วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2565

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ Tech Company


วันนี้มีข่าวการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.เบริล 8 พลัส (BE8) และ บจ. เอคซเทนด์ ไอที รีซอร์ส (X10)เพื่อจะก้าวไปสู่การเป็นเทคคอมพะนีรายใหญ่ของไทย ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ธุรกิจสายการเงินอย่าง SCB ก็เดินเกมรุกเข้าสู่เทคคอมพะนีกับการก่อเกิดของ SCBX ที่จะนำเทคโนโลยีมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับภาคการเงินการธนาคาร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

 

ทั้งการควบรวมกิจการและการเข้าสู่เทคคอมพะนีนั้นก็เป็นไปตามกระแสโลก ที่มีการประเมินจากหลายสำนักธุรกิจก่อนหน้านี้ว่า จากนี้ไป เทรนด์ธุรกิจโลกจะก้าวเข้าสู่การควบรวมกิจการกันมากขึ้น ทุกกิจการจะต้องเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล และหลายกิจการต้องเปลี่ยนไปสู่การเป็นเทคคอมพะนี

 

ถามว่าทำไมต้องเป็นเทคคอมพะนี ก็เพราะแทบจะทุกอย่างในชีวิตประจำวันของเราต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ซึ่งถูกนำมาใช้ในทุกภาคส่วน ทั้งการทำธุรกิจและกระบวนการทำงาน แม้ธุรกิจที่ไม่ได้มีพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยีโดยตรง แต่โลกปัจจุบันก็ผลักดันให้ทุกธุรกิจต้องเข้าสู่กระบวนการของการใช้เทคโนโลยี เช่น การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการติตต่อสื่อสาร หรือใช้แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ในการชำระค่าสินค้าและบริการ เป็นต้น ดังนั้น ยิ่งเป็นบริษัทที่ต้องใช้เทคโนโลยีในกิจการเป็นหลัก อย่างคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ยิ่งต้องขยับปรับตัวไปสู่การเป็นเทคคอมพะนีอย่างเต็มรูปแบบ

 

นิยามของเทคคอมพะนีไม่แน่ชัด แต่มักจะครอบคลุมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นสินค้าและบริการออกมา การนำเทคโนโลยีที่ซื้อ มาใช้ประกอบการดำเนินธุรกิจ การนำระบบไอทีมาใช้ การพัฒนาซอฟต์แวร์ การทำธุรกิจด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มดิจิตัล การเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี เป็นต้น 

 

 

 

การที่องค์กรสามารถนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปขับเคลื่อนได้อย่างทรงพลัง ก็เท่ากับกำโลกไว้ในมือ ซึ่งปัจจุบันบริษัทใหญ่ ๆ และทรงอิทธิพลของโลกก็เข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีหรือการเป็นบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น APPLE, AMAZON, FACEBOOK, Alphabet (เจ้าของ Google), Microsoft, TWITTER, ALIBABA, NETFLIX, PAYPAL และ TESLA

 

 

สำหรับประเทศไทย เราเริ่มคุ้นเคยกับคำว่าเทคคอมพะนีมากขึ้น เมื่อทรูและดีแทคประกาศควบรวมกิจการกัน เพื่อมีกำลังในการปรับตัวเข้าสู่เทคคอมพะนี ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปหลายปีก่อน จะพบว่าเป็นไปตามวิสัยทัศน์ในการปรับองค์กร ที่คุณศุภชัย เจียรวนนท์ บิ๊กกลุ่มทรูได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “หากไม่เปลี่ยนวันนี้จะตามโลกไม่ทัน” ซึ่งในช่วงเวลานั้น คุณศุภชัยมองผ่านหลักการ 5D คือ

 

 

 

Demand ต้องรู้ความต้องการของตลาดบนช่องทางดิจิทัล

Digitize ทุกอย่างจึงต้องเป็นดิจิทัล

Digital Connected ต้องมีช่องทางเชื่อมต่อกับลูกค้าในโลกดิจิทัล เช่น มีแอปพลิเคชั่น

Disruptive เมื่อดิจิทัลเข้ามา ต้องรู้ว่าดิจิทัลจะมาแทนสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบันด้านใดบ้าง

Dream ต้องเปิดกว้าง รับฟังคนรุ่นใหม่ เพราะเขาคือพฤติกรรมในอนาคต ที่จะบอกเราได้ว่า เราควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร

 

 

 

มาตอนนี้ ถึงเวลาที่กลุ่มทรูต้องเปลี่ยนองค์กรก่อนจะหนีไม่ทันภัยดิสรัปชั่น สู่อนาคตใหม่ที่ไม่ต้องเจอหรืออย่างน้อยรับมือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กับปัญหาเดิม ๆ อย่างค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ที่สูงลิบลิ่วจนแบกรับแทบไม่ไหว, การรับมือกับผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ จากแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งรายได้ไป โดยไม่มีภาระด้านโครงข่ายและอุปกรณ์โครงข่ายที่ต้องแบก, การเข้าสู่เทคโนโลยีการสื่อสารที่ไม่ต้องพึ่งพาการโทรผ่านมือถือหรือซิมการ์ด, การใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการให้บริการ อย่างหุ่นยนต์และ AI รวมถึงการพัฒนาสู่เทคโนโลยีดาวเทียม เป็นต้น

 

ในยุคที่ผู้คนถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี องค์กรธุรกิจยิ่งต้องล้ำหน้าไปให้ไกลกว่า โดยธุรกิจโทรคมนาคมยิ่งต้องตอบสนองต่อความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นตัวเชื่อมโลกธุรกิจและผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Techsauce และ มติชน

โดย pigkypink

 

กลับไปที่ www.oknation.net