วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อินเดีย 3 ......... จาก เดลี ไป อัครา...โดย วีระยุทธ์ สันตยานนท์


 อินเดีย 3 ......... จาก เดลี ไป อัครา...โดย วีระยุทธ์ สันตยานนท์
  


(1)

            ในบางมุมมองจากคนไทย อาจไม่คอยชอบใจนักที่จะเดินทางไป

เที่ยวอินเดีย    ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับการไปเที่ยวที่อื่นๆ ซึ่งมีการจัดการ

ระบบการท่องเที่ยวที่ดีแล้ว อาจเป็นเพราะคนไทยอาจจะไม่ค่อยชอบแขก

แขกกลิ่นตัวแรงและบางทีอาจเห็นงูน่าคบกว่าแขกเสียอีก  หรืออาจเคยได้

ยินว่าเมืองแขกไม่มีห้องน้ำห้องส้วม และขอทานเยอะ  จึงไมค่อยอยากมา

เที่ยว แต่สำหรับพวกฝรั่งแล้ว    การเดินทางมาท่องเที่ยวอินเดีย ถือว่าเป็น

สุดยอดของการเดินทางท่องเที่ยว   เพราะอินเดียมีสเน่ห์หลายอย่างให้นัก

ท่องเที่ยวที่ต้องการจะรู้จักโลกกว้างจริงๆ ได้ศึกษา

            อินเดียมีวัฒนธรรมเก่าแก่ สั่งสมไว้ตามสถานที่ต่างๆ ที่มีชื่อเสียง

เช่น ทัชมาฮาล ถ้ำอชันตา อโรรา สัญจิ คาจุราโฮ ชัยปุระ พาราณสี  ริมฝั่ง

คงคา มีเทือกเขาหิมาลัยที่น่าท่องเที่ยว ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอินเดียก็

น่าศึกษา ด้วยประชากรกว่าพันล้าน เขาอยู่กันอย่างไร   บางส่วนของประ-

เทศมีความเจริญทางด้านความรู้และเทคโนโลยี่แบบสุดๆ เช่นที่  ซิลิคอน-

วัลเล่ย์ ในบังกาลอร์      แต่ตามชนบทก็ยังยากจนสุดๆ มีวิถีชีวิตแบบเดิมๆ

เหมือนเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว  ที่ไม่มีไฟฟ้าและน้ำมันใช้และไม่มีการเดินทาง

ออกจากหมู่บ้านเลย    ความหลากหลายทางวัฒนธรรม  และความขัดแย้ง

ทางเศรษฐกิจสังคม   และความเจริญอย่างรวดเร็วกำลังมาถึงอินเดีย  และ

จะก้าวติดตามจีนไปติดๆ   ความเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไรต่อไป   ทำให้

อินเดียจะเป็นที่ที่ผู้คนเข้ามาทำธุรกิจและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่

รู้จบ

       (2)

                  แต่สำหรับพวกเรา  ชาวพุทธที่มีความเลื่อมใสในคำสอนของพระ-

       บรมศาสดา ก็จะมีมุมมองไปอีกอย่าง เรื่องการรังเกียจขอทาน(2)  การเข้า

       ห้องน้ำตามพุ่มไม้ข้างทาง การเจอฝุ่น และขยะต่างๆ    ปัญหาการเดินทาง

       รวมทั้งการได้ท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงามและความสดวกสบาย   ยังเป็น

       เรื่องรองลงไปไม่ต้องไปเดือดร้อนกับมันมาก    เรื่องหลักก็คือได้มีโอกาส

       ได้ไป ก้มกราบ น้อมสักการะสถานที่ๆพระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ ว่าเป็นการ

       สักการะต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   นั่นก็คือได้นมัสการสังเวชนียสถาน

       ทั้ง 4 แห่ง ทั้งนี้เพื่อ พิจารณาให้เกิดความสลด สังเวชในสังขารทั้งหลายอัน

       ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ทำให้จิตใจหันมานึกถึงสิ่งที่ดีงาม   เกิด

        ความไม่ประมาท เพียรพยายามทำสิ่งที่เป็นกุศลต่อไป

(3)

            บริเวณกรุงนิวเดลีนี้ ในอดีตสมัยพุทธกาล ก็คือแคว้นกุรุรัฐ   ที่พระผู้

มีพระภาคได้เสด็จมาเทศนา สติปัฏฐานสูตร ทางการได้ทำการขุดค้น พบหลัก

ฐานทางโบราณคดีมากมาย(3) กุรุรัฐ นี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก      ก่อนสมัย

พุทธกาลนับเป็นพันปี มีกล่าวไว้ในคัมภีร์มหาภารตะ    รวมทั้งในพระไตรปิฎก

และอรรถกถาน่าศึกษาสนใจมาก  ในพระสูตรหลายแห่งได้กล่าวถึงความเป็น

ผู้มีศีล และการมีปกติเจริญสติปัฏฐานของชาวกุรุไว้มากมายหลายแห่ง ขอยก

ตัวอย่างอรรถกถา มาเล็กน้อย....


ถามว่า เหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระสูตรนี้ใน แคว้นกุรุรัฐนั้น ?

ตอบว่า
     เพราะชาวกุรุสามารถจะรับเอาพระธรรมเทศนาที่ลึกซึ้งได้.

           ได้ทราบว่า   ภิกษุ   ภิกษุณี  อุบาสก  และอุบาสิกาทั้งหลาย 

           ชาวกุรุรัฐ เป็นผู้มีร่างกายและจิตใจเหมาะสมเป็นนิจ      ด้วย

           สามารถแห่งปัจจัยคือ  ฤดูเป็นที่สบาย   เพราะรัฐนั้นสมบูรณ์

           ด้วยปัจจัยคือฤดู.    คนเหล่านั้นมีกำลังปัญญาอันความเหมาะ

           สมแห่งจิตใจและร่างกาย  อนุเคราะห์แล้วจะเป็นผู้สามารถรับ

           ถ้อยคำที่ลึกซึ้งได้.  เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรง

           เล็งเห็นว่าคนเหล่านั้นสามารถจะรับพระธรรมเทศนาอันลึกซึ้ง

           นี้ได้ จึงได้ตรัสสติปัฏฐานสูตรที่มีอรรถลึกล้ำนี้

 

(4)

            รูปถ่ายข้างบนนี้คือหลักฐานทางโบราณคดี(4) ในกรุงเเดลี เป็นตัว

อักษรโบราณ แกะสลักลงบนแผ่นหิน ข้อความว่าสถานที่แห่งนี้คือบริเวณที่

พระบรมศาสดา ได้กล่าวพระธรรมเทศนา เรื่องสติปัฏฐานสูตร เมื่อ 2500 ปี

ก่อน ท่านอาจารย์สุจินต์ได้เคยนำคณะสหายธรรมมากราบสักการะ และจัด

สนทนาธรรมที่นี่ เมื่อปี 2548 ที่ผ่านมานี่เอง

(5)

                        รูปขอทานและลูกน้อยในกรุงเดลี ในมือถือถุงฟาสท์ฟู้ด(5)

                            ดูจากการแต่งตัวภายนอกก็ไม่ได้สกปรกอะไรมากมาย   

                      สำหรับความสกปรกภายในคงไม่อาจรู้ได้เช่นเดียวกับปุถุชน

                      ทั่วไป     ซึ่งไม่สามารถวัดความสกปรกกันด้วยการดูด้วยตา

                      อย่างเดียว

(6) (7)

(8)            (9)

            จากกรุงเดลี ไปทางใต้ประมาณ 200 กม.   ก็จะเป็นเมือง อัครา

ที่ตั้งของทัชมาฮาลและป้อมอัครา ทางการได้สร้างถนนอย่างดีเชื่อมสอง

เมืองนี้ แต่เมื่อตอนที่ผู้เขียนเดินทางไปเมื่อหลายปีก่อน   รถวิ่งได้ช้ามาก

อาจเป็นเพราะสภาพถนนที่มีการซ่อมสร้างกันแบบอินเดีย และปริมาณรถ

บรรทุกที่มีจำนวนมากมายมหาศาล ทำให้การเดินทางเชื่องช้าแบบลืมการ

ถึงจุดหมายไปเลย  ปรัชญาการนั่งรถในอินเดียก็เลยเป็นว่าทำอย่างไรจะ

หลับในรถให้สบายที่สุด

            วันนี้ตามรายการ ผู้จัดจะให้เราเข้าพักที่โรงแรม Jay Pee Palace

Hotel แล้วตอนบ่ายก็จะพาไปชมป้อมอัครา และทัชมาฮาล

            ป้อมอัคราได้ถูกบันทึกว่ามีมาตั้งแต่ คศ. 1080 แล้ว       ต่อมา

Sikandar Lodhi (1487-1517) สุลต่านองค์แรกของเดลี ได้ย้ายมาอาศัย

อยู่ที่ป้อมนี้แล้วใช้เป็นวังเพื่อปกครองประเทศ  ในปี 1558 กษัตริย์อักบาร์

ราชวงศ์ โมกุล ดำเนินการปฏิสัขรณ์     ตกแต่งใหม่ด้วยหินทรายหรือศิลา

สีแดงล้วน(6) ใช้คนงานและช่าง 4000 คน เป็นเวลา 8 ปีเสร็จสมบูรณ์ในปี

1573  จนเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตเท่า ภูเขาหนึ่งลูกทีเดียว เป็นค่ายคูประ-

ตูหอรบรวม   ทั้งพระราชวังของพระเจ้า Sha Jahan กษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่ง

ราชวงศ์โมกุล ป้อมอัคราสร้างมา  ก่อนถึงสามสมัยมาแล้วเสร็จสมบูรณ์ใน

สมัยพระเจ้าชาห์ จาฮาน ผู้สร้างทัชมาฮาล  ลักษณะป้อมเป็นรูปโค้งครึ่งวง

กลม ตัวป้อมขนาดใหญ่ตั้งอยู่โค้งแม่น้ำยมุนาพอดี  เป็นมุมที่สวยงามมาก

และมองเห็นทัช มาฮาล ได้สวยที่สุด   ตัวป้อมมีกำแพงใหญ่สองชั้น(7) มี

สะพานเชื่อมต่อเดินได้รอบป้อม ในอดีตภายในเป็นที่ทำการของทหารด้วย

และมีเขตพระราชฐานฝ่ายหน้าสำหรับออกว่าราชการของกษัตริย์(7)  เขต

พระราชฐานฝ่ายในเป็นที่อยู่ของเหล่านางสนม เรียก "พระราชวังดอกมะลิ"

เล่ากันว่ามีนางสนมถึง 5,000 คน ส่วนที่เป็นที่ประทับของกษัตริย์ริมแม่น้ำ

ยมุนาเป็นกำแพงศิลาสูงชัน มองเห็นแม่น้ำยมุนาไม่ไกลนัก(8)


(10)


             พระราชวัง แห่งนี้เป็นศิลาแดงแต่เพียงด้านนอก ด้านในอาคาร

เป็นหินอ่อนแกะสลักละเอียดสวยงาม(10) เป็นงานฝีมือที่หาที่อื่นเปรียบ

เทียบไม่ได้เลย ไม่ว่าประตูหรือเสาหรือเพดานทั้งแกะทั้งฉลุและเล่นลาย

สี การทำลายสีบนหินอ่อนที่อ่อนช้อยหลายสี   ล้วนต้องแกะร่องฝังหินสี

มากสี ความพิเศษของช่างฝีมือมองทางหนึ่งเห็นเป็นลายเครือเถา    พอ

เดินออกไปสักระยะมองมา เห็นเป็นลายอื่นสวยงามแทนที่   ก็เพราะเป็น

พระราชวังจึงงามไปทุกแห่ง ประตูโลหะก็บานใหญ่   ลายประดับอลังการ

งานสร้างจริงๆ

           ช่องทางระเบียงด้านแม่น้ำยมุนา   เป็นที่ประทับของชาห์ จาฮาน

เพื่อ มองดูทัชมาฮาลระหว่างที่พระองค์ถูกคุมขังโดยพระราชโอรสองค์ที่

๕ ทำกบฏ พระเจ้าชาห์ จาฮาน  มีโอกาสเพียงเฝ้ามองอนุสรณ์แห่งความ-

รัก ที่พระองค์สร้างเพื่อเป็นที่ฝังพระศพของ พระอัครมเหสีพระนางมุมตัส

จนวาระสุดท้ายของพระองค์

           ระเบียงด้านนี้เต็มไปด้วยงานศิลปะของหินอ่อน    ที่เป็นช่องทาง

เดินก็ดี ห้องระเบียงและเพดานห้องระเบียง การประดับเพดานด้วยชิ้นโล-
 
หะที่สวยงามเหมือนเงินแต่   ไม่มีการคล้ำหมอง กลับสะท้อนแสงได้ประ-

หลาดราวหิ่งห้อย    ระเบียงตอนหนึ่งที่เปิดโล่ง มีของ มีค่ายิ่งชิ้นหนึ่ง คือ

แท่นหินลองทอง เป็นแท่นหินชิ้นเดียวในโลกขนาดใหญ่กว่าสองเท่าโต๊ะ

ปิงปองเล็กน้อย หนามากกว่าหนึ่งศอกน่าจะหนักมาก      การนำมาไว้ริม

ระเบียงไม่ใช่งานง่าย เชื่อว่าพระเจ้าชาห์ จาฮาน       ประทับที่นี่เพื่อมอง

ทัชมาฮาล   และเป็นที่น่าเสียดายที่ระหว่างการ สู้รบ  ทหารอังกฤษเข้าตี

ป้อมอัคราใช้ปืนใหญ่ยิงระเบียงวัง     กระสุนนัดหนึ่งกระทบผนังห้องแล้ว

กระดอนมาถูกแท่นหินลองทอง      ทำให้หินชิ้นนี้มีรอยร้าวไม่ถึงกับแยก

ร่องรอยกระสุนที่ว่านั้นเขา ทิ้งไว้ให้ปรากฏทุกวันนี้

           สิ่งที่น่าดูอีกอย่าง คือยอดของซุ้มประตูก็ดีหรือตามมุขต่าง ๆ มัก

จะมีรูปสลักขององค์พระพิฆเนศอยู่  ทั้งที่เป็น  ราชวงศ์โมกุล   พระราชวัง

ของกษัตริย์อินเดียจะมีระบบทำความเย็น คือซ่อนทางน้ำไหลให้ผ่านห้อง

ต่าง ๆ ในอาคารรับความร้อนออกมาทิ้งภายนอกเหมือนเครื่องปรับอากาศ

เป็นความคิดที่ฉลาดของคนโบราณ การออกแบบเช่นนี้ เคยพบที่พระราช

วังสิกิริยา ในเกาะลังกาเช่นกัน

           กราบอนุโมทนาครับ

อ่านต่อตอน 4 คลิกที่นี่

โดย บัวใต้น้ำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net