื่อแก้ไขข้อความในฉลากและทำ Art work จนเป็นที่พอใจของเจ้าหน้าที่แล้ว ผู้ประกอบการจึงสามารถยื่นเรื่องคำขอขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายได้

ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งที่ผู้ใดที่รับเรื่องได้ปฏิบัติแบบนี้หรอกนะครับ แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ศูนย์บริการสุขภาพเบ็ดเสร็จ ของ อย. ก็ปฏิบัติอย่างนี้เช่นเดียวกัน

 

ผู้บริหารของ อย. ขอได้โปรดพิขารณาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างจริงจังด้วยเถิดครับ ว่าเหตุการณ์ทำนองนี้เป็นความจริงหรือไม่ เพียงใด ขอได้โปรดอย่าฟังเฉพาะรายงานการทำงานของเจ้าหน้าที่เลยครับ 

แล้วก็ขอได้โปรดเชือดไก่ให้ลิงดูบ้าง พร้อมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ด้วย  ภาพลักษณ์ของ อย. ก็น่าจะดีขึ้นด้วย

ฝากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ  (ก.พ.ร.) ผู้ดูแลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และ อย. ได้โปรดพิจารณาใหม่ด้วยว่าเวลาที่กำหนดไว้ถึง ๑๐๐ วัน หรือ ๓๐ วัน นั้น มากเกินไปหรือไม่ ควรลดระยะเวลาให้น้อยกว่านี้ได้หรือไม่ ตัดทอนเวลาที่ใช้ในการตรวจสอบฉลากไปมาให้น้อยลงเหลือแก้ไขครั้งเดียวได้หรือไม่

การลดเวลาการยื่นขอขึ้นทะเบียนให้น้อยลง ถือเป็นการช่วยชาติไปในตัวด้วย เพราะผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาในการรอคอย สามารถขายสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติไปในตัวด้วยครับ

หากใช้เวลาในการขึ้นทะเบียนให้น้อยลงกว่านี้ ผู้ที่ชอบหลบหลีกขายสินค้าโดยไม่ขอขึ้นทะเบียนกับ อย. ก็จะน้อยลง ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคในทางอ้อมอีกด้วย

อ้อ อย. ก็ใจกว้างนะครับ เพราะในเว็บไซต์ของ อย ได้มี “แบบสำรวจความพึงพอใจและไม่พึงพอใจผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปี ๒๕๖๓” ด้วย ผู้เขียนให้ความเห็นยาวครับ จึงไม่ได้เขียน แต่หากท่านผู้อ่านต้องการแสดงความคิดเห็นก็เชิญได้ที่ https://www.fda.moph.go.th/Pages/surveyfda.html

ทั้งนี้ เพื่อ อย. จะได้ปรับปรุงการให้บริการที่ดีขึ้น ประโยชน์ก็จะตกกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net